Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สภาผ่านร่าง "พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข" เตรียมส่งต่อให้ สว.พิจารณา หลังถกประเด็นแนวทางการยุติคดีเยาวชนในมาตรา 9/1 ที่ "ณัฐวุฒิ" เสนอให้ใส่กลไกตามกฎหมายเยาวชนเข้ามาเปิดทางให้คณะกรรมการเสนอแผนแก่อัยการและศาลดำเนินการ "ศศินันท์" ท้วงการใส่มาตรการเข้ามาโดยให้ศาลยังใช้ดุลพินิจก็เป็นเพียงการเลี่ยงบาลีการนิรโทษกรรมคดีเยาวชน ด้านรองเลขาฯ ศาลฎีกาแจงในฐานะร่วม กมธ.พิจารณาว่าจุดสำคัญของมาตรานี้คือแผนและความเห็นของคณะกรรมการที่จะส่งให้อัยการและศาลดำเนินการยุติคดีเพื่อให้ยังคงเป็นไปตามกรอบของมาตรา 3 ที่มีการยกเว้นไม่นิรโทษคดีบางฐานความผิด

21 ต.ค.2568 ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... ในวาระที่สองโดยเป็นการพิจารณาส่วนที่มีการแก้ไขมาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) และมีการลงมติรับหรือไม่รับตามที่มีการแก้ไขเป็นรายมาตรา เมื่อการพิจารณามาถึงมาตรา 9/1 ซึ่งเป็นมาตราที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธาน กมธ. เสนอให้เพิ่มไว้ในร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของ กมธ. แต่มีการไปแก้ไขคำในมาตรานี้ระหว่างพักการประชุมสภาเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ไชยา พรหมา รองประธานสภาฯ ได้เปิดให้ณัฐวุฒิชีแจงจุดที่มีการแก้ไขก่อนเปิดให้สมาชิกสภาอภิปราย โดยในร่างเดิมระบุเนื้อหามาตรานี้ว่า 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

“มาตรา 9/1 บรรดาการกระทำตามความในมาตรา 6 ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าผู้กระทำความผิดซึ่งอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในขณะกระทำความผิดร้องขอและคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเห็นเป็นการสมควรเพื่อสร้างสังคมสันติสุข ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิดแล้วเสนอแผนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา หรือให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ขอให้ใช้ มาตรการสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และให้ศาลมีอำนาจรับฟังความเห็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขประกอบการพิจารณาสั่งใช้มาตรการดังกล่าวได้ไม่ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นใด”

โฆษณา - Advertising

ณัฐวุฒิระบุถึงจุดที่มีการแก้ไขเป็นผลจากการหารือร่วมกันของ กมธ. ประธานวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน โดยจุดที่มีการแก้ไขเป็นดังนี้ (ตามที่ไฮไลท์สีน้ำเงิน)

“มาตรา 9/1 บรรดาการกระทำตามความในมาตรา 6 ที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าผู้กระทำความผิดซึ่งอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในขณะกระทำความผิดร้องขอไม่ว่าผู้นั้นจะถูกดำเนินคดีหรือแจ้งข้อกล่าวหาแล้วหรือไม่และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเห็นเป็นการสมควรเพื่อสร้างสังคมสันติสุข ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิดแล้วส่งแผนพร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา หรือให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อให้ใช้มาตรการและสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และให้ศาลมีอำนาจรับฟังความเห็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขประกอบการพิจารณาสั่งใช้มาตรการดังกล่าวได้ไม่ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นใด”

ณัฐวุฒิระบุว่ามาตรานี้มาจากการเล็งเห็นการเปิดโอกาสหยิบยื่นความปราถนาดีให้แก่เยาวชนแม้เขาจะถูกกล่าวหาว่ากระทำการผิดกฎหมายก็ตามแต่เมื่อวันที่กระทำความผิดเขาอายุยังไม่ถึง 18 ปี ก็เป็นสิ่งที่สภานี้ควรนำมาพิจารณาและเห็นชอบร่วมกัน ซึ่งมาตรานี้ได้ผ่านการปรึกษามาแล้วว่าไม่ได้ขัดกับหลักการของร่างที่ผ่านสภามาทั้ง 3 ร่างและไม่ได้เสริมอำนาจให้คณะกรรมการมีอำนาจมากกว่าฝ่ายตุลาการ

ทั้งนี้ ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.พรรคประชาชน ขอชี้แจงในฐานะ กมธ.ว่า มาตราที่เพิ่มมาและมีการแก้อีกครั้งนี้ก็ยังคงต้องให้ศาลเป็นผู้มีอำนาจในการใช้ดุลพินิจอยู่ จึงเป็นเพียงการเลี่ยงบาลีการนิรโทษกรรมเยาวชนแล้วใช้กลไกของศาลเยาวชนแทน และคงจะลบล้างไม่ได้ว่าวันนี้สภาผู้แทนราษฎรได้นิรโทษกรรมให้กับคนแค่บางกลุ่ม จัดการเรื่องทางการเงินให้กับคนบางกลุ่ม แต่ก็ทิ้งคนอีกกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลัง

โฆษณา - Advertising

ณัฐวุฒิ ลุกชี้แจงอีกว่าการเสนอร่างมาตรา 9/1 ไม่ได้เจตนาเลี่ยงบาลีของ กมธ.เสียงข้างมากแต่อย่างใด แต่เป็นการพยายามทำให้กฎหมายนี้เดินหน้าไปและได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ไม่มีเวลามากกว่านี้และเหลือเพียงวันนี้เท่านั้นหากต้องการให้ร่างกฎมหายฉบับนี้เข้าวุฒิสภาให้ทันภายในวันพรุ่งนี้ เขาจึงเสนอให้แต่ละฝ่ายหารือกันสร้างความชัดเจนว่าเมื่อผ่านออกไปแล้วจาก สส.แล้วจะไม่ถูกคว่ำหรือตีกลับจาก สว. แต่ก็ไม่ได้รับการย้ำให้เชื่อมั่นว่าหากไม่ได้เสนอร่างตามที่ กมธ.เสนอแล้วจะผ่าน สว.ไปได้ และก็ได้ถามย้ำในตอนปรึกษากันระหว่างพักประชุมก็ไม่มีใครตอบได้ เพราะถ้า สว.ตีกลับมาก็ตกฉบับและไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

อย่างไรก็ตาม ที่เขามั่นใจว่ามาตรา 9/1 จะผ่าน สว.ไปได้เพราะว่า กมธ.ส่วนหนึ่งบอกกับเขาว่าถ้าไม่ขัดกับหลักการสำคัญที่สภานี้รับไปแล้วทั้ง 3 ร่าง สว.ก็เปิดใจรับได้และให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านไปได้ เมื่อเขาได้รับคำตอบเช่นนี้แล้ว แต่ไม่ได้รับคำยืนยันว่าหากปรับแก้เป็นอย่างอื่นแล้วจะผ่านไปได้ จึงนำเสนอมาเช่นนี้

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ โฆษก กมธ. อธิบายว่ามาตรา 9/1 นี้ไม่ได้สร้างกฎหมายขึ้นมาใหม่แต่เป็นการใช้ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวในหมวดที่ 7 ที่มีอยู่ก่อนแล้วและถูกใช้โดยศาลและอัยการมาแล้ว แต่กฎหมายเดิมไม่ได้ถูกออกแบบมารองรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องของการสร้างเสริมสังคมสันติสุข มาตรานี้จึงเป็นสะพานเชื่อมโดยใช้คณะกรรมการให้ทำแผนบำบัดฟื้นฟูส่งต่อให้อัยการหรือศาลเพื่อดำเนินการตามมาตรการ

จาตุรนต์ ฉายแสง สส.พรรคเพื่อไทยกล่าวว่าเขารู้สึกมาตรานี้ยังทำได้มากกว่านี้ และทำให้ทำใจได้ยากเพราะว่าจากเดิมที่พิจารณามาตรา 3 กันแล้วก็มีการขอแปรญัตติให้นิรโทษคดีของคนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ก็ขอให้เอาตามที่ กมธ.แก้ไขมาเพราะไม่เช่นนั้นจะผ่านยาก ก็ให้มาดูกันในมาตรา 9/1 แต่ก็ยังต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ไม่ใช่ระบุในกฎหมายเลยว่าหากเป็นผุ้กระทำความผิดหรือผู้ถูกกล่าวหาอายุต่ำกว่า 18 ก็ไม่ต้องรับโทษ ที่เขาติดใจเรื่องนี้เพราะว่าเมื่อดูฐานความผิดตามบัญชีแนบท้ายแล้วก็มีทั้งคดีแพ่งที่ค้างอยู่ก็ยังยุติไปไม่ต้องจ่ายเงินแล้ว บางข้อหาก็โทษสูงถึงจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตอย่างข้อหาก่อการร้ายก็ยังได้รับการนิรโทษกรรมด้วย ทำให้เป็นการนิรโทษคดีไม่ว่าจะร้ายแรงขนาดไหนตลอด 2 ทศวรรษนี้ แต่ลืมไปว่ามีช่วงเวลาหนึ่งที่มีเยาวชนเข้ามาเกี่ยวแล้วข้อหาก็ไม่ได้ร้ายแรงอย่างคดีก่อการร้ายก็ยังไปให้ศาลเป้นคนตัดสินอยู่ดี

โฆษณา - Advertising

จาตุรนต์กล่าวว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทำใจอยากเพราะในแง่ความยุติธรรมไม่ว่าจะในแง่มุมไหน การจะสร้างสันติสุขก็นิรโทษหมดไม่ว่าจะฝ่ายไหนสีไหนหรือเรื่องร้ายแรงขนาดไหน แต่พอเป็นเยาวชนที่มีคดีอัตราโทษต่ำกว่าก่อการร้ายเยอะจะทำให้เบ็ดเสร็จกว่านี้ให้โอกาสมากกว่านี้ได้หรือไม่ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นบาปติดใจกันไปอีกนานเพราะนิรโทษให้คนกว่า 2 ทศวรรษที่หลายกรณีก็ขัดหลักนิติธรรมร้ายแรงทำประเทศเสียหายยับเยินอัตราโทษก็สูงถึงประหารชีวิตก็นิรโทษให้กันหมดแต่กับเด็กกลับยากเย็นขนาดนี้ได้อย่างไร แม้ว่าจะเป็นความผิดที่มีความละเอียดอ่อนแต่อัตราโทษก็ยังต่ำกว่าคดีที่ได้นิรโทษไป

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิัฒน์สกุล สส.พรรคประชาชนและประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่าเขาเองก็เห็นด้วยกับการทำให้เรื่องนี้ชัดเจนกว่านี้เหมือนกับจาตุรนต์ แต่เรื่องที่ได้คุยกันระหว่างพักการประชุมนั้นคือการทำให้เนื้อหาที่มีการแก้มาตรา 9/1 นี้จุดประสงค์ก็คือการให้อำนาจคณะกรรมการอย่างเต็มที่ในการยุติคดีโดยไม่ได้ให้ศาลใช้ดุลพินิจเอง แต่ให้อำนาจคณะกรรมการส่งเรื่องไปเพื่อให้ศาลยุติการดำเนินคดี หากจะต้องมีการตีความกันจริงๆ เขาคิดว่าบันทึกการประชุม กมธ.และสภาก็จะเป็นแนวทางที่จะให้ศาลยึดไว้ใช้พิจารณา แต่หาก กมธ.เห็นว่าควรแก้ไขให้ชัดเจนมากขึ้นอีกแล้วจะพักการประชุมอีกก็ไม่ได้ติดอะไร

เผ่าพันธ์ ชอบน้ำตาล รองเลขาธิการประธานศาลฎีกาชี้แจงในฐานะ กมธ.ว่า ต้องดูข้อจำกัดในมาตรา 3 ที่เขียนว่าความผิดในบางกรณีจะไม่ได้รับการนิรโทษจึงเป็นที่มาของมาตรา 9/1  ซึ่งจะประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดจะได้รับคือแยกได้เป็น 2 ขั้นตอนคือ เป็นคดีที่อยู่ในช่วงก่อนฟ้องต่อศาลกับขั้นที่ฟ้องต่อศาลแล้ว

เผ่าพันธ์กล่าวว่าหากเป็นคดีที่อยู่ในช่วงก่อนฟ้องประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดจะได้รับคืออัยการจะสั่งไม่ฟ้องหรือไม่ดำเนินคดี แต่หากคดีถึงศาลแล้วก็คือการยุติคดีโดยไม่มีการพิพากษา มาตรา 9/1 นี้เป็นการเขียนโดยไม่ได้เขียนมาตรการพวกนี้ขึ้นมาใหม่ แต่ชี้ให้เห็นว่ามันมีช่องทางตามกฎหมายอื่นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ก็คือกฎหมายของศาลเยาวชนและครอบครัว

โฆษณา - Advertising

รองเลขาศาลฎีการะบุว่า สาระสำคัญของมาตรานี้เพื่อให้ไปสู่ปลายทางของการสั่งไม่ฟ้องหรือยุติคดีคือ “แผนบำบัดฟื้นฟู”  การจะใช้มาตรการพวกนี้ได้ส่วนที่สำคัญก็คือ ความเห็นของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข อีกกลไกคือแผนของคณะกรรมการฯ ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ไม่มีประเด็นเหล่านี้

“ขอยืนยันว่ากฎหมายมาตรา 9/1 เขียนเพื่อเป็นทางออกตามมาตรา 3 และกลไกหน้าที่ของมันก็คือชี้ให้เห็นว่ามีกฎหมายอื่นอยู่ที่สามารถเอามาใช้ได้เพื่อให้ได้ประโยชน์กับผู้กระทำความผิดที่เป็นเยาวชนที่จะได้รับการสั่งไม่ฟ้องหรือถ้าฟ้องมาแล้วคดียังไม่ถึงที่สุดก็ยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษา” เผ่าพันธ์

ณัฐวุฒิกล่าวเสริมว่าจุดประสงค์การใส่มาตรา 9/1 เข้ามานั้นก็เป็นไปตามที่เผ่าพันธ์กล่าว แต่เดิมในมาตรา 3 ที่เขียนระบุว่ากฎหมายนี้ “มิให้ใช้บังคับ”  ซึ่งหมายถึงหากเป็นความผิดใน 3 ฐานซึ่งรวมมาตรา 112 มาด้วยนั้นจะถูกกันออกไปจากกฎหมายนี้ 100% แล้วเปลี่ยนมาเป็น “มิให้นิรโทษกรรม” เพื่อเปิดพื้นที่ให้มีมาตรา 9/1 ตามที่เผ่าพันธ์อธิบาย และเขาเชื่อว่าการทำแบบนี้จะทำให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านไปได้จริงๆ จากการรับฟังสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ แม้ว่าเรื่องนี้จะมีสมาชิกจากพรรคการเมืองบอกแล้วว่าเป็นเรื่องเสี่ยงมาก และก็ยังมีสมาชิกกลุ่มการเมืองที่ใกล้ชิดกับ สว.โทรมาหาเขาบอกว่าเรื่องนี้ก็เป็นที่กังวล ซึ่งความเสี่ยงที่ว่าก็คือการที่กฎหมายจะไม่ผ่านในชั้น สว.และเขายังต้องไปอธิบายชี้แจงกันอีกมาก

ประธาน กมธ.กล่าวว่าหากกฎหมายไม่ผ่านในชั้น สว. หลายพันคนที่เข้าข่ายจะได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้ก็จะตกไปด้วย ถ้าจะชวนกันเสี่ยงไปข้างหน้าส่วนตัวเขาก็ไม่ขัดข้องแต่ก็ต้องบอกว่าหากไปต่อไม่ได้จะมีคำอธิบายกับคนจำนวนไม่น้อยนั้นอย่างไร แล้วเนื้อหาของร่างกฎหมายนี้ก็ไม่ได้แปลว่าจะทอดทิ้งคนที่ถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายที่เป็นประเด็นกันอยู่ทั้งหมด ฐานความผิดอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อยกเว้นในทั้ง 3 ร่างบัญญัติในมาตรา 3 ก็จะได้นิรโทษกรรมไปด้วย

โฆษณา - Advertising

ณัฐวุฒิ เขาคิดว่าถ้านิรโทษกรรมฐานความผิดอื่นของผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองด้วยกฎหมายที่ถูกยกเว้นไว้กฎหมายฉบับนี้ก็น่าจะนำไปประกอบการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ที่ถูกจำขังโดยระบุได้ว่ามีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งได้ เพราะรัฐสภาหรือนิติบัญญัติเห็นชอบกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข ดังนั้นก็ขอให้ศาลโปรดพิจารณาวินิจฉัย

ประธาน กมธ.กล่าวว่าจากข้อมูลที่เขาตรวจสอบ เยาวชนที่ถูกดำเนินคดีตอนนี้ทั้งสิ้น 20 คน แล้วใน 20 คนนี้มีคนที่เกิดคดีตอนอายุ 14 ปี 6 คน นอกนั้นก็อายุ 15-17 ปี ขณะเกิดคดีแล้วทั้ง 20 คนนี้ไม่มีใครถูกจำขัง บางคนคดีถึงที่สุดแล้วบางคนอยู่ระหว่างการพิจารณา สำหรับคนที่คดีถึงที่สุดแล้วก็จะดำเนินการตามสิทธิทางกฎหมายต่อไปได้ส่วนคนที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาก็จะเข้าเกณฑ์ตามมาตรา 9/1 ทั้งหมด

“ผมมีเจตนาแบบนี้ แล้วก็มีความพยายามเช่นนี้ มันอาจจะไม่ตรงกันในแง่ของวิธีคิดและวิธีทำงานว่า ถ้าหากเราเดินหน้าไปได้กว่านี้ก็แน่นอนว่าผลที่คาดหวังก็จะสูงกว่า แต่ถ้าพลาดมันเสียทั้งหมด แต่ถ้าหากเราเดินไปในจุดที่มั่นใจว่าเราทำสำเร็จไอ้ผลข้างเคียงไม่ว่าจะเป็นการขอปล่อยตัวชั่วคราวหรือมาตรการอื่นๆ ผมว่ามันเกิดได้เพราะว่ามันปรากฏเป็นเจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญํติทั้งสภาผู็แทนราษฎรและวุฒิสภาไปแล้ว”

ภายหลังการอภิปราย ไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรเปิดให้สมาชิกลงคะแนนว่าจะเห็นชอบตามที่ กมธ.เพิ่มเติมมาตรา 9/1 มาหรือไม่ ผลการลงมติมีผู้เห็นชอบ 276 คะแนน ไม่เห็นด้วย 1 คะแนน งดออกเสียง 2 คะแนน ไม่ลงคะแนน 2 คะแนน

ทั้งนี้หลังการพิจารณามาตรานี้แล้วที่ประชุมสภายังมีการโหวตลงมติเห็นชอบมาตราที่เหลืออยู่อีก 3 มาตราและบัญชีแนบท้ายที่ระบุรายการฐานความผิดที่จะได้รับการพิจารณาให้นิรโทษกรรม โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่ กมธ.แก้ไขเพิ่มเติมมาทั้งหมด

หลังการพิจารณารายมาตราเสร็จสิ้นไชยาได้เปิดให้ลงมติวาระที่สามว่าสภาผู้แทนราษฎรจะเห็นชอบให้ร่างกฎหมายทั้งฉบับนี้ผ่านไปหรือไม่ 

ผลการลงคะแนนสภามีมติเห็นชอบ 280 คะแนน ไม่เห็นชอบไม่มี งดออกเสียง 2 คะแนน ไม่ลงคะแนน 2 คะแนน โดยหลังจากนี้ร่างกฎหมายจะถูกส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising