Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมรายงานอัยการเตรียมสั่งฟ้องผู้ต้องหา คดีอุ้มหาย ทรมาน ปฏิบัติโหดร้ายต่อ “ลุงเปี๊ยก” แพะคดีป้าบัวผัน วันที่ 22 กรกฎาคมนี้ ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 จังหวัดระยอง หลังเมื่อปี 2567 ลุงเปี๊ยกถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. อรัญประเทศ ควบคุมตัว ข้อหาฆ่าป้าบัวผันภรรยาตัวเอง และทำการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ระหว่างจับกุมและสอบสวน ขณะสอบปากคำลุงเปี๊ยกเจ้าหน้าที่ได้ให้ถอดเสื้อลุงเปี๊ยก ให้นั่งตากแอร์ ใช้ถุงดำคลุมศีรษะ และใช้เวลาในการสอบปากคำยาวนานตลอดคืน เพื่อให้ลุงเปี๊ยกหวาดกลัว และรับสารภาพว่าเป็นผู้ฆ่าป้าบัวผันในที่สุด

 

16 มิ.ย. 2569 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) รายงาน เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2569 ทนายความของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนายปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก” ผู้เสียหายในคดีบังคับสูญหายและปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ได้รับหนังสือแจ้งจากพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนคดี สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 2 แจ้งสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44/ 1 และแจ้งกำหนดนัดสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ 7 ราย ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 จังหวัดระยอง 

สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ได้ควบคุมตัวนายปัญญา หรือลุงเปี๊ยก ไว้ตลอดทั้งคืนและกระทำละเมิดต่อนายปัญญา ในลักษณะที่เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และเมื่อมีการจับกุมควบคุมตัวไว้ แต่ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงถือว่ามีความผิดในข้อหาบังคับสูญหาย ซึ่งต่อมา กรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับพนักงานอัยการได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และมีความเห็นสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8  นาย เป็นผู้ต้องหา 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดเหตุนานกว่า 2 ปี กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานอัยการได้มีความเห็นสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเพียง 7 ราย และมีความเห็นไม่สั่งฟ้องผู้กำกับ นายปัญญาตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีทำร้ายร่างกายนางบัวผัน ตันสุ หรือ “ป้ากบ” ภรรยาของตนเอง โดยหลังจากมีการพบศพนางบัวผันในสระน้ำข้างโรงเรียนศรีอรัญโญทัย อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 นายปัญญาได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. อรัญประเทศ และให้การรับสารภาพว่า ตนเองผู้เป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายภรรยา อย่างไรก็ตาม ภายหลังกลับปรากฏข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ รวมไปถึงภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิด พบว่าเยาวชนจำนวน 5 คน เป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายนางบัวผันจนกระทั่งเสียชีวิต และนายปัญญาจึงตกเป็นแพะในคดีนี้ 

กรณีของนายปัญญาได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างมาก เนื่องจากเหตุเกิดหลังจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 คดีนี้จึงเป็นที่จับตามองจากหลายฝ่ายถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพของกฎหมายฉบับใหม่ในการดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิด ลดภาระของผู้เสียหาย และคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายอย่างทันท่วงที 

อย่างไรก็ตาม กรณีของนายปัญญาไม่ใช่คดีจับแพะคดีแรกที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะเมื่อปี 2552 นายฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ซึ่งขณะนั้นเป็นเยาวชน อายุเพียง 18 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. เมืองปราจีนบุรี จับกุมควบคุมตัว และซ้อมทรมานโดยการใช้ถุงดำคลุมศีรษะ เพื่อบังคับให้รับสารภาพว่าเป็นผู้ชิงทองของผู้เสียหาย ฤทธิรงค์และครอบครัวต้องเดินหน้าต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมนานถึง 17 ปี จนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระทำความผิดต่อนายฤทธิรงค์จริง สั่งให้มีการลงโทษจำคุก แต่ด้วยอาชีพเป็นคุณ จึงให้รอลงอาญาตำรวจคนดังกล่าว ส่วนฤทธิรงค์ยังคงทุกข์ทรมานจากอาการสะเทือนขวัญหลังเหตุการณ์รุนแรง หรือ PTSD โดยมีอาการวิตกกังวล และอาจจะต้องกินยารักษาไปตลอดชีวิต

การจับกุมควบคุมตัวโดยไม่ได้ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน และการกระทำทรมานเพื่อให้รับสารภาพโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่เพียงส่งผลกระทบทางร่างกายและจิตใจต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการปล่อยให้ผู้กระทำความผิดตัวจริงลอยนวล สร้างความเสียหายให้แก่สังคมในวงกว้าง ยิ่งกว่านั้น ยังสะท้อนให้เห็นกระบวนการที่ย่อหย่อนในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดตัวจริงมาลงโทษ รวมทั้งการใช้อำนาจรัฐในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้บริสุทธิ์ นอกจากนี้ กรณีของนายปัญญายังสะท้อนให้เห็นว่า การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยได้รับการทบทวนหรือแก้ไขอย่างจริงจังจากหน่วยงานต้นสังกัด อย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ แล้วก็ตาม 

การจับแพะและการทรมานหรือปฏิบัติที่โหดร้ายต่อผู้บริสุทธิ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำรับสารภาพจึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน และส่งผลกระทบต่อสังคม CrCF จึงขอเชิญชวนให้สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปติดตามความคืบหน้ากรณีของนายปัญญาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กระทำผิดจะดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายและครอบครัวได้ในที่สุด

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง