น่าจะชัดเจนแล้วว่าการนิรโทษกรรมคดี 112 ไม่สามารถทำสำเร็จได้ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย และรัฐบาลภูมิใจไทย แม้ในสมัยรัฐบาลหน้า ถ้ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญตาม MOA ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยเกิดขึ้นจริง หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านประชามติแล้ว ก็ยังไม่แน่ว่าจะเกิด “การประนีประนอมครั้งใหญ่” ที่นำไปสู่การนิรโทษกรรมคดี 112 ปล่อยนักโทษทางความคิดออกจากคุก และคืนอิสรภาพแก่ผู้ลีภัยการเมืองให้กลับบ้านเกิดได้หรือไม่
การที่รัฐสภาไม่สามารถนิรโทษกรรมคดี 112 ได้, แก้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็ไม่ได้ และยังมีการห้ามแก้หมวดสถาบันกษัตริย์ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นับเป็นปรากฏการณ์ที่ “ย้อนแย้ง” กับหลักการที่ว่า “สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง” โดยสิ้นเชิง
เพราะการที่รัฐสภาทำ 3 เรื่องดังกล่าวไม่ได้ (เป็นอย่างน้อย) ย่อมสะท้อน “ความเป็นการเมือง” (the political) ที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์อย่างชัดเจน นั่นคือ ความเป็นการเมืองที่มีการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายแบบ “แยกมิตรแยกศัตรู” บนการอ้างความจงรักภักดี-ความไม่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ มากกว่าที่จะอ้างหลักการประชาธิปไตยเป็นเกณฑ์กำหนดให้ชัดเจนว่าสถานะ อำนาจ และบทบาทของสถาบันกษัตริย์ควรมีขอบเขตแค่ไหน อย่างไร จึงจะไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนทุกคน อันได้แก่ สิทธิเลือกตั้ง เสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด การแสดงออก การชุมนุมโดยสงบ สิทธิในการได้รับความยุติธรรมตามหลักนิติรัฐ เป็นต้น
เมื่อมองในทางปรัชญา การไม่นิรโทษกรรมคดี 112 การห้ามแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และห้ามแก้หมวดสถาบันกษัตริย์ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก่อให้เกิดปัญหาพื้นฐานอย่างน้อย 3 ประการ คือ
หนึ่ง ปัญหามนุษยภาพ คือปัญหาว่าประชาชน หรือเราทุกคนยังมีความเป็นมนุษย์และสามารถใช้ความเป็นมนุษย์กำหนดกฎกติกาในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมได้หรือไม่
เราอาจเข้าใจปัญหานี้ได้ผ่านแนวคิดปรัชญาสายคานท์ (Immanuel Kant) ที่นิยาม “มนุษยภาพ” ว่าความเป็นมนุษย์คือ “ความเป็นสัตผู้มีเหตุผล เสรีภาพ และมีคุณค่าหรือศักดิ์ศรีในตัวเอง” แน่นอนว่ามนุษย์มีอารมณ์ความรู้สึก และความต้องการตามสัญชาตญาณต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ย่อมมีคุณค่าต่อการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะนานา และผลงานด้านอื่นๆ จนอาจเรียกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญๆ และความก้าวหน้าทางอารยธรรมของมนุษยชาติ ส่วนสำคัญหนึ่งย่อมมาจากแรงกระตุ้นของอารมณ์ความรู้สึก ความปรารถนา ความใฝ่ฝัน และจินตนาการต่างๆ แต่เมื่อเราจะต้องถกเถียงกันว่าสังคมเราควรจะอยู่ร่วมกันด้วยระบบและกติกาทางสังคมและการเมืองแบบไหน และควรปฏิบัติต่อกันบนหลักการหรือกฎทางศีลธรรมเช่นไร จึงจะปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเราเอาไว้ได้ เราจำเป็นต้องใช้ “เหตุผล” และการใช้เหตุผลต้องมาคู่กับ “เสรีภาพ” เสมอ
ตามแนวคิดปรัชญาสายคานท์ถือว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ล่วงละเมิดมิได้” สิ่งที่บ่งบอกว่าเรามีศักดิ์ศรีความเป็นมุษย์ คือการมีเสรีภาพ (autonomy) ในการใช้เหตุผลของตนเองบัญญัติกฎปกครองตนเองได้ ทั้งในทางศีลธรรมและในทางสังคมและการเมือง ดังนั้น การไม่นิรโทษกรรม 112 จึงเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง เพราะอำนาจรัฐได้ขังคุกคนอย่าง “อานนท์ นำภา” และผองเพื่อนที่ใช้เหตุผลของตนเองและใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์และเสนอทางแก้ปัญหาให้สังคมมีความเป็นประชาธิปไตยเพื่อปกป้อง “มนุษยภาพ” ของเราทุกคน
พูดอีกอย่างคือ การใช้ 112 ขังคุกคนแบบอานนท์เป็นต้น ก็คือการที่รัฐไทยทำให้มี “นักโทษทางความคิด” (prisoner of conscience) ซึ่งเมื่อมองจากปรัชญาสายคานท์ จึงเท่ากับว่ารัฐไทยไม่อนุญาตให้ประชาชนมีความเป็นมนุษย์ที่มีเหตุผล เสรีภาพ และศักดิ์ศรีในตัวเอง และห้ามใช้ความเป็นมนุษย์เช่นนั้นสร้างกฎกติกาทางสังคมและการเมืองในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมในฐานะที่ทุกคนมีความเป็นคนเท่ากัน
แน่นอนว่าการห้ามแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการห้ามแก้หมวดสถาบันกษัตริย์ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ก็คือการไม่ยอมให้ประชาชนได้ใช้เหตุผลและเสรีภาพในการบัญญัติกฎกติกาสำหรับปกครองตนเอง จึงเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนอย่างถึงราก เพราะประชาชนที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จะต้องสามารถใช้เหตุผลและเสรีภาพบัญญัติกฎกติกาในการปครองตนเองได้
ที่น่าเศร้าอย่างยิ่งคือ คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยถือพุทธศาสนา แต่คนไทยกลับถูกห้ามไม่ให้มี “ความเป็นมนุษย์แบบพุทธะ” หมายถึง “ความเป็นมนุษย์ผู้มีพุทธภาวะในตัวเอง” เพราะตามปรัชญาของพุทธะถือว่าเราทุกคนมีความเป็นพุทธะในตัวเอง คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ที่มีความเป็นพุทธะในตัวเองคือ การมีเสรีภาพทางปัญญาในการแสวงหาความจริง และการมีกรุณาหรือความเห็นอกเห็นใจกันและกัน แต่รัฐไทยจับคนที่ใช้เสรีภาพทางปัญญาไปขังคุก ขณะเดียวกันการรณรงค์ให้นิรโทษกรรม 112 ปล่อยนักโทษทางความคิดออกจากคุก ที่สะท้อนความเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมสังคมผู้ซึ่งเผชิญความอยุติธรรม กลับถูกกระทำให้ “ไร้ความหมาย” โดยพรรคการเมืองส่วนใหญ่ปฏิเสธการนิรโทษกรรม 112 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่ตอบสนองต่อ “วาระทางการเมือง” ของชนชั้นนำใน “รัฐพันลึก” (deep state) มากกว่าที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน
สอง ปัญหาประโยชน์ส่วนรวม ตามแนวคิดปรัชญาสายประโยชน์นิยมแบบมิลล์ (John Stuart Mill) ถือว่าการพูดถึงประโยชน์ส่วนรวมจะ “make sense” หรือมีความหมาย ก็ต่อเมื่อผ่านการอภิปรายสาธารณะที่มี “เสรีภาพในการพูด” (freedom of speech) ที่ประชาชนทุกคนสามารถจะพูดถึงประโยชน์ส่วนรวมในความหมายหรือมิติต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง เพื่อที่จะหาข้อตกลงร่วมกันได้ว่าประโยชน์ส่วนรวมที่สมาชิกของสังคมควรจะได้รับมีอะไรบ้าง และจะต้องมีมาตรการอย่างไรบ้างจึงจะเชื่อมั่นได้ว่าจะสามารถกระจายประโยชน์ส่วนรวมแก่ทุกคนอย่างยุติธรรมมากที่สุด
แต่อำนาจชนชั้นนำในรัฐพันลึกแบบไทยใช้มาตรา 112 จับคนแบบอานนท์และคนอื่นๆ ที่ใช้เสรีภาพในการพูดเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไปขังคุก จึงเท่ากับว่ารัฐไทยปฏิเสธเสรีภาพในการพูดถึงประโยชน์ส่วนรวมในความหมายหรือมิติอื่นๆ ที่แตกต่างหรือขัดแย้งกับประโยชน์ส่วนรวมตามกรอบคิดของชนชั้นนำในรัฐพันลึกแบบไทย ผลก็คือสิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนหากจะถูกนับเป็น “ส่วนหนึ่ง” ของประโยชน์ส่วนรวมตามกรอบคิดชนชั้นนำ ก็เป็นเพียงส่วนที่สำคัญน้อยกว่าสถานะและอำนาจที่แตะต้องไม่ได้ของสถาบันกษัตริย์ หรือคุณค่านามธรรมอื่นๆ ที่ชนชั้นนำให้ความสำคัญมากกว่า เช่น อุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และอำนาจเหนือรัฐบาลของกองทัพ เป็นต้น
เมื่อมองจากปรัชญาประโยชน์นิยมแบบมิลล์ การที่ชนชั้นนำไม่ยอมให้มีเสรีภาพในการพูดถึงประโยชน์ส่วนรวมในความหมายแบบที่อานนท์เรียกร้องและอื่นๆ ที่ขัดกับกรอบคิดประโยชน์ส่วนรวมแบบชนชั้นนำ ย่อมทำให้การพูดถึงประโยชน์ส่วนรวมในรัฐพันลึกแบบไทยไม่ make sense เพราะสิ่งที่เรียกว่า “ประโยชน์ส่วนรวม” ไม่ได้สะท้อนความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ แต่สะท้อนความต้องการของกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อยเป็นด้านหลัก
ในทัศนะของมิลล์ แม้แต่เสียงส่วนใหญ่ก็อาจกลายเป็น “ทรราชย์เสียงข้างมาก” ได้ ถ้าเสียงข้างมากนั้นไม่ได้สะท้อนเจตจำนงร่วมเพื่อปกป้องเสรีภาพ และไม่ได้สะท้อนผ่าน “กติกาที่เสรีและเป็นธรรม” เช่น เสียงข้างมากของผู้คนในยุคสังคมจารีตที่ละเมิดเสรีภาพของคนไม่มีศาสนา หรือคนที่ถูกสังคมตัดสินว่า “นอกรีต” แม้แต่เสียงข้างมากภายใต้กลไลสืบทอดอำนาจเผด็จการตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งไม่ใช่กติกาที่เสรีและเป็นธรรม ก็ไม่ได้สะท้อนเจตจำนงร่วมในการปกป้องเสรีภาพเช่นกัน เช่นเสียงข้างมากของ ส.ส. และ สว. ที่คัดค่านการนิรโทษกรรมคดี 112 เป็นต้น จึงเป็นเสียงข้างมากที่ปกป้องอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนำมากกว่าจะปกป้องประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่
แต่ประเด็นพื้นฐานที่ปรัชญาประโยชน์นิยมแบบมิลล์ยืนยันคือ เสรีภาพของพลเมืองคือเงื่อนไขจำเป็นของการมีชีวิตที่ดีตามรสนิยม อุปนิสัย และความสามารถของปัจเจกบุคคลแต่ละคน และเป็นเงื่อนไขจำเป็นของประโยชน์สุขส่วนรวมและความก้าวหน้าของมนุษยชาติในระยะยาว
ดังนั้น การที่รัฐพันลึกแบบไทยขังคุกนักโทษ 112, ห้ามแก้ 112 และห้ามแตะหมวดสถาบันกษัตริย์ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ (เป็นต้น) จึงเป็นการปฏิเสธเสรีภาพที่ทั้งมีคุณค่าต่อการมีชีวิตที่ดีของปัจเจกบุคคล ประโยชน์สุขส่วยรวม และความก้าวหน้าของมนุษยชาติในระยะยาว ทำให้สังคมและการเมืองไทยถูกกำหนดให้ตอบสนองอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย แทนที่จะตอบสนองประโยชน์สุข และความก้าวหน้าของประชาชนส่วนใหญ่
สาม ปัญหาความยุติธรรมสาธารณะ ตามแนวคิดปรัชญาความยุติธรรมแบบรอลส์ (John Ralws) ถือว่าหลักความยุติธรรมสาธารณะที่จะให้ความเป็นธรรม (fairness) แก่พลเมืองเสรีและเสมอภาคทุกคนได้จริง จะต้องประกอบด้วยหลักการพื้นฐาน 2 ประการ คือ “หลักเสรีภาพที่เท่าเทียม” ซึ่งหมายถึง พลเมืองทุกคนต้องมีเสรีภาพปัจเจกบุคคลในการเลือกใช้ชีวิตส่วนตัวตามรสนิยม อุปนิสัย และความสามารถ และต้องมีเสรีภาพทางการเมือง ซึ่งประกอบด้วยสิทธิเลือกตั้ง เสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด การแสดงออก การก่อตั้งสมาคม การชุมนุมอย่างสงบ สิทธิในทรัพย์สินส่วนตัว สิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมตามกระบวนการที่ชอบธรรมตามหลักนิติรัฐ เป็นต้น และ “หลักความแตกต่าง” ซึ่งหมายถึง หลักการกระจายโอกาสที่เท่าเทียมและเป็นธรรมแก่พลเมืองทุกคนให้สามารถแข่งขันเพื่อความก้าวหน้าในชีวิตการศึกษา การงาน และอื่นๆ โดยต้องมีระบบสวัสดิการพื้นฐานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือให้ทุกคนได้พัฒนาความสามารถและทักษะด้านต่างๆ เพื่อเข้าถึงโอกาสความก้าวหน้าในด้านต่างๆ อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม และสามารถที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากที่สุด
เมื่อมองจากแนวคิดปรัชญาความยุติธรรมแบบรอลส์ การใช้ 112 ขังคุกนักโทษทางความคิด อีกทั้งยังห้ามแก้ 112 และห้ามแตะหมวดสถาบันกษัตริย์ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงขัดกับหลักเสรีภาพที่เท่าเทียม อันเป็นหลักการพื้นฐานของความยุติธรรมสาธารณะอย่างถึงราก การคัดค้านนิรโทษกรรม 112 จึงเป็นการคัดค้านความยุติธรรมโดยตรง
และเมื่อมองจากประเด็นทางปรัชญา 3 ประเด็น ตามที่อภิปรายมา จะเห็นได้ชัดเจนว่าการไม่นิรโทษกรรม 112, การห้ามแก้ 112 และห้ามแก้หมวดสถาบันกษัตริย์ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ย่อมส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อระบบสังคมและการเมืองไทย นั่นคือ ทำให้ระบบสังคมและการเมืองไทยเป็นระบบที่ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน เพราะเมื่อประชาชนไม่มีเสรีภาพที่จะใช้เหตุผลของตนเองบัญญัติกฎในการปกครองตนเองได้ ก็ย่อมเป็นมนุษย์ไร้ศักดิ์ศรี, ทำให้การพูดเรื่องประโยชน์ส่วนรวมไร้ความหมาย เพราะเมื่อไม่มีเสรีภาพในการพูดถึงประโยชน์ส่วนรวมได้อย่างกว้างขวาง กรอบคิดเรื่องประโยชน์ส่วนรวมก็ย่อมถูกผูกขาดโดยกลุ่มชนชั้นนำ ประโยชน์ส่วนรวมที่พูดถึงหรือพร่ำสอนกัน ก็ย่อมไม่ใช่ประโยชน์ส่วนรวมที่กระจายสู่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม แต่เป็นประโยชน์ส่วนรวมภายใต้อำนาจผูกขาดทางการเมืองและทุนกินรวบของกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย และในที่สุดก็ทำให้ระบบสังคมและการเมืองไทยไม่สามารถจะมีหลักความยุติธรรมสาธารณะที่ปกป้องเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพลเมืองทุกคนได้อย่างแท้จริง
ดังนั้น เมื่อคิดจากมุมมองทางปรัชญาที่ชวนให้เราตระหนักถึงมนุษยภาพ, ประโยชน์สุขส่วนรวม และหลักความยุติธรรมสาธารณะ การไม่นิรโทษกรรม 112, การห้ามแก้ 112 และการห้ามแก้หมวดสถาบันกษัตริย์ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก เพราะเป็นการไม่เคารพต่อความเป็นมนุษย์ของเราทุกคน ขัดต่อหลักการสร้างประโยชน์ส่วนรวมที่เป็นธรรม และทำลายหลักความยุติธรรมสาธารณะโดยตรง
