กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัท เพาเวอร์ไลน์ หรือ PLE จำนวน 7 ราย ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลและธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการของบริษัท สืบเนื่องจากกรณีการค้างจ่ายค่าจ้างแรงงานก่อสร้างในหลายโครงการทั่วประเทศ ในขณะที่ บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เคยทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่ากรณีการค้างจ่ายค่าจ้างเป็นเรื่องเฉพาะของโครงการหนึ่งของบริษัท ซึ่งบริษัทได้ตรวจสอบและแก้ไขโดยชำระเงินให้แก่ผู้ร้องเรียนครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานโครงการก่อสร้างใด ๆ

แฟ้มภาพโครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 (Block 33)
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PLE จำนวน 7 ราย ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลและธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการของบริษัท สืบเนื่องจากกรณีการค้างจ่ายค่าจ้างแรงงานก่อสร้างในหลายโครงการทั่วประเทศ
การร้องเรียนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มภาคประชาชนรวบรวมข้อมูลพบว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจากการค้างจ่ายค่าแรงและค่าจ้างอย่างน้อย 339 ราย ครอบคลุม 32 ไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 52.7 ล้านบาท
ตามหนังสือร้องเรียนระบุว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นิสิตนักศึกษาจากหลายสถาบันการศึกษาได้ร่วมกับผู้ใช้แรงงานในโครงการพัฒนาพื้นที่หมอน 33 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กรณีบริษัทค้างจ่ายค่าจ้างแรงงานต่อเนื่องนานกว่า 12 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 โดยมีลูกจ้างบางส่วนทำงานในโครงการมาตั้งแต่ปี 2564
หนึ่งวันหลังการยื่นหนังสือ บริษัทได้นำเงินสดจำนวน 3,000 บาทมาจ่ายให้แรงงานบางส่วนที่ยังเหลืออยู่ในไซต์งาน พร้อมให้ลงนามในเอกสารโดยไม่มีการชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจน ก่อให้เกิดความกังวลในหมู่แรงงานและเครือข่ายผู้ติดตามว่า เอกสารดังกล่าวอาจกระทบต่อสิทธิเรียกร้องค่าจ้างค้างจ่ายในอนาคต
ต่อมา วันที่ 24 มิถุนายน 2569 คณะกรรมาธิการการแรงงานได้เรียกผู้แทนบริษัทและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าชี้แจง แต่บริษัทไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุม มีเพียงผู้แทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้าชี้แจงในฐานะเจ้าของโครงการมูลค่ากว่า 2,900 ล้านบาท โดยระบุว่าไม่เคยทราบเรื่องการค้างจ่ายค่าจ้างมาก่อนจนกระทั่งได้รับหนังสือจากคณะกรรมาธิการ
ในวันเดียวกันนั้น แรงงานจากบริษัทเพาเวอร์ไลน์เกือบ 100 คน จากหลายไซต์ก่อสร้างทั่วประเทศ ได้รวมตัวยื่นหนังสือร้องเรียนเพิ่มเติม โดยระบุว่าปัญหาการค้างจ่ายค่าจ้างมิได้จำกัดอยู่เฉพาะโครงการหมอน 33 แต่เกิดขึ้นในหลายโครงการพร้อมกันทั่วประเทศ อาทิ โครงการศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ท่าอากาศยานดอนเมือง อาคารรัฐสภา เกียกกาย One Bangkok โรงแรมดุสิตธานี และโครงการของกองทัพไทย
กลุ่มผู้ร้องเรียนเห็นว่า ปัญหาการค้างจ่ายค่าจ้างที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายโครงการทั่วประเทศก่อให้เกิดข้อสงสัยอย่างมีเหตุผลว่า อาจสะท้อนถึงปัญหาสภาพคล่องทางการเงินในระดับองค์กรของบริษัท ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้ถือหุ้นและสาธารณะควรได้รับทราบอย่างครบถ้วนและทันท่วงที ในฐานะที่บริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ประเด็นที่กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยขอให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบ
กลุ่มผู้ร้องเรียนขอให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบว่า บริษัทได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงิน และความเสี่ยงจากการค้างจ่ายค่าแรงในหลายโครงการพร้อมกัน ต่อผู้ถือหุ้นและสาธารณะอย่างครบถ้วน ทันท่วงที และตรงต่อความเป็นจริง ตามหลักเกณฑ์การเปิดเผยสารสนเทศของบริษัทจดทะเบียนหรือไม่
นอกจากนี้ ยังขอให้ตรวจสอบว่ามีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่ว่าบริษัทมีภาระผูกพันทางการเงินที่อาจกระทบฐานะการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากโครงการที่ล่าช้า เช่น โครงการหมอน 33 ที่ล่าช้ากว่ากำหนดกว่า 800 วัน และจากโครงการที่ถูกบอกเลิกสัญญา เช่น โครงการสำนักงาน กสทช. แห่งใหม่ ที่ถูกบอกเลิกสัญญาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 แต่บริษัทอาจมิได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวอย่างเพียงพอ
กลุ่มผู้ร้องเรียนยังขอให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบว่ามีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่าบริษัทมีหน้าที่ต้องรายงานหรือเปิดเผยข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านี้หรือไม่ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญต่อฐานะการเงิน ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง หรือการดำเนินธุรกิจของบริษัท
กลุ่มผู้ร้องเรียนย้ำว่า มิได้ยืนยันหรือกล่าวหาว่าบริษัทได้กระทำการอันเป็นความผิดตามกฎหมาย หากแต่เห็นว่ามีข้อเท็จจริงและเหตุอันควรสงสัยที่ควรได้รับการตรวจสอบจาก ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อความโปร่งใสและเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ
พร้อมกันนี้ กลุ่มผู้ร้องเรียนขอให้ ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินมาตรการตามอำนาจหน้าที่ตามความเหมาะสม หากพบว่าข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อผู้ลงทุนยังไม่ครบถ้วน เพียงพอ หรืออาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับฐานะการเงิน ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง หรือการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งอาจรวมถึงการขอให้บริษัทชี้แจงเพิ่มเติม การกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างเร่งด่วน หรือมาตรการเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว หากเห็นว่าจำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ลงทุนและรักษาความเป็นธรรมของตลาดทุน
คำชี้แจงของบริษัท
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่ากรณีการค้างจ่ายค่าจ้างเป็นเรื่องเฉพาะของโครงการหนึ่งของบริษัท ซึ่งบริษัทได้ตรวจสอบและแก้ไขโดยชำระเงินให้แก่ผู้ร้องเรียนครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว และยืนยันว่ากรณีดังกล่าวเป็นกรณีเฉพาะที่ได้ดำเนินการแก้ไขและติดตามอย่างเหมาะสม ไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานโครงการก่อสร้างใด ๆ
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ร้องเรียนชี้ว่า คำชี้แจงดังกล่าวขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเวลาต่อมาในวันเดียวกัน ซึ่งมีแรงงานเกือบ 100 คนจากหลายไซต์งานทั่วประเทศออกมารวมตัวยื่นหนังสือร้องเรียนเพิ่มเติม โดยยืนยันว่าปัญหามิได้จำกัดอยู่เฉพาะโครงการเดียวตามที่บริษัทชี้แจง
กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยจึงเห็นว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่เพียงข้อพิพาทด้านแรงงานเฉพาะไซต์งานใดไซต์งานหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นประเด็นที่อาจเกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง และการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้านจากหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุน
