'รักชนก ศรีนอก' กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณฯ แกะปมปัญหากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ตั้งแต่เกณฑ์รับรองความยากจน เงื่อนไขจิตอาสาที่ถูกครูใช้เรียกแรงงานฟรี ไปจนถึงข้อเรียกร้องให้รัฐมนตรีคลังเอาใจใส่ปัญหามากกว่านี้
นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมประชุมติดตามการทำงานของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ได้สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หลังนำคณะกรรมาธิการเข้าติดตามการทำงาน
ประเด็นแรกคือการรับรองความยากจน โดยปัจจุบันไม่ต้องมีครูเยี่ยมบ้านเพื่อรับรองแล้ว เพียงมีเอกสารรายได้ของครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทต่อปีก็ยื่นกู้ได้ทันที ส่วนกรณีที่หาเอกสารไม่ได้ เดิม สส. เคยเซ็นรับรองได้ แต่เกณฑ์ใหม่ปรับให้เป็นครูหรืออาจารย์ในโรงเรียนเดิมรับรองแทน ซึ่งเป็นเพียงการรับรองไม่ใช่การค้ำประกัน
ประเด็นที่สองคือเงื่อนไขจิตอาสา 36 ชั่วโมง ซึ่งกรรมาธิการหลายคนตั้งข้อสังเกตว่ามีการร้องเรียนว่าครูบางคนใช้เงื่อนไขนี้เรียกใช้แรงงานนักเรียนฟรี และไม่ได้ช่วยปลูกฝังวินัยการจ่ายหนี้ตามวัตถุประสงค์เดิม อีกทั้งเคยพบกรณีซื้อขายชั่วโมงจิตอาสา จึงเสนอให้ปรับเป็นการให้ความรู้ทางการเงิน (financial literacy) แทน ซึ่ง กยศ. รับปากจะตั้งคณะกรรมการพิจารณา
ประเด็นที่สามคือคำถามเรื่องเงินหายไปไหน โดย กยศ. ปล่อยกู้ปีละราว 40,000 ล้านบาท แต่เก็บคืนได้จริงเพียง 20,000-30,000 ล้านบาท เงินไม่ได้หายไปไหนแต่ค้างอยู่ในมือผู้กู้ที่ครบกำหนดแล้วยังไม่ชำระ ซึ่งมูลค่ารวมขณะนี้สูงถึง 100,000 ล้านบาท
ในภาพรวมการดำเนินงาน กยศ. เริ่มพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ขอรับงบประมาณแผ่นดินเพิ่มตั้งแต่ปี 2561-2567 แต่กลับมาขอรับจัดสรรอีกครั้งในปี 2568 เนื่องจากความต้องการกู้ยืมสูงขึ้นและผลกระทบจากโควิด-19 โดยปีการศึกษา 2570 ตั้งคำขอ 31,100 ล้านบาท แต่ได้รับจัดสรรเพียงประมาณ 9,000 ล้านบาท
ในประเด็นทางเทคนิค รักชนกอธิบายว่ายอดเงินต้นบางรายที่ดูเหมือนเพิ่มขึ้นหลังคำนวณใหม่ เกิดจากการปรับให้ถูกต้องตามกฎหมายฉบับใหม่ที่ลดทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับพร้อมกัน ไม่ใช่การเรียกเก็บเพิ่ม ขณะที่ยังมีบัญชีที่คำนวณผิดพลาดหรือมีปัญหาราว 18,300 บัญชี จากทั้งหมดกว่า 4.1 ล้านบัญชี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเคสซับซ้อนที่ต้องตรวจสอบทีละราย ส่วนความล่าช้าในการปรับยอดหนี้หลังชำระเงิน เกิดจากระบบเก่าและระบบใหม่ยังอยู่ระหว่างเชื่อมข้อมูลกัน
รักชนกยังตอบคำถามที่มีการเสนอให้รวมตัวกันไม่จ่ายหนี้คืน โดยชี้แจงว่าจะไม่กระทบบุคลากร กยศ. แต่จะกระทบรุ่นน้องที่รอกู้เงินในปีถัดไป และผู้ที่ไม่จ่ายอาจถูกดำเนินคดีทางกฎหมายได้ พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณกำลังช่วยผลักดันแก้ไขปัญหาอยู่
ในประเด็นสุดท้าย รักชนกเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแล กยศ. โดยตรง เอาใจใส่ปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่านี้ โดยระบุว่าตั้งแต่รับตำแหน่งมา รัฐมนตรียังไม่เคยพูดถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขในกองทุนดังกล่าวแม้แต่ครั้งเดียว
