รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เตือนไทยเสี่ยง "Government Shutdown" แบบสหรัฐฯ หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% เมื่อรวมหนี้แฝง ชี้งบประมาณปี 2570 รายจ่ายประจำพุ่งจนใกล้ชนรายได้ ขณะที่งบลงทุนกลับหดตัว เรียกร้องปฏิรูปภาครัฐและขยายฐานภาษีก่อนติดล็อกกฎหมายวินัยการคลัง
5 กรกฎาคม 2569 รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ไทยมีความเสี่ยงที่รายจ่ายประจำจะสูงกว่ารายได้ในปีงบประมาณ 2571 ซึ่งอาจติดล็อกกฎหมายวินัยการคลังที่กำหนดให้รัฐบาลต้องจัดงบลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 20 ของงบประมาณทั้งหมด และกฎหมายหนี้สาธารณะที่จำกัดการขาดดุลไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณรวมรายจ่ายคืนต้นเงินกู้ หากรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายประจำและไม่สามารถปฏิรูปได้ทันเวลา อาจนำไปสู่การปิดที่ทำการรัฐบาลชั่วคราว หรือ Government Shutdown แบบที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา
รศ.ดร.อนุสรณ์ ชี้สัญญาณอันตรายจากงบประมาณปี 2570 ที่รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 หรือ 131,000 ล้านบาท จนแตะ 2.78 ล้านล้านบาท เมื่อรวมกับรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 151,000 ล้านบาท จะเท่ากับรายได้ทั้งหมด ขณะที่รายจ่ายลงทุนกลับลดลง 72,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.4 สะท้อนว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยในอนาคตอาจถดถอยลงจากการลงทุนที่หดตัว นอกจากนี้ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการยังมีแนวโน้มสูงขึ้นจากปัญหาระบบเบิกจ่ายตรงที่ขาดการควบคุมต้นทุนและตรวจสอบความจำเป็น ขณะที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มีผลดำเนินงานติดลบสูงถึง 43,339 ล้านบาท
ในประเด็นหนี้สาธารณะ รศ.ดร.อนุสรณ์อ้างอิงกรอบพลวัตหนี้สาธารณะของ IMF ระบุว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ทะลุเพดานร้อยละ 70 ไปแล้ว เมื่อรวมหนี้จาก พรก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท และหนี้ธนาคารรัฐตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง โดยงานวิจัยที่อ้างอิงระบุว่าสัดส่วนดังกล่าวจะอยู่ที่ร้อยละ 74.99 ในปี 2570 และอาจแตะร้อยละ 76.69 ในปี 2572 สอดคล้องกับการประเมินของสำนักงบประมาณของรัฐสภาที่คาดว่าอาจทะลุร้อยละ 76.73 หากไม่มีการปฏิรูประบบการคลังของประเทศ
ปัญหาเชิงโครงสร้างของรายได้ภาษีไทยที่พึ่งพาภาษีทางอ้อมอย่างภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตสูงถึงร้อยละ 55 ของรายได้ภาษีรวม ทำให้ผู้มีรายได้น้อยแบกรับภาระภาษีในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้มีรายได้สูงเมื่อเทียบกับรายได้จริง ขณะเดียวกันงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจมีเพียง 671 ล้านบาท และงบกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมยังลดลงร้อยละ 4.5 หรือกว่า 6,000 ล้านบาท สะท้อนว่างบประมาณปี 2570 ไม่ได้ผลักดันโครงการใหม่ที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยอย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน การปรับเปลี่ยนภาคพลังงาน หรือการลงทุนด้าน AI
ในช่วงท้าย รศ.ดร.อนุสรณ์ สรุปว่างบประมาณปี 2570 ซึ่งมีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท ไม่ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าจะนำพาประเทศไปในทิศทางใด ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและงบลงทุนเหลือเพียงร้อยละ 20.8 ของวงเงินทั้งหมด ซึ่งไม่เพียงพอต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว
