ผลกระทบที่มีต่อไทยมีทั้งด้านพลังงาน ปุ๋ย เคมีและราคาสินค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่พลังงาน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำไปพร้อมกันทั้งโลก จึงต้องดูแลเพื่อลดผลกระทบแต่เนื่องจากมีผลกระทบจำกัดจึงต้องดูแลคนให้ตรงจุดและคุ้มค่าที่สุด ทำให้ต้องใช้ทุกเครื่องมือในการแก้ไข
รมว.คลังกล่าวถึงเครื่องมือกองทุนน้ำมันที่เข้ามาพยุงราคาซึ่งไม่มีประเทศอื่นมี แต่การจะลดภาษีสรรพสามิตมาลดราคาน้ำมันก็ไม่ต่างจากใช้กองทุนน้ำมัน แต่ภาษีสรรพสามิตนี้ใช้เป็นงบประมาณในการดูแลโรงพยาบาลต่างๆ และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี กองทุนน้ำมันจึงเป็นด่านแรกในการดูแลราคาเชื้อเพลิงไม่ให้สูงเกินไปและใช้เงินงบประมาณเท่าที่เหลืออยู่ในการลดผลกระทบ
วันนี้คนที่ได้รับผลกระทบด่านแรกคือกลุ่มขนส่งที่ต้องใช้น้ำมันเยอะ ถ้าไม่ดูแลกลุ่มนี้ก่อนต้นทุนสินค้าจะแพงขึ้นตามลำดับ วันเสาร์นี้ในการประชุม ครม.นัดพิเศษก็จะมีการดูแลกลุ่มนี้ รวมถึงกลุ่มเปราะบางที่รายได้น้อย และผู้ทำประมงที่หาอาหารทะเล ส่วนการดูแลเรื่องปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตรก็จะเป็นเรื่องที่ รมว.พาณิชย์จะมาตอบ
“เราต้องสกัดวิกฤตินี้ก่อนที่จะลุกลามใหญ่โต และเราต้องเลือกให้ตรงกลุ่มบนทรัพยากรที่จำกัด อันนี้เป็นสิ่งแรกที่เราตั้งใจช่วยประชาชนลดผลกระทบเค้า ขณะเดียวกันเราก็ต้องเตรียมเงินและทรัพยากรในการดูแลประชาชนกลุ่มอื่นๆ หากวิกฤตในตะวันออกกลางยืดเยื้อแล้วส่งผลกระทบต่อคนอีกมากมาย ตรงนี้เป็นการเตรียมความพร้อม วิกฤตนี้เป็นวิกฤตทั้งโลก ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อมใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ไปช่วยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตและสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่อาจนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเราเคยผ่านเหตุการณ์นั้นในปี 40 ที่มีคนตกงานจำนวนมากเราจะต้องป้องกันไม่เจอวิกฤตเช่นนั้น”
นอกจากนั้นการเตรียมพร้อมระยะยาวสำหรับวิกฤตนี้ที่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ
มิติที่ 1 เรื่องความมั่นคงทางอาหารและยารักษาโรค ที่อาจจะขาดและราคาแพงต้องเตรียมความพร้อมส่วนนี้ที่อาจลุกลามไปสู่วิกฤติอื่นๆ แต่เราเปลี่ยนเรื่องนี้เป็นโอกาสได้เพราะไทยมีฐานผลิตอาหารและยาที่สำคัญ มีสมุนไพรที่ดี เช่นฟ้าทลายโจร
มิติที่ 2 คือพลังงานที่จะไม่มีน้ำมันราคาถูกอีกต่อไปอย่างน้อยก็ใน 1-2 ปีนี้เพราะสงครามได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานการผลิตพลังงานมากและต้องใช้เวลาในการผลิตใหม่ต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี ซึ่งต้องทำให้คนไทยและธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านทางพลังงานซึ่งไทยก็โชคดีที่มีแสงแดดส่งเสริมการทำพลังงานแสงอาทิตย์ได้ มีเอทานอลจากอ้อย จากมันสำปะหลัง และปาล์มอยู่ที่จะมาทดแทนได้
มิติที่ 3 คือเทคโนโลยี AI ที่คนไทยอีกจำนวนมากยังไม่มีโอกาสเข้าถึง ซึ่ง AI สามารถนำมาใช้ในการช่วยให้พวกเขาหารายได้ได้ดีขึ้น เช่น ทำรูป วิเคราะห์ต้นทุน ลดรายจ่ายได้
เอกนิติกล่าวว่า นโยบายรัฐบาลถึงมุ่งเน้นวิธีการที่จะลงทุนใหม่ในการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอีกหลายปี อันที่หนึ่งคือเราต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในพลังงานสะอาด
“เราต้องเปิดให้มีพลังงานสะอาดลงทุนในพลังงานสะอาดมากขึ้น ต้องเปิดให้ประชาชนเปลี่ยนหลังคาบ้านให้สามารถหารายได้และลดรายจ่ายค่าไฟได้ และเขาสามารถขายไฟนั้นคืนให้รัฐได้ถ้าเขามีแสงแดดเกินที่เขาเปลี่ยนเป็นไฟที่เขาใช้ อันนี้ก็เป็นการเปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นรายได้ให้ชาวบ้าน”
นอกจากนั้นต้องทำให้เอกชนสามารถลงทุนในพลังงานสะอาด ทำโซลาร์ฟาร์มได้และทำให้เขาไม่ต้องพึ่งแต่ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าอย่างเดียว เปิดให้มีการไฟโดยตรง (Direct PPA) เพื่อให้ต้นทุนธุรกิจถูกลง เราต้องช่วยให้เขาเปลี่ยนให้เข้าสู่โลกที่น้ำมันจะไม่ถูกอีกต่อไป แต่ใช้แสงแดดที่มีอยู่ฟรีเอามาลดต้นทุนเอกชนให้เอาไฟฟ้าไปผลิตสินค้าและส่งเสริมสินค้าที่มาจากพลังงานสะอาดได้มากขึ้น
เอกนิติกล่าวต่อว่า ต้องลงทุนในมนุษย์ให้คนไทยเก่งขึ้นแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่รู้กันว่าคนเกิดน้อยลงคนแก่มากขึ้น จึงต้องวางยุทธศาสตร์เรื่อง AI ให้ดีเพื่อให้คนสามารถเข้าถึงเพื่อนำไปใช้หารายได้ได้ รัฐบาลจะให้ AI เข้าไปในแอพถุงเงิน ช่วยแม่ค้าลูกชิ้นปิ้งวิเคราะห์ได้ว่าวันนี้ขายลูกชิ้นแบบไหนได้มากกว่ากันเพื่อให้เขาไปเตรียมวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องซื้อเกินที่ผลิตขาย ถ่ายรูปโพสต์ขายออนไลน์ได้ รวมถึงแอพเป๋าตังค์ก็จะมีเครื่องมือ AI ให้ฝั่งผู้ซื้อใช้ รวมถึงมีหลักสูตรสอนฟรีเพื่อให้คนไทยเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเทคโนโลยีได้มากขึ้น มากกว่าแค่ให้บริษัทเอกชนที่สามารถซื้อโปรแกรมมาใช้ได้แต่ประชาชนต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
ประเด็นสุดท้ายที่เอกนิติกล่าวถึงความต้องการเข้ามาลงทุนในไทยจากต่างประเทศ ในปีที่แล้วที่มีการสมัครเข้ามาขอการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มีสูงมากถึง 1.8 ล้านล้านบาทเพิ่มมา 60% ซึ่งต้องช่วยทำให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนจริง แต่ยังติดอุปสรรคอย่างการขอใบอนุญาตได้ช้า ก็ต้องปลดล็อกให้มาลงทุนได้เร็วและให้นักลงทุนมาถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยให้คนไทยเก่งขึ้นมีรายได้ดีขึ้น โดยเป็นโครงการชื่อ Skill Bridge ซึ่งเป็นส่วนเล็กๆ ที่จะทำให้เกิดขึ้น แต่ก่อนอื่นต้องปลดล็อกกฎกติกาต่างๆ ให้นักลงทุน
เอกนิติอธิบายว่า เพราะเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นได้ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมาว่าขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังติดหล่ม แต่สิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นมาคือการลงทุนภาครัฐที่โต 13% และการลงทุนของเอกชนที่โต 6-7% เฉลี่ยรวมแล้ว 8% ทำให้เห็นแล้วว่าการปลดล็อกให้เอกชนลงทุนทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ แต่ต้องทำในระยะยาวและจะทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง และที่ผ่านมาเขาได้อนุมัติการลงทุนในหุ่นยนต์ที่มีต่างชาติสนใจมาเยอะมาก และเรื่อง AI ดิจิทัล รวมถึงเศรษฐกิจสุขภาพที่ไทยมีจุดแข็ง
“ต้องปลดล็อกให้พวกนี้เข้ามาลงทุนแล้วถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้วจับมือกับคนไทยเพื่อให้คนไทยยกระดับเศรษฐกิจไทย พอหลังวิกฤตและเราผ่านวิกฤต เราจะได้กลับมาแข็งแกร่ง”
