เครือข่ายธุรกิจและคนพิการประเทศไทย ผลักดันแนวคิด Disability Confidence ชูความเท่าเทียมบุคลากร
ท่ามกลางภาคธุรกิจไทยที่กำลังเผชิญการปรับตัวครั้งใหญ่จากโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ควบคู่กับปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะสูงและการแข่งขันดึงดูดบุคลากร (War for Talent) ที่เข้มข้นขึ้นต่อเนื่อง ผู้นำองค์กรชั้นนำเริ่มปรับมุมมองจากการบริหารแรงงานแบบเดิม มาสู่แนวคิด "Disability Confidence" หรือการสร้างความพร้อมและยอมรับความแตกต่างของผู้พิการและผู้มีความหลากหลายทางการรับรู้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจ
เครือข่ายธุรกิจและคนพิการประเทศไทย (Thailand Business and Disability Network: TBDN) ซึ่งดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือระดับโลกขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO Global Business and Disability Network: GBDN) ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มหลักสนับสนุนภาคธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านจากการปฏิบัติตามกฎหมายหรือกิจกรรม CSR แบบดั้งเดิม ไปสู่การบูรณาการความหลากหลายเข้ากับระบบบริหารจัดการองค์กรในทุกมิติ
ข้อมูลสากลระบุว่า 1 ใน 6 ของประชากรโลกมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการรับรู้ โดยร้อยละ 80 อยู่ในวัยทำงาน แต่รายงานจาก ILO ชี้ว่าอัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานของกลุ่มนี้ยังต่ำกว่าประชากรทั่วไปถึงร้อยละ 30 ซึ่งถือเป็นการสูญเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพสูง
ดร.อรุณฉัตร ฟูวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการ TBDN ระบุว่า Disability Confidence ไม่ใช่เรื่องของแผนกทรัพยากรบุคคลหรือกิจกรรม CSR อีกต่อไป แต่เป็นวาระเชิงกลยุทธ์ระดับผู้นำ องค์กรที่เริ่มต้นผสานแนวคิดนี้ในกระบวนการสรรหา การพัฒนาบุคลากร การออกแบบสถานที่ทำงาน และการเข้าถึงลูกค้า จะรักษาความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมั่นคงในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่
TBDN ส่งเสริมให้ภาคเอกชนเชื่อมโยงแนวคิดนี้กับกรอบการดำเนินงานด้าน ESG ผ่านกระบวนการที่วัดผลได้จริง เช่น การสนับสนุนกลุ่มทรัพยากรบุคคลภายในองค์กร (Employee Resource Groups) เพื่อค้นหาโอกาสปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายการทำงาน และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่รองรับผู้บริโภคทุกกลุ่ม
ภาคเอกชนชั้นนำร่วมสะท้อนมุมมอง โดยเคท เกอริทส์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ IHG Hotels & Resorts ประเทศไทย ระบุว่าสถานที่ทำงานที่เปิดรับความหลากหลายอย่างเท่าเทียมคือหัวใจสำคัญในการดึงดูดและรักษาบุคลากร ขณะที่นายวรพงศ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ พีซีเอส ประเทศไทย เน้นความสำคัญของการออกแบบบทบาทหน้าที่ให้เหมาะสมกับเงื่อนไขชีวิตของพนักงานแต่ละคน
ดีปา บาราที ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านความเท่าเทียมทางเพศและการยอมรับความแตกต่างจาก ILO ให้มุมมองว่าการเปิดรับความหลากหลายในสถานที่ทำงานไม่ใช่เพียงประเด็นสิทธิมนุษยชน แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ชาญฉลาด (Smart Economics) การขจัดอุปสรรคและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้จะเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดนวัตกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระดับภาพรวม
ที่มา: การเงินการธนาคาร, 26/7/2569
อ.วีระ เปิดตัวเลขชี้ประกันสังคมติดลบ 2.6 แสนล้าน ตั้งคำถามอนาคตผู้ประกันตน
ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตต่อฐานะการเงินของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) โดยหยิบยกงบการเงินปี 2566 ขึ้นอภิปราย พร้อมตั้งคำถามถึงความมั่นคงของกองทุนในระยะยาว
นายวีระระบุว่า งบการเงินของสำนักงานประกันสังคมมี ประมาณการหนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ หรือภาระการจ่ายบำนาญในอนาคตสูงกว่า 2.42 ล้านล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานมีลักษณะ รายได้ต่ำกว่ารายจ่าย และหากพิจารณาตามข้อสังเกตที่นำเสนอ อาจสะท้อนผลขาดทุนทางบัญชีสูงถึงประมาณ 260,000 ล้านบาท
นายวีระยังตั้งคำถามว่า หากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไป จะส่งผลต่อความมั่นคงของกองทุนประกันสังคมในอนาคตหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้จำนวนผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นดังกล่าวสร้างความสนใจต่อผู้ประกันตนจำนวนมาก เนื่องจากกองทุนประกันสังคมมีสมาชิกหลายสิบล้านคน และเป็นหลักประกันด้านบำนาญของแรงงานไทยในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่นายวีระอภิปรายเป็น ข้อสังเกตจากการวิเคราะห์งบการเงิน ซึ่งสำนักงานประกันสังคมยังมีหน้าที่ชี้แจงรายละเอียดและสถานะทางการเงินอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินของกองทุนระบุว่า ตัวเลขหนี้สินประโยชน์ทดแทนชราภาพเป็น ภาระผูกพันตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย ที่ต้องบันทึกไว้ในงบการเงิน ไม่ได้หมายความว่ากองทุนไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับการจ่ายบำนาญในปัจจุบัน แต่ก็เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องติดตาม เพื่อประเมินความยั่งยืนของกองทุนในระยะยาว
การอภิปรายครั้งนี้จึงทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า โครงสร้างรายรับ รายจ่าย และการบริหารเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคม จะสามารถรองรับภาระการจ่ายบำนาญที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้เพียงใด ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ประกันตนและสังคมจับตารอคำชี้แจงจากสำนักงานประกันสังคมต่อไป
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 25/7/2569
รองนายกชี้ไทยเดินหน้ามาตรการแรงงานบังคับเต็มที่ตามมาตรฐานสากล–OECD แล้ว สหรัฐฯ ยังใช้มาตรการภาษี
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีภายใต้มาตรา 301 เก็บภาษีนำเข้า 12.5% กับประเทศคู่ค้ากว่า 37 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมาตรการต่าง ๆ มารองรับทุกข้อกังวลของสหรัฐฯ แล้ว โดยเฉพาะการกำหนดหลักเกณฑ์สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งก็ได้ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว
“ที่ผ่านมาเรามีมาตรการด้านนี้อยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่เป็นที่พอใจของทางการสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลก็มีมาตรการรองรับโดยออกหลักเกณฑ์ทางกฎหมายตามมาตรฐานสากลทั่วไป และเป็นไปตามมาตรฐานของกลุ่มโออีซีดี ซึ่งถือว่าเราได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว" นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์โลกปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ส่งผลให้การพยากรณ์ล่วงหน้าทำได้ลำบาก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกของไทยที่ต้องเผชิญกับสภาวะที่ไม่ปกติเหมือนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยสภาวะปัจจุบันเป็นกรณีที่กติกาพหุภาคีเริ่มเสื่อมถอยลง ทำให้หลายประเทศเลือกการเจรจาระดับกลุ่มประเทศเพื่อหาทางลดภาษีและอุปสรรคทางการค้าแทน ซึ่งประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนนี้
อย่างไรก็ตามมองว่า แนวโน้มการแบ่งขั้วอำนาจโลกในลักษณะกลุ่มประเทศใหญ่ทำให้ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับคู่ค้ารายอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียวที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น
ดังนั้นการที่ไทยต้องเผชิญกับมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานสากลอาจไม่ใช่ทางออกเดียวในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางการค้า แต่ต้องมีการสร้างอำนาจต่อรองผ่านความร่วมมือในระดับภูมิภาคและการสร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจภายในประเทศ
ก่อนหน้านี้ ที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมาได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ในการกำหนดหลักเกณฑ์สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจาทางการค้า และแสดงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ ครม. จึงมีมติอนุมัติใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1. รับทราบผลการไต่สวนประเทศไทย และ 2. เห็นชอบให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน ซึ่งจะมีอำนาจหน้าที่สำคัญในการวางมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาการนำเข้าสินค้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ ให้สอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO)
รวมทั้งมีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานการตรวจสอบเอกสารรับรองสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยง รวมถึงเสนอบัญชีรายชื่อเสี่ยง (Watchlist/Blacklist) หรือบัญชีรายชื่อสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ (Risk List) ต่อ ครม. โดยเป็นมาตรการที่ยังไม่เคยปรากฏในประเทศไทย
ทั้งนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์ฯ จะก่อให้เกิดแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับ 1. มาตรฐานสากลในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน คือ หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights : UNGP) มุ่งเน้นการปตรวจสอบและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบจนถึงผู้ส่งมอบ
2. หลักการของอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 29 ว่าด้วยแรงงานบังคับ ค.ศ. 1930 (C29) พิธีสาร ค.ศ. 2014 ส่วนเสริมอนุสัญญา ฉบับที่ 29 (P29) และอนุสัญญา ฉบับที่ 105 ว่าด้วยการยกเลิกแรงงานบังคับ ค.ศ. 1957 (C105) ซึ่งประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของสหประชาชาติ (UN) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)
ผู้แทนแรงงานแพลตฟอร์ม จาก 7 ประเทศทั่วเอเชียรวมตัวที่รัฐสภาไทย ผลักดันการรับรองสถานะทางกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิแรงงาน
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2026 ที่อาคารรัฐสภา สถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI) ร่วมกับมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประเทศไทย และเครือข่ายเพื่อคนงานแพลตฟอร์มแห่งเอเชีย นำคณะตัวแทนแรงงานแพลตฟอร์มกว่า 20 คน จากเกาหลีใต้ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย และฟิลิปปินส์ เข้าพบคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อหารือปัญหาการรับรองสถานะทางกฎหมายของแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งปัจจุบันถูกจัดประเภทเป็น "ผู้รับจ้างอิสระ" ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ ประกันสังคม และสิทธิรวมตัวเจรจาต่อรอง
นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน กล่าวเปิดงานว่าเศรษฐกิจดิจิทัลสร้างโอกาสแต่ก็มาพร้อมความท้าทายด้านการคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นวาระร่วมของภูมิภาคที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ
ตัวแทนจากหลายประเทศแบ่งปันความคืบหน้าของกฎหมายในประเทศตน อินเดียมีกฎหมายระดับรัฐที่เก็บค่าธรรมเนียมสมทบร้อยละ 1 จากทุกธุรกรรมเพื่อจ่ายสวัสดิการ มาเลเซียผ่านกฎหมาย Gig Workers Act 2025 ครอบคลุมงานกิ๊ก 9 สาขา บังคับให้แพลตฟอร์มรับผิดชอบด้านความปลอดภัยและอธิบายการทำงานของอัลกอริทึม อินโดนีเซียจำกัดค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์มจากร้อยละ 20 เหลือไม่เกินร้อยละ 8 หลังคนทำงานรวมตัวประท้วง ขณะที่ฟิลิปปินส์มีร่างกฎหมาย POWERR Bill ที่ยังไม่ผ่านสภาและถูกวิจารณ์ว่าเปิดช่องให้คนทำงาน "ปฏิเสธ" สถานะลูกจ้างได้
ด้านตัวแทนแรงงานไทย เมรี จุลพันธ์ จากสหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์มแห่งประเทศไทย (PWOT) แบ่งปันประสบการณ์การถูกคุกคามทางเพศขณะทำงานโดยไม่ได้รับการเยียวยา เกศกานดา จิตรีมิตร ไรเดอร์จากสระบุรี เล่าว่าผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุมักไม่มีรายได้และต้องเป็นหนี้เพื่อประทังชีวิต เนื่องจากไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน ขณะที่สุภาภรณ์ พันธ์ประสิทธิ์ ไรเดอร์ที่ทำงานมากว่า 9 ปี ระบุว่ารายได้ต่อออเดอร์ลดลงจากราว 80 บาทเหลือเพียง 10-20 บาทในปัจจุบัน
ที่ประชุมให้ความสำคัญกับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะข้อ 9 ที่ระบุว่าการจัดสถานะคนทำงานควรพิจารณาจากลักษณะการทำงานจริง ไม่ใช่ข้อความในสัญญาที่แพลตฟอร์มกำหนดเอง ดร.เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร ผู้อำนวยการ JELI ชี้ว่าอนุสัญญานี้ช่วยให้การถกเถียงเรื่องคุ้มครองแรงงานหลุดพ้นจากกรอบเดิมที่ติดอยู่กับการนิยามสถานะคนทำงาน
Karen Anne Gail Cariño จากเครือข่ายลูกจ้างอุตสาหกรรม BPO ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวแถลงการณ์ในนามเครือข่ายเพื่อคนงานแพลตฟอร์มแห่งเอเชีย เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วเอเชียยุติการจัดสถานะแรงงานเป็น "พาร์ทเนอร์" ซึ่งเป็นการเลี่ยงพันธะนายจ้างอย่างเป็นระบบ พร้อมเรียกร้องให้รับรองสถานะลูกจ้าง บังคับใช้ความรับผิดชอบกับแพลตฟอร์ม และคุ้มครองสิทธิรวมตัวเจรจาต่อรอง ภายใต้จุดยืน "Nothing about us, without us"
ในด้านความคืบหน้า สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่ากระทรวงแรงงานกำลังผลักดันร่าง "พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ" ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียง โดยคณะกรรมาธิการการแรงงานได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษาเรื่องแรงงานแพลตฟอร์มโดยตรง คาดว่ารายงานจะแล้วเสร็จในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า พร้อมประกาศจุดยืนว่ากระทรวงแรงงานเห็นด้วยกับแนวทางตามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ซึ่งผู้แทนรัฐบาลไทยได้โหวตรับรองไปแล้ว
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 24/7/2569
NT คาดสิ้นปี 2569 จำนวนพนักงานลดเหลือต่ำกว่า 10,000 คน ครึ่งปีแรกขาดทุนพันล้าน
พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กล่าวว่า ผลดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2569 NT ขาดทุนอยู่ที่ 1,100 ล้านบาท จากการที่สัญญาที่ทำกับพันธมิตรได้แก่ เอไอเอส และทรู ได้สิ้นสุดลง จากที่เคยมีกำไรจากสัญญาพันธมิตรค่ายมือถือปีละ 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามจากการควบคุมค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าสิ้นปี 2569 น่าจะมีผลขาดทุนอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท ดีกว่าแผนประมาณการณ์ที่คาดว่าจะขาดทุน 6,000 ล้านบาท
นอกจากนั้น ณ สิ้นปี 2569 คาดว่า NT จะมีจำนวนพนักงานลดต่ำกว่า 10,000 คนเป็นครั้งแรก จากปัจจุบันที่มีอยู่ 11,000 คน อันเป็นผลจากการปรับโครงสร้างกำลังคนโดยความสมัครใจ (Mutual Separation Plan : MSP) ลดพนักงานผ่านโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด
พันเอกสรรพชัยย์ กล่าวอีกว่า ผลประกอบการในปี 2568 มีกำไรสุทธิ 3,004 ล้านบาท หลังไม่ต้องชำระค่าคดีความซึ่งได้สำรองค่าใช้จ่ายเอาไว้ ส่วนในปี 2569 และปี 2570 ตามแผนรัฐวิสาหกิจคาดการณ์ไว้ว่าจะขาดทุน 2 ปี ก่อนทำกำไรได้อีกครั้งในปี 2571 ราว 1,000 ล้านบาท หากรายได้เป็นไปตามเป้าหมาย
“ปีนี้รายได้ในกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile) ลดลง ขณะที่การเติบโตของกลุ่มธุรกิจบริการดิจิทัล (Digital Services) ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและยังไม่สามารถทดแทนรายได้หลักเดิมได้ทัน โดย NT ยังคงเร่งสร้างรายได้จากธุรกิจดิจิทัล ควบคู่กับการบริหารสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยล่าสุดเพิ่งบรรลุข้อตกลงกับเอกชนในการให้เช่าตึกที่สุรวงศ์ในระยะยาว”
โดย NT ยังคงมุ่งพัฒนาธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลควบคู่กับการขยายบริการดิจิทัลและ ICT Solutions เพื่อรองรับความต้องการของภาครัฐและภาคธุรกิจ สะท้อนศักยภาพของธุรกิจดิจิทัลและบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของ NT ในอนาคต ขณะเดียวกัน NT ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการยุทธศาสตร์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ การพัฒนาโครงข่ายสื่อสารเฉพาะกิจเพื่อรองรับภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (PSMN) การพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) เพื่อรองรับรัฐบาลดิจิทัล และ NT ยังมุ่งสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการคุ้มครองข้อมูลสำคัญของประเทศ ด้วยการผลักดันการบริหารสมดุลเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (International Traffic Balancing) พร้อมทั้งโครงการ National Security Zone และ Digital Sovereignty รวมถึงการพัฒนาระบบวิทยุติดต่อเรือเดินทะเล ตามมาตรฐานองค์กรทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization : IMO) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและสนับสนุนการให้บริการสาธารณะของประเทศ
ตลอดจนเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรและพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อรองรับธุรกิจใหม่ พร้อมกับเน้นปรับลดค่าใช้จ่าย รวมถึงบูรณาการระบบต่าง ๆ อาทิ ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่าย (Network Operations Center : NOC) การเชื่อมโยงระบบโครงข่ายและศูนย์บริการลูกค้า รวมถึงระบบซอฟต์แวร์ต่างๆขององค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สอดคล้องกับสภาพการแข่งขันในปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมุ่งเพิ่มมูลค่าและใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ขององค์กร และเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเติบโตในระยะยาว ตลอดจนการสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อความมั่นคงของประเทศ และยกระดับการให้บริการดิจิทัลเพื่อภาครัฐและประชาชน
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 24/7/2569
เปิดรับฟังความคิดเห็นมาตรการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด 2 ทางเลือก ถึง 5 ส.ค.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) ที่สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ใช้เปิดรับฟังความคิดเห็นด้านกฎหมาย ได้เปิดรับฟังความเห็นเกี่ยวกับ "มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ" รวม 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.-5 ส.ค.2569
รายละเอียดระบุว่า นโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ข้อ 21 การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานให้ชัดเจน ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ให้เหลือบทบาท "ผู้ควบคุม" เพียงเท่าที่จำเป็น
ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ Work from Anywhere เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เร่งรัดให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลดิจิทัล ควบคู่กับการปรับระบบประเมินผล ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นหลัก รวมถึงเป็นการประเมินที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตลอดจนดำเนินการลดรายจ่ายของภาครัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง อาทิ การลงทุนในสิ่งปลูกสร้างที่ไม่จำเป็น การศึกษาดูงานต่างประเทศ
โดยประเด็นคำถามที่น่าสนใจคือ เห็นด้วยหรือไม่กับการกำหนดให้ส่วนราชการ สามารถจ้างบุคคลภายนอก เพื่อขับเคลื่อนงานดิจิทัลทรานฟอร์เมชันของส่วนราชการได้ตามอัตราส่วนที่กำหนด
รวมไปถึงเห็นด้วยหรือไม่ กับการกำหนดเป้าหมายของผู้ร่วมมาตรการเป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่มที่ 1 ข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไปไม่รวมเวลาทวีคูณ และมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป
กลุ่มที่ 2 ข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีอายุตั้งแต่ 40-49 ปีและมีอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป
ทั้งนี้ หลังเปิดรับฟังความคิดเห็นได้ 3 วัน ผลผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นแล้วเกือบ 8,000 ความเห็น
สธ.คิกออฟ "อาสาพยาบาลชุมชน" จ้างล็อตแรก 7,256 คน ครอบคลุม 76 จังหวัด เริ่มลงพื้นที่ ต.ค. นี้
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงานขับเคลื่อนนโยบายอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) อย่างเป็นทางการ โดยเปิดเผยว่ากระทรวงสาธารณสุขเปิดรับสมัครมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อนจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกในเดือนกันยายน และอบรมตามหลักสูตร คาดว่าต้นเดือนตุลาคม 2569 จะมี อสพ. ชุดแรกลงพื้นที่จำนวน 7,256 คน ครอบคลุม 76 จังหวัด จัดสรรตำบลละ 1 คน
คุณสมบัติหลักของ อสพ. คือต้องเป็นคนในชุมชนและปฏิบัติงานได้เต็มเวลา โดยต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ สัญญาจ้างมีระยะเวลา 2 ปี และมีการประเมินผลงาน หากอยู่ในกลุ่มร้อยละ 10 สุดท้ายที่ไม่ผ่านการประเมิน จะถูกคัดออกและต้องไปเพิ่มพูนทักษะก่อนจึงจะกลับมาสมัครได้อีกครั้ง ส่วนกลุ่มร้อยละ 10 บนที่มีผลงานดีเด่นจะได้รับการผลักดันความก้าวหน้าในสายอาชีพ ทั้งทุนการศึกษาและคอร์สเรียนวิชาชีพต่างๆ เช่น พยาบาล
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อกังวลของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ที่ตั้งคำถามว่าวิธีคัดเลือกด้วยการสัมภาษณ์อาจซ้ำรอยกรณีโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น นายพัฒนายืนยันว่าเป็นคนละกระบวนการ โดยชี้ว่าการสอบข้อเขียนอาจไม่สอดคล้องกับลักษณะงานที่ต้องอาศัยความเข้าอกเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจจากชุมชน ซึ่งการสัมภาษณ์จะสะท้อนคุณสมบัติเหล่านี้ได้ดีกว่า
ด้าน นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ชี้แจงเกณฑ์การประเมินว่ามีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ต้องได้คะแนนอย่างต่ำร้อยละ 60 โดยคณะอนุกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัดประกอบด้วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นประธาน ตัวแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาล ตัวแทนสาธารณสุขอำเภอ ตัวแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และตัวแทน อสม. พร้อมยืนยันว่ามีช่องทางร้องเรียนหากพบความไม่โปร่งใสในกระบวนการคัดเลือก
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า อสพ. จะทำหน้าที่ดูแลประชาชน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง แม่และเด็ก และผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด โดยคุณสมบัติผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และเป็นคนในพื้นที่ แบ่งคุณวุฒิเป็น 3 กลุ่ม คือ ปริญญาตรีทั่วไปต้องอบรม 240 ชั่วโมง ปริญญาตรีด้านสุขภาพที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพอบรม 120 ชั่วโมง และกลุ่มที่มีใบประกอบวิชาชีพอบรมเพียง 30 ชั่วโมง โดยสามารถยื่นสมัครด้วยตนเองที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
เรียกร้อง มท.เร่งลงนามบัญชีเงินเดือน 6 หลังล่าช้ากว่ากำหนด หวั่นกระทบการคำนวณบำเหน็จ-บำนาญข้าราชการท้องถิ่น
นายดาชัย เอกปฐพี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)จังหวัดลำปาง พรรคกล้าธรรม แถลงข่าวเรียกร้องกระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการลงนามประกาศเกี่ยวกับบัญชีเงินเดือน 6 เพื่อให้การปรับระบบเลื่อนเงินเดือนของบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผลบังคับใช้ตามกำหนด และไม่กระทบสิทธิของผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ โดยระบุว่า ขณะนี้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการของกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับการประกาศใช้บัญชีเงินเดือน 6 และระบบการเลื่อนเงินเดือนแบบร้อยละ ซึ่งบัญชีเงินเดือน 6 เป็นการปรับเปลี่ยนจากระบบเลื่อนขั้นเงินเดือนเดิม (บัญชี 5) มาเป็นระบบเลื่อนเงินเดือนแบบร้อยละ เพื่อสะท้อนผลการปฏิบัติงานและเพิ่มความเป็นธรรมในการบริหารงานบุคคล โดยคณะกรรมการกลาง (ก.กลาง) มีมติเห็นชอบตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 และได้แจ้งแนวทางไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศแล้ว พร้อมกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้ลงนามในประกาศที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ได้แก่ ประกาศมาตรฐานอัตราเงินเดือน หลักเกณฑ์การเลื่อนเงินเดือน และการกำหนดวงเงิน ทำให้การดำเนินการยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือผลกระทบต่อข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีกำหนดเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2569 จำนวน 69 รายทั่วประเทศ เนื่องจากหากไม่มีการลงนามประกาศก่อนเกษียณ ฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณบำเหน็จบำนาญในระบบ Digital Pension จะยังเป็นฐานเดิม ส่งผลให้ผู้เกษียณอาจได้รับสิทธิประโยชน์ลดลงตลอดระยะเวลาการรับบำนาญ จึงเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเร่งลงนามในประกาศทั้ง 3 ฉบับโดยเร็ว เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดทำฐานข้อมูลและคำนวณการเลื่อนเงินเดือนย้อนหลังได้ พร้อมยืนยันให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เพื่อคุ้มครองสิทธิของข้าราชการท้องถิ่นที่เกษียณอายุราชการในปีนี้ รวมถึงบุคลากรท้องถิ่นทั่วประเทศ
นายดาชัย กล่าวต่อว่า พรรคกล้าธรรมจะติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ย้ำว่า การปรับใช้บัญชีเงินเดือน 6 เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ ศักดิ์ศรี และความมั่นคงของบุคลากรท้องถิ่น จึงควรได้รับการดำเนินการอย่างเป็นธรรมและไม่ล่าช้า
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 23/7/2569
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ห่วงคลื่นเลิกจ้างสื่อมวลชน เปิดช่องทางช่วยเหลือด้านกฎหมายและหางานใหม่
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์ระบุว่า จากสถานการณ์การเลิกจ้างและการปรับลดโครงสร้างองค์กรสื่อมวลชนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ ทั้งการเลิกจ้างและการเปิดโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดในหลายองค์กร สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยแสดงความห่วงใยต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่เพียงกระทบหน้าที่การงาน แต่ยังส่งผลถึงชีวิตความเป็นอยู่และครอบครัวของผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง
สมาคมฯ ประกาศยืนเคียงข้างเพื่อนร่วมวิชาชีพทุกคนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ พร้อมเดินหน้าให้การดูแลและสนับสนุนผ่านมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน โดยประสานทีมทนายความคอยให้คำปรึกษาและปกป้องสิทธิในกรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม หรือกรณีไม่ได้รับเงินชดเชยและสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงานอย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังพร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโอกาส โดยการรวบรวมรายชื่อเพื่อนสื่อมวลชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประสานและส่งต่อไปยังองค์กรสื่อและหน่วยงานต่างๆ ที่ยังเปิดรับสมัครงานอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้ สมาคมฯ ยืนยันจะให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนร่วมวิชาชีพทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมฯ ก็ตาม
สำหรับสื่อมวลชนที่ต้องการรับคำปรึกษาทางกฎหมาย หรือประสงค์แจ้งข้อมูลเพื่อประสานงานด้านโอกาสการจ้างงานใหม่ สามารถติดต่อสมาคมฯ ได้ที่โทร. 02 668 9422 ไลน์ทางการ @tja_th หรือเฟซบุ๊กเพจสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ที่มา: สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, 23/7/2569
ประกันสังคมเลื่อนโอนเงินบำนาญชราภาพเดือน ก.ค. 2569 เร็วขึ้นเป็น 24 ก.ค. เหตุวันปกติตรงวันหยุด
สำนักงานประกันสังคมชี้แจงปฏิทินการโอนเงินบำนาญชราภาพประจำเดือนกรกฎาคม 2569 โดยระบุว่าปกติระบบจะโอนเงินเข้าบัญชีผู้ประกันตนทุกวันที่ 25 ของเดือน แต่เนื่องจากในเดือนนี้วันที่ 25 ตรงกับวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดทำการของสถาบันการเงินและหน่วยงานราชการ สำนักงานประกันสังคมจึงเลื่อนวันจ่ายเงินให้เร็วขึ้นเป็นวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 เพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องและการใช้จ่ายของผู้สูงอายุ
สำหรับผู้ประกันตนที่อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์และแจ้งสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้ว จะต้องเลือกรับสิทธิประโยชน์ตามจำนวนงวดการส่งเงินสมทบ โดยแบ่งเป็น 2 กรณี กรณีแรกคือเงินบำเหน็จชราภาพ หากส่งสมทบไม่ถึง 12 เดือนจะได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบส่วนตนเอง แต่หากส่งสมทบระหว่าง 12-179 เดือน จะได้รับเงินสมทบทั้งส่วนตนเองและนายจ้างพร้อมผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินก้อนครั้งเดียว
กรณีที่สองคือเงินบำนาญชราภาพ สำหรับผู้ที่ส่งสมทบครบ 180 เดือน หรือ 15 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินบำนาญรายเดือนโอนตรงเข้าบัญชีไปตลอดชีวิต พร้อมข้อคุ้มครองพิเศษ หากผู้รับบำนาญเสียชีวิตภายใน 5 ปีแรกนับจากเริ่มรับเงิน ทายาทตามกฎหมายจะได้รับเงินบำเหน็จก้อนสุดท้ายเท่ากับจำนวนเงินบำนาญที่เหลือจนครบ 60 เดือนทันที
ตามสูตรคำนวณใหม่ (สูตร CARE) ที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา อัตราเงินบำนาญจะขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่ส่งเงินสมทบ โดยส่งสะสมครบ 15 ปีจะได้รับประมาณ 3,500 บาทต่อเดือน ครบ 20 ปีได้ประมาณ 4,812 บาทต่อเดือน ครบ 25 ปีได้ประมาณ 6,125 บาทต่อเดือน และครบ 30 ปีขึ้นไปจะได้รับสูงสุดถึง 7,437 บาทต่อเดือน
สำหรับผู้ประกันตนที่ต้องการให้การอนุมัติและโอนเงินเป็นไปอย่างรวดเร็ว สำนักงานประกันสังคมแนะนำ 3 ข้อสำคัญ ได้แก่ ยื่นเรื่องก่อนวันที่ 7 ของเดือนเพื่อให้ทันรอบตัดจ่าย ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชนเพื่อลดข้อผิดพลาดในระบบโอนเงิน และติดตามสถานะผ่านแอปพลิเคชัน SSO Plus ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ผู้มีข้อสงสัยสามารถติดต่อสายด่วนประกันสังคม 1506 กด 1 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อสำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศและช่องทางออนไลน์ sso.go.th
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 23/7/2569
รัฐบาลชวนแรงงานไทยสมัครทำงานสิงคโปร์ 220 อัตรา เงินเดือนสูงสุด 44,000 บาท
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำและมีรายได้ที่มั่นคงในต่างประเทศ โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครแรงงานไทยไปทำงานในประเทศสิงคโปร์กับนายจ้างชั้นนำ 4 บริษัท รวม 5 ตำแหน่ง จำนวน 220 อัตรา เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ toea.doe.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การรับสมัครครั้งนี้เป็นการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสมัครหรือค่าดำเนินการใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าบริการจัดหางาน ค่าวีซ่า ค่าใบอนุญาตทำงาน ค่าตรวจสุขภาพ หรือค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน เนื่องจากนายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
สำหรับตำแหน่งที่เปิดรับ ได้แก่ ช่างเทคนิคฝ่ายผลิต ผู้ช่วยวิศวกร พนักงานฝ่ายผลิต ช่างเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค โดยมีเงินเดือนตั้งแต่ประมาณ 24,142 – 44,472 บาท ตามตำแหน่งและบริษัทที่เข้าทำงาน
ทั้งนี้ ผู้สมัครทุกตำแหน่งต้องมีอายุ 20–45 ปี สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. หรือ ม.6 ขึ้นไป สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ไม่มีประวัติอาชญากรรม และมีคุณสมบัติตามที่นายจ้างกำหนดในแต่ละตำแหน่ง
“รัฐบาลขอเชิญชวนผู้ที่มีคุณสมบัติและสนใจใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาทักษะและสร้างรายได้จากการทำงานในต่างประเทศ พร้อมย้ำว่า การสมัครไม่มีค่าใช้จ่าย ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อบุคคลหรือกลุ่มที่แอบอ้างว่าสามารถเรียกรับเงินเพื่อช่วยจัดส่งไปทำงานได้”
ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หรือ เพจเฟซบุ๊ก: แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง และสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานจัดหางานทุกจังหวัด หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 23/7/2569
กอช.เผยแรงงานวัย 46-60 ปีกว่า 17.3 ล้านคน เสี่ยงเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ ออมได้เดือนละ 4,416 บาท
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ และรายงานจาก TDRI ซึ่งชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่กำลังก่อตัวในกลุ่มแรงงานวัย 46-60 ปี หรือกลุ่ม "ใกล้เกษียณ" ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 17.3 ล้านคนในปี 2567 คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 39 ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมด โดยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 41.6 เป็นแรงงานอิสระหรือทำธุรกิจส่วนตัวที่ต้องรับผิดชอบการออมเพื่อเกษียณด้วยตนเอง
ในด้านรายจ่าย ข้อมูลปี 2567 พบว่าคนวัย 46-60 ปีมีรายจ่ายเฉลี่ยเดือนละ 8,362 บาท ส่วนผู้สูงอายุวัยต้น 61-70 ปี อยู่ที่ราว 7,603 บาทต่อเดือน ขณะที่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุปัจจุบันเริ่มต้นเพียง 600 บาท ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นได้เพียงร้อยละ 7.9 เท่านั้น นอกจากนี้ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังยังมีต้นทุนสูงกว่าอยู่เป็นครอบครัวอย่างชัดเจน โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 10,087 บาทต่อเดือน เนื่องจากไม่สามารถหารค่าที่พัก อาหาร และการเดินทางร่วมกับใครได้
ในด้านการออม พบว่าคนวัย 46-60 ปีมีเงินออมเฉลี่ยเพียง 4,416 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งหากคำนวณตามอายุที่เริ่มออม จะพบความเปราะบางทางการเงินที่น่าตกใจ กล่าวคือหากเริ่มออมตอนอายุ 46 ปี จะมีเงินใช้หลังเกษียณได้เพียงประมาณ 6.6 ปี หากเริ่มออมตอนอายุ 50 ปี เงินจะรองรับชีวิตได้เพียง 5.1 ปี และหากเริ่มออมตอนอายุ 55 ปี เงินจะเหลือใช้เพียง 2.8 ปีเท่านั้น ซึ่งเมื่อพิจารณาว่าคนไทยปัจจุบันมีอายุยืนยาวขึ้นถึง 80-90 ปี โดยกลุ่มอายุ 90 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา จึงเห็นได้ชัดว่าเงินออมที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นอย่างแน่นอน
เพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว กอช. มุ่งเน้นให้แรงงานอิสระ พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และผู้ประกอบอาชีพรับจ้างอายุ 15-60 ปี เข้าสู่ระบบการออมเชิงรุกก่อนถึงวัยเกษียณ โดยมีสิทธิประโยชน์สำคัญ ได้แก่ รัฐบาลสมทบเงินเพิ่มสูงสุดร้อยละ 100 ตามช่วงอายุ ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี ความยืดหยุ่นในการออมขั้นต่ำเพียง 50 บาทต่อครั้ง สูงสุด 30,000 บาทต่อปี เงินบำนาญรายเดือนตลอดชีพเมื่ออายุครบ 60 ปี และสิทธิลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนสูงสุด 30,000 บาทต่อปี
กอช.ระบุว่า ท่ามกลางสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาลูกหลานสู่การพึ่งพาตนเองมากขึ้น กอช.จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกของการออม แต่เป็น "ตาข่ายความปลอดภัย" ที่จะช่วยให้แรงงานนอกระบบมีบำนาญใช้หลังอายุ 60 ปี ควบคู่กับเบี้ยยังชีพของรัฐ เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างมีศักดิ์ศรี
ที่มา: การเงินการธนาคาร, 23/7/2569
ห่วงนโยบาย 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา ซ้ำซ้อน อสม.
ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยถึงนโยบาย 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา ของกระทรวงสาธารณสุข ว่า มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นการทำงานที่อาจซ้ำซ้อนกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้านสุขภาพในชุมชนอยู่แล้ว
ดร.วิธาวีร์ กล่าวว่า ในวันที่รัฐบาลแถลงนโยบาย ตนได้อภิปรายและตั้งข้อสังเกตถึงความชัดเจนของบทบาทพยาบาลอาสา เนื่องจากเมื่อพิจารณาหน้าที่ที่เปิดรับสมัคร พบว่ามีหลายส่วนที่ใกล้เคียงกับงานของ อสม. จึงมีคำถามว่าการใช้ชื่อ พยาบาลอาสา ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นพยาบาลวิชาชีพ จะสร้างความสับสนเกี่ยวกับขอบเขตการทำงานและความคาดหวังของประชาชนหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการทำหัตถการทางการพยาบาล เนื่องจากผู้ที่ไม่ได้เป็นพยาบาลวิชาชีพและไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ย่อมไม่สามารถดำเนินการบางอย่างที่อยู่ในขอบเขตวิชาชีพได้ เช่น การใส่สายให้อาหารทางจมูก หรือการใส่สายสวนปัสสาวะ หากมีการปฏิบัติงานเกินขอบเขต อาจนำไปสู่ความเสี่ยงทางกฎหมายและส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน
ดร.วิธาวีร์ กล่าวต่อว่า พยาบาลอาสาเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมในระยะเวลาประมาณ 30-240 ชั่วโมง ขณะที่พยาบาลวิชาชีพต้องใช้เวลาเรียนและฝึกปฏิบัติหลายปี รวมถึงต้องสอบและได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพก่อนจึงจะสามารถปฏิบัติงานในวิชาชีพได้ ดังนั้น จึงควรกำหนดบทบาท หน้าที่ และขอบเขตการปฏิบัติงานของพยาบาลอาสาให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน
ส่วนด้านงบประมาณ ดร.วิธาวีร์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวตั้งเป้าหมายบุคลากรไว้กว่า 70,000 คน ขณะที่ระยะแรกมีการเปิดรับสมัครประมาณ 7,256-10,000 คน ซึ่งภาครัฐจะต้องใช้งบประมาณในการดำเนินโครงการ ทั้งค่าตอบแทน การฝึกอบรม และอุปกรณ์ที่จำเป็น โดยเห็นว่าควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะเกิดความซ้ำซ้อนกับบุคลากรและระบบสาธารณสุขที่มีอยู่เดิมหรือไม่
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือกที่เปิดรับผู้สมัครในช่วงอายุ 20-70 ปี และใช้วิธีการสัมภาษณ์เป็นหลัก ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสและการใช้ดุลพินิจ จึงอยากให้กระทรวงสาธารณสุขกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยตนในฐานะอดีตพยาบาลวิชาชีพ มีความห่วงใยต่อระบบสาธารณสุขและการใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรด้านการพยาบาล จึงเห็นว่ารัฐควรพิจารณาใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มศักยภาพและดูแลบุคลากรที่มีอยู่เดิมให้เต็มประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีพยาบาลวิชาชีพในระบบกว่า 120,000 คน แต่ยังมีบุคลากรบางส่วนที่ทำงานในลักษณะจ้างเหมาหรือรายวัน จึงอยากให้รัฐพิจารณานำงบประมาณที่ใช้กับโครงการใหม่ไปสนับสนุนและสร้างความมั่นคงให้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการจากบุคลากรที่มีมาตรฐานและเป็นไปตามหลักวิชาชีพ
ดร.วิธาวีร์ ย้ำว่า นโยบายด้านสุขภาพควรดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงรายละเอียดของโครงการ ทั้งบทบาทหน้าที่ หลักเกณฑ์การคัดเลือก และการใช้งบประมาณให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและไม่ซ้ำซ้อนกับระบบสาธารณสุขที่มีอยู่เดิม
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 22/7/2569
ประกันสังคมยกร่าง พ.ร.ฎ.ใหม่ ลดเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 40 ลง 10%
น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เดินหน้าพัฒนามาตรการเพื่อสร้างหลักประกันทางสังคมที่เข้มแข็งและตอบโจทย์ผู้ประกันตนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ซึ่งเป็นแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ล่าสุด สำนักงานประกันสังคม ดำเนินการยกร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เพื่อกำหนดสิทธิประโยชน์ในการลดอัตราเงินสมทบร้อยละ 10 สำหรับผู้ประกันตนที่เลือกชำระเงินสมทบล่วงหน้า 12 เดือนติดต่อกันในคราวเดียว โดยกำหนดให้มาตรการดังกล่าวมีระยะเวลาบังคับใช้ 5 ปี นับแต่วันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ
เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า การยกร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกันตนมาตรา 40 ในภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบอย่างต่อเนื่อง ลดปัญหาการขาดส่งเงินสมทบ และช่วยรักษาสถานการณ์ เป็นผู้ประกันตน เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมได้อย่างต่อเนื่อง
"สำนักงานประกันสังคมให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงในชีวิต ให้แก่แรงงานนอกระบบและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศ การลดอัตราเงินสมทบสำหรับผู้ที่ชำระเงินสมทบล่วงหน้าในคราวเดียว จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ส่งเสริมวินัยในการออม และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกันตนรักษาสิทธิของตนเองไว้ได้อย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมอย่างครบถ้วน" น.ส.กาญจนา กล่าว
สำหรับอัตราเงินสมทบตามร่างพระราชกฤษฎีกา ประกอบด้วย
ทางเลือกที่ 1 จากเดิม 70 บาทต่อเดือน ลดเหลือ 63 บาท
ทางเลือกที่ 2 จากเดิม 100 บาทต่อเดือน ลดเหลือ 90 บาท
ทางเลือกที่ 3 จากเดิม 300 บาทต่อเดือน ลดเหลือ 270 บาท
ในส่วนของเงินสมทบที่รัฐบาลสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม กำหนดให้ทางเลือกที่ 1 คงอัตราเดิมที่ 30 บาทต่อเดือน ส่วนทางเลือกที่ 2 ปรับจาก 50 บาท เหลือ 45 บาท และทางเลือกที่ 3 ปรับจาก 150 บาท เหลือ 135 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราเงินสมทบใหม่ ตามที่กำหนดในร่างพระราชกฤษฎีกา
น.ส.กาญจนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การชำระเงินสมทบล่วงหน้า 12 เดือน ยังช่วยให้ผู้ประกันตนสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการลืมหรือขาดส่งเงินสมทบ ซึ่งอาจส่งผลต่อการรักษาสถานะความเป็นผู้ประกันตน และการได้รับสิทธิประโยชน์ในอนาคต ทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน มีหลักประกันทางสังคมที่มั่นคงตลอดทุกช่วงวัย
ทั้งนี้ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และจะมีผลใช้บังคับเมื่อได้รับความเห็นชอบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว สำนักงานประกันสังคมจะประชาสัมพันธ์ แจ้งรายละเอียดและวันเริ่มใช้มาตรการอย่างเป็นทางการ ให้ผู้ประกันตนได้รับทราบต่อไป
ร่วมแสดงความคิดเห็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับผู้ประกันตนมาตรา 40 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. - 14 ส.ค.2569 เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้ประกับตนต่อการจัดทำร่างกฎหมายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์สิทธิประโยชน์ และอัตราเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ก่อนประกาศใช้
‘สมานฉันท์แรงงานไทย’ ยื่นค้าน ‘สูตร CARE’ ปรับบำนาญประกันสังคม ชี้ผู้ประกันตน ม.33 จะเสียประโยชน์
21 ก.ค. 69 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน เดินทางเข้าพบศูนย์ประสานองค์กรเครือข่ายแรงงานคัดค้าน “สูตร CARE” นำโดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) เพื่อเข้ายื่นหนังสือขอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 ก.ค. เรื่องร่างกฎกระทรวงการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ พ.ศ. … ตามที่ รมว.แรงงาน ได้เสนอต่อที่ประชุม ครม. ซึ่งเป็นสูตรคำนวณการจ่ายเงินบำนาญชราภาพ ของประกันสังคมแบบใหม่ที่รู้จักกันโดยทั่วกันคือ “สูตร CARE” ที่สูตรดังกล่าว ต้องการยกระดับบำนาญชราภาพ ให้แก่ผู้ประกันตนมาตรา 39 กว่า 1.6 ล้านคน แต่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนในมาตรา 33 ถึง 12 ล้านคน ซึ่งก่อนหน้านี้ ขบวนการแรงงาน ได้เข้าพบ รมว.แรงงาน พร้อมทำจดหมายคัดค้านออกแถลงการณ์ และยังยื่นเป็นข้อเรียกร้องเพื่อให้หยุดกระบวนการไว้ เพื่อหาทางออกให้ดีที่สุด และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตนในมาตรา 33 แต่ข้อเรียกร้องไม่เป็นผล จนถึงขั้นนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.
โดยนายจุลพันธ์ กล่าวว่า จะนำข้อเรียกร้องนี้ส่งไปยังนายกรัฐมนตรี และ ครม. สิ่งที่เราต้องทำ คือต้องมานั่งคุยกัน นำข้อมูลมากาง และสุดท้ายเมื่อนายกฯ ได้รับหนังสือ และสั่งให้กระทรวงแรงงาน ทำการตรวจสอบใหม่ เราก็จะทำการดูรายละเอียด และหากมีข้อมูลเพิ่มเติมอะไร จะนำกลับมาพิจารณาเป็นอำนาจของ ครม. ไม่ใช่ตนที่จะหยุดได้ เนื่องจากเรื่องนี้ผ่านมติที่ประชุม ครม. แล้ว อย่างไรก็ตาม พร้อมที่จะเปิดให้ทุกคนมานั่งพูดคุยเอาข้อมูลมาดูว่า ขบวนการที่เกิดขึ้นมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ เพื่อที่จะนำข้อมูลทั้งหมด มาเปิดให้ชัดเจน ทั้งนี้สูตรใหม่ที่หลายคนเชื่อว่ามีผลกระทบนั้น มองว่าไม่กระทบมาก หรือไม่กระทบเลย เพราะมีเรื่องของการคิดคำนวณระยะเวลา ที่ปรับจากหลักปีเป็นหลักเดือน และการปรับฐาน ให้เป็นค่าปัจจุบัน ตัวเลขนี้ส่งผลให้เราได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะฉะนั้นตัวเลข ไม่ได้มีผลกระทบมาก ซึ่งตรงนี้เราต้องมาดูกัน สุดท้ายแล้วจะสั่งการอย่างไรก็อยู่ที่ ครม.
ขณะที่นายสาวิทย์ กล่าวภายหลังเข้าหารือกับ รมว.แรงงาน ว่า สูตรนี้เราได้คัดค้านมาโดยตลอด เพราะกระทบต่อผู้ประกันตนในมาตรา 33 และจุดยืนของเราชัดเจน หากกลุ่มคนใดหรือมาตราใด ได้ประโยชน์เราก็ไม่ขัดข้อง แต่วิธีการคิดแบบใหม่นั้น ยากต่อการคำนวณ และมีคนจำนวนมากกว่า 10 ล้านคน ที่เสียผลประโยชน์ ซึ่งเราไม่เห็นด้วย ที่ผ่านมาเราก็ได้เดินทางไปยังกระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อหาวิธีในการพูดคุย ก่อนที่จะมีการนำเสนอต่อที่ประชุม ครม. แต่ท้ายที่สุดผลที่เราพยายามเรียกร้องไป ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง มีมติออกมาเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา วันนี้เราจึงรวมตัวกัน เพื่อต้องการให้รัฐบาลทบทวนมติ ครม. หยุดกระบวนการนั้นก่อน ที่สำคัญคือต้องไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ประกันตนเดิม รัฐบาลไม่ควรไปลิดรอนสภาพการจ้างเดิมที่มีอยู่แล้ว สูตรใหม่ วิธีการใหม่ รูปแบบใหม่ ก็ว่ากันไป แต่ที่สำคัญคือรูปแบบประกันสังคม ไม่ใช่ประกันภัย ซึ่งผู้ประกันตนทุกคน ต้องอยู่ได้ในสังคมปัจจุบัน แต่อย่าเอาหลักประกันภัยชั่วครั้งชั่วคราวมาคิด คิดว่าเป็นหลักการที่ผิด เพราะประกันสังคมนั้น ต้องการให้คนที่อยู่ในหลักประกันสังคม เมื่อเกษียณอายุงานแล้ว ให้อยู่ในสังคมภายใต้เศรษฐกิจ ได้มีชีวิตอย่างมีคุณค่าของความเป็นมนุษย์ จึงเสนอให้รัฐมนตรีนำเรื่องนี้ ไปให้รัฐบาลทบทวน
5 กระทรวงเปิดเวที “THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย” รวมมาตรการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ลดความเหลื่อมล้ำ ปั้นแรงงานทักษะสูง
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานเปิดงาน ในวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
แนวคิด “ยกกำลังสอง” สื่อถึงการเร่งพัฒนาศักยภาพคนไทยแบบทวีคูณ โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมคนทุกช่วงวัย ทุกกลุ่ม และทุกสาขาอาชีพ ตั้งแต่การศึกษา การฝึกทักษะ การสร้างงาน ไปจนถึงการนำองค์ความรู้และงานวิจัยมาใช้แก้ปัญหาและสร้างรายได้
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มโอกาสเข้าถึงการศึกษาและแหล่งทุน ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และพลังงานรูปแบบใหม่
รัฐบาลยังมุ่งผลักดันให้งานวิจัยและนวัตกรรมออกจากห้องทดลองไปสู่การใช้งานจริง ทั้งในภาคเกษตร ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และชีวิตประจำวัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชน ภายในงานจะมีการนำเสนอผลงานครบรอบ 90 วัน และมาตรการด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ของทั้ง 5 กระทรวง พร้อมกิจกรรมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ภาคการศึกษา ภาคแรงงาน และผู้เข้าร่วมงาน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคนไทยในทิศทางเดียวกัน
ที่มา: สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก TV5HD, 20/7/2569
ผลสำรวจ "พยาบาลเกษียณ" 45% สนใจสมัคร อสพ. หวังค่าตอบแทนมากกว่านี้
ตามที่ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศเปิดรับสมัคร “อาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.)” จำนวน 7,256 คน ในกลุ่มพื้นที่เป้าหมาย 76 จังหวัดทั่วประเทศไทย โดยจัดสรรตำบลละ 1 คน เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 15-31 ก.ค.2569
เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 ดร.ธีรพร สถิรอังกูร ประธานชมรมพยาบาลเกษียณแห่งประเทศไทย อดีตพยาบาลวิชาชีพทรงคุณวุฒิ กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Hfocus ว่า นโยบายอาสาพยาบาลชุมชน เป็นนโยบายที่ดีมีคนเข้ามาช่วยกันดูแลสุขภาพประชาชน เพียงแต่ส่วนตัวมีความกังวลกับคำว่า อาสาพยาบาล กลัวคนเข้าใจผิดคิดว่า ทุกคนต้องเป็นพยาบาลทั้งหมดที่อาสาเข้ามาทำงาน แต่การรับสมัครมีทั้งพยาบาลและผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ที่ไม่ใช่พยาบาลรวมอยู่ด้วย
"ชื่อเรียก อาสาพยาบาลชุมชน อาจทำให้คนเข้าใจผิด เรื่องการทำงานที่ไม่เหมือนกับวิชาชีพพยาบาล รวมไปถึงการควบคุมดูแลคนที่ไม่ได้เป็นวิชาชีพพยาบาล ในเรื่องนี้จะมีกลไกควบคุมกำกับอย่างไร" ดร.ธีรพร กล่าว
ดร.ธีรพร กล่าวอีกว่า อาสาพยาบาลต้องมีความรู้และดูแลได้ดีกว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้รับการอบรม โดยเฉพาะวิชาชีพพยาบาลที่ผ่านการศึกษาและฝึกอบรมมา ย่อมให้การพยาบาลได้แตกต่างจาก Caregiver ในเรื่องค่าตอบแทน เชื่อว่า พยาบาลเกษียณที่สมัครเข้าร่วมโครงการ มีจิตอาสา อยากช่วยเหลือคนในชุมชนอยู่แล้ว แต่เท่าที่ทราบมา บางคนอาจจะคิดว่า ในเมื่อพยาบาลทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อนได้มากกว่า เฝ้าระวังผู้ป่วยได้แม่นยำกว่า ควรได้รับค่าตอบแทนที่มากกว่า
จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในกระทรวงสาธารณสุข ทราบว่า มีพยาบาลเกษียณอายุในช่วง 4-5 ปีนี้ ปีละกว่า 2,000 คน โดยนโยบายจะรับพยาบาลเกษียณอายุที่อายุไม่เกิน 70 ปี ส่วนตัวคิดว่า มีจำนวนเยอะมากที่สนใจ โดยชมรมพยาบาลเกษียณฯ ได้มีการทำแบบสอบถามพยาบาลที่เกษียณอายุ ซึ่งผลการสำรวจความคิดเห็นต่อนโยบายอาสาพยาบาล พบว่า จากผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 3,987 คน มีความสนใจเข้าร่วมเป็นอาสาพยาบาล 45% โดยค่าตอบแทนที่คาดหวัง ส่วนใหญ่แล้วคาดหวังมากกว่า 15,000 บาทต่อเดือน
