"กฎหมายไม่เคยไร้พลัง แต่ความกลัวของผู้ใช้กฎหมายต่างหากที่ทำให้ความยุติธรรมอ่อนแอ"
ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังคงเชื่อว่า เมื่อเรื่องราวของตนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ ศาล หรือองค์กรอิสระ ที่เป็นที่พึ่งของประชาขนได้ ความจริงจะได้รับการค้นหา และความยุติธรรมจะได้รับการพิทักษ์โดยผู้ที่มีความรู้และเป็นกลาง
แต่สิ่งที่ประชาชนมักไม่เคยเห็น คืออีกด้านหนึ่งของกระบวนการ นั่นคือ ความกลัวของผู้มีอำนาจวินิจฉัย
ความกลัวว่าจะถูกฟ้องร้องภายหลัง ความกลัวว่าจะถูกผู้มีอำนาจตอบโต้ ความกลัวว่าจะถูกกล่าวหา ความกลัวว่าจะมีภาระทางกฎหมายติดตัว หรือแม้แต่ความกลัวที่จะยืนอยู่ตรงข้ามกับผู้มีอิทธิพลในระบบ
ความกลัวเหล่านี้ไม่มีบทบัญญัติอยู่ในกฎหมายฉบับใด แต่กลับแทรกซึมอยู่ในทุกขั้นตอนของการใช้ดุลพินิจ
ผลที่เกิดขึ้นคือ การตีความกฎหมายอย่างระมัดระวังจนเกินความจำเป็น การหลีกเลี่ยงการค้นหาข้อเท็จจริงที่อาจนำไปสู่ความรับผิด การเลือกใช้เหตุผลทางเทคนิคแทนการพิจารณาสาระ และการลดทอนความผิดที่ร้ายแรงให้กลายเป็นเพียงข้อบกพร่องเล็กน้อย หรือยุติเรื่องด้วยถ้อยคำที่ถูกต้องตามตัวบท แต่ไม่อาจตอบคำถามของสังคมได้ว่า ความยุติธรรมอยู่ตรงไหน
คนที่รู้กฎหมายย่อมรู้ดีที่สุดว่าจะเขียนคำวินิจฉัยอย่างไรให้ปลอดภัย จะอ้างหลักกฎหมายข้อใดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และจะใช้ถ้อยคำแบบใดเพื่อไม่ให้ตนเองต้องรับผิดชอบในอนาคต
การเขียนเช่นนั้นอาจทำให้กรรมการฯ หรือ ผู้วินิจฉัยเดินออกจากห้องประชุมได้อย่างปลอดภัย
แต่ในเวลาเดียวกัน ผู้เสียหายอาจเดินออกจากห้องเดียวกันพร้อมความรู้สึกว่า ตนไม่ได้แพ้เพราะข้อเท็จจริงหรือกฎหมาย หากแพ้เพราะความกลัวของผู้ที่มีหน้าที่ตัดสิน
ตำแหน่งกรรมการ ผู้พิพากษา หรือผู้วินิจฉัยในองค์กรอิสระ ไม่ได้ต้องการเพียงผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย หากต้องการผู้ที่มีคุณธรรม ความเป็นอิสระ และความกล้าหาญทางจริยธรรม เพราะการใช้อำนาจเพื่อคุ้มครองความเป็นธรรม ย่อมหลีกเลี่ยงแรงกดดันไม่ได้
ความกล้าหาญไม่ได้หมายถึงการตัดสินโดยปราศจากเหตุผล แต่หมายถึงการยืนหยัดอยู่บนข้อเท็จจริง แม้ผลของการตัดสินนั้นจะสร้างความไม่พอใจให้แก่ผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพล
ผู้ใช้กฎหมายที่ยึดติดกับการปกป้องตนเองมากกว่าการปกป้องหลักนิติธรรม อาจรักษาความปลอดภัยของตนไว้ได้ แต่ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมค่อยๆ เสื่อมสลาย
สังคมไม่ได้คาดหวังให้ผู้ตัดสินเป็นวีรบุรุษ ผู้เสียสละ หรือผู้กล้าท้าทายทุกสิ่ง หากเพียงคาดหวังให้พวกเขาซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง กล้ารับผิดชอบต่อดุลพินิจของตน และไม่ยอมให้ความกลัวเข้ามาแทนที่หน้าที่ เพราะเมื่อความกลัวขึ้นนั่งบนบัลลังก์ ความยุติธรรมก็ไม่มีที่ยืน
จึงอยากจะบอกกับบรรดากรรมการอิสระ องค์กรอิสระทั้งหลายว่า เมื่อความยุติธรรมลุกหนี สิ่งที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงพิธีกรรมทางกฎหมายที่มีตัวบทครบถ้วน มีระเบียบ มีคำวินิจฉัย มีมติ และมีลายมือชื่อของผู้มีอำนาจ แต่ไร้หัวใจ ไร้ความกล้าหาญ และไร้ความหวังสำหรับประชาชนผู้ซึ่งไม่มีอำนาจใด นอกจากฝากชะตากรรมของตนไว้กับผู้ตัดสิน
ท้ายที่สุด ประชาชนไม่ได้สูญเสียเพียงคดีหนึ่งคดี หากสูญเสียศรัทธาต่อหลักนิติธรรม และเมื่อศรัทธาต่อความยุติธรรมพังทลายลง การฟื้นฟูความเชื่อมั่นนั้นยากยิ่งกว่าการแก้ไขคำวินิจฉัยใดๆ เสียอีก.
