29 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการรกระทรวงการคลัง แถลงประกอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่ปีนี้มีอยู่ 3,788,000 ล้านบาท โดยตั้งงบเพื่อชดเชยเงินคงคลังไว้ 71,038.1
เอกนิติเริ่มจากกล่าวถึงสภาพเศรษฐกิจและสถานะทางการเงินของไทยในปี 2570
- การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวที่ร้อยละ 1.7-2.7 โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.2 ตามการฟื้นตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลกที่จะช่วยสนับสนุนการส่งออกของสินค้าและบริการ และากรเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุปสงค์ภายในประเทศและการลงทุนของภาคเอกชน รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐและ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินแก้ไขผลกระทบแก้ไขปัญหาวิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศปี 2569 แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจจะยืดเยื้อในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของการกีดกันทางากรค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
- อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 0.5 - 1.5 ค่ากลางอยู่ที่ร้อยละ 1 แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูงจากวิกฤติพลังงาน
- ดุลบัญชีเงินเดินสะพัดต่อ GDP คาดว่าจะเกินดุลร้อยละ 1.6
- หนี้สาธารณะคงค้าง ณ เดือนเมษายน 2569 มี 12,789,256.3 ล้านบาทหรือ 66.66% ของ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP
- เงินคงคลัง ณ 31 .ค.2569 อยู่ที่ 341,018.2 ล้านบาท
- อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี อยู่ในระดับที่เหมาะสมรองรับเศรษฐกิจชะลอตัวจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะดำเนินนโยบายการเงินเป็นไปตามความเหมาะสมกับเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโต และรัฏษาเสถียรภาพระบบการเงิน
- เงินสำรองระหว่างประเทศ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2568 อยู่ที่ 281,742.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 2.8 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้นซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง
นอกจากนั้น รมว.คลังได้แบ่งชี้แจงรายจ่ายในงบประมาณประจำปี 2570 ไว้ดังนี้
- รายจ่ายประจำ 2,786,367.1 ล้านบาท คิดเป็น 73.6%
- รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท คิดเป็น 1.9%
- รายจ่ายลงทุน 789,171.5 ล้านบาท คิดเป็น 20.8%
- รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 151,520 ล้านบาท คิดเป็น 4%
เอกนิติอธิบายจำแนตามกลุ่มงบประมาณไว้ดังนี้
- รายจ่ายงบกลาง 693,880 ล้านบาท 18.3 % ของงบทั้งหมด
- รายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ 1,342,836.3 ล้านบาท 35.4% ของงบทั้งหมด
- รายจ่ายบูรณาการ 70,247 ล้านบาท 1.9% ของงบทั้งหมด
- รายจ่ายบุคลากร 852,671. ล้านบาท 22.5% ของงบทั้งหมด
- รายจ่ายสำหรับเงินทุนหมุนเวียน 294,857.1 ล้านบาท 7.8% ของงบทั้งหมด
- รายจ่ายชำระหนี้ภาครัฐ 462,470.3 ล้านบาท 12.2% ของงบทั้งหมด
- รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท 1.9% ของงบทั้งหมด
นอกจากนั้น รมว.คลังกล่าวถึงการจัดสรรตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอีก 6 ด้านดังนี้
- ด้านความมั่นคง กำหนดงบประมาณรายจ่าย 407,165.1 ล้านบาท หรือ 10.7% โดยรัฐบาลจะพิทักษ์สถาบันหลัก การแก้ไขปัญหายาเสพติด และการจัดการภัยพิบัติ ส่งเสริมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันทรงมีพระมหกษัตริย์ทรงเป็นประมุข ใช้เทคโนโลยีและบังคับใช้กฎหมายจัดการปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงในสังคม ปราบปรามยาเสพติด เป็นต้น
- ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน วงเงินงบประมาณ 348,427.4 ล้านบาท หรือ 9.2% ส่งเสริมเศรษฐฏิจของไทย กระตุ้นเสศรษฐกิจสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบอาชีพ พัฒนาและส่งเสริมด้านการตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร เป็นต้น เพื่อเพิ่มอัตราการขยายตัวของ GDP และจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงการสงเสริมการท่องเที่ยว
- ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วงเงินงบประมาณ 611,194.5 ล้านบาท หรือ 16.1% พัฒนาคนไทยผ่านการศึกษา เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา สนับสนุนทุนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 23,586 ทุน สร้างความรู้ความเข้าใจทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ให้กับประชาชนจำนวน 1,206,460 คน และการยกระดับสาธารณสุขด้วย AI เชื่อมโยงฐานข้อมูลคนไข้ทั่วประเทศ
- ด้านสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม วงเงินงบประมาณ 960,916.6 ล้านบาทหรือ 25.4% โดยเน้นสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและผู้พิการ บริการทางการแพทย์เบี้ยแรกเกิด รวมถึงการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งพาตนเองได้ เช่นส่งเสริมอาหารเสริมนมและอาหารกลางวัน เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 12,494,573 คน และเบี้ยยังชีพคนพิการ 3,440,335 คน รวมถึงการทำบ้านมั่นคง 2,400 ครัวเรือน บ้านพอเพียง 14,760 ครัวเรือน พัฒนาที่อยู่อาศัพริมคลองเปรมประชากร 150 ครัวเรือน และผู้มีรายได้น้อยจะสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยของตัวเอง
- ด้านสิ่งแวดล้อม 137,507.8 ล้านบาท หรือ 3.6% ของวงเงินงบประมาณ มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ การใช้พลังงานสะอาด ลดการเผาในพื้นที่เกษตร
- ด้านการปรับสมดุลภาครัฐ วงเงินงบประมาณรวม 676,320.2 ล้านบาทหรือ 17.9% ยกระดับการบริการภาครัฐ เน้นการผลักดันราชการดิจิทัลภายใต้นโยบาย Cloud First และการต่อต้านทุจริต พัฒนาการให้บริการผ่านบัตรประชาชน รวมถึงการรังวัดที่ดินให้แก่ประชาชน 13,000,000 ราย
นอกจากนั้นยังมีส่วนที่ใช้กับการดำเนนิการภาครัฐอีก 646,468.4 ล้านบาท หรือ 17.1% เพื่อเป็นสำรองค่าใช้จ่ายสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมายที่เป็นกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ใช้เยียวยาภัยพิบัติและภารกิจความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐ รวมถึงค่าชดเชยสิ่งก่อสร้าง แก้ปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมจากวิกฤติด้านพลังงาน รวมถึงการบริหารจัดการหนี้ของภาครัฐ เพื่อชดเชยเงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้ว
รายได้ที่ใช้จัดสรรงบรายจ่าย
เอกนิติกล่าวถึงนโยบายการคลังของรัฐบาลว่า รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการปฏิรูปประเทศ โดยมีรายรับทั้งหมด 3,788,000 ล้านบาทเท่ากับงบประมาณร่ายจ่าย
- ประมาณการรายได้จากการจัดเก็บภาษีสุทธิการบริการและรัฐพาณิชย์รวมแล้ว 3,145,200 ล้านบาท เพิ่มมาร้อยละ 2.7 จากปี 2568
- รายได้จากการจัดสรรภาษมูลค่าเพิ่มให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2542 มีจำ 145,200 ล้านบาท คงเลหือเป็นรายได้สุทธินำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายของรัฐบาลเป็นจำนวน 3,000,000 ล้านบาท
- กำหนดวงเงินกู้เพื่อชดเชยขาดดุลเป็นเงิน 788,000 ล้านบาท
เอกนิติระบุว่าการจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นี้ทำขึ้นท่ามกลางภาวะวิกฤติด้านพลังงานจากความขัดแย้งระหว่างประเทศในช่วงที่ผ่านมาที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและแนวโน้มการจัดหาเชื้อเพลิงในอนาคต และยังมีวิกฤติปากท้องของประชาชนที่ต้องดูแลต่อเนื่องไปพร้อมกับการวางรากฐานของประเทศในขณะที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิขึ้นอย่างรวดเร็ว
อีกทั้งรัฐยังมีรายจ่ายประจำที่จำเป็นต้องจัดสรรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำให้รัฐบาลมีงบประมาณคงเหลือสำหรับรายจ่ายลงทุนที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจลดลงและยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือทางากรคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบาลทางการคลังแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ส่งผลต่อหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นและเข้าใกล้กรอบเพดานหนี้สาธารณะที่ตอนนี้กำหนดไว้ 70% ของ GDP ความเปราะบางทางการคลังเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศและความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
การดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลางรัฐบาลจึงมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูการคลังของประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงทางการคลัง โดยมีแนวทางปรับลดทางการคลังให้เหลือไม่เกินร้อยละ 3 ของ GDP ภายใน 2572
เอกนิติกล่าวถึงการนำเงินนอกงบประมาณมาใช้ ที่จะให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณเช่น เงินรายได้ เงินสะสมคงเหลือมาดำเนินโครงการภาครัฐที่มุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเช่นเงินกู้ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนการระดมทุนผ่านกองทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกองทุนรวมเพื่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ (Thailand Future Fund) เพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศด้วย
นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทินภายใต้งบ 70
รมว.คลังกล่าวถึงการวางนโยบายด้านเศรษฐกิจ 5 ด้านของรัฐบาล คือ
ด้านเศรษฐกิจ เอกนิติกล่าวถึงนโยบายที่จะทำดังนี้
- คนตัวเล็กพลัส - ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้มีรายได้มากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ มีโอกาสมากขึ้น
- ลงทุนพลัส - สร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิม และส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ดิจิทัล เอไอ พลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์และสุขภาพ
- เทรดพลัส - ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่ตลาดโลก ขยายตลาดการส่งออก
- เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส - เพิ่มสมรรถนะของผู้ประกอบการให้เก่งขึ้นมีรายได้มากขึ้น
- ชุมชนพลัส - ส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจชุมชนผลิตให้ตรงกับตลาดเพื่อเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่
ด้านต่างประเทศและความมั่นคง - จะเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลกและความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนพัฒนาและระบบและศักยภาพในการป้องกันประเทศให้มีความพร้อมเหมาะสม
ด้านสังคม - ลงทุนมนุษย์ในด้านการศึกษา เรียนฟรีมีงานทำและเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา เพิ่มผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ไปจนถึงการพัฒนาประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาได้ทุกที่ทันที ดูแลผู้สูงอายุให้ดีขึ้น ยกระดับบริการปฐมภูมิ
ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม - สร้างการเติบโตทั้งคุณภาพและปริมาณ เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผลักดันให้ประเทศปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ์เป็นศูนย์ภายใน 2593 ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ละใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ใช้พลังงานสะอาดและการบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
ด้านบริการภาครัฐ - เพิ่มความรวดเร็วในการบริการและความโปร่งใสของภาครัฐผ่านนโยบาย AI พลัส และผลักดันการพัฒนาทบทวนปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรค และแก้ไขคอรัปชั่น
