นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ประเทศไทยได้ส่งเสริมการพัฒนา “เกษตรกรรุ่นใหม่” หรือ Young Smart Farmer (YSF) ภายใต้การดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีเป้าหมายในการสร้างกำลังสำคัญทดแทนเกษตรกรรุ่นเก่า และจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันกลับเข้าสู่อาชีพเกษตรกรรม โครงการดังกล่าวมุ่งพัฒนาเกษตรกรอายุระหว่าง 17–45 ปี ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสร้างเครือข่าย และการถ่ายทอดองค์ความรู้โดยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาดสินค้าเกษตร โดยมีเป้าหมายปลายทางคือการพัฒนาเกษตรกรสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรสากล ซึ่งในเชิงโครงสร้างการดำเนินงาน กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดตั้งศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ (ศบพ.) จังหวัดละ 1 ศูนย์ รวม 77 ศูนย์ทั่วประเทศ และขยายผลสู่ระดับอำเภอและชุมชน ทำให้เกิดเครือข่ายศูนย์บ่มเพาะรวม 592 ศูนย์ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มีนาคม 2565) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาเครือข่าย YSF ในแต่ละจังหวัดและเชื่อมโยงกับหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย และสถาบันการเงินในการยกระดับเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตร[1]
ในด้านหนึ่ง นโยบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการพัฒนาเกษตรกรและระบบเกษตรสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพและสามารถเชื่อมโยงกับตลาดและระบบเศรษฐกิจได้หลากหลายกว่าการเกษตรเชิงเดี่ยวแบบเดิม อีกทั้งเป็นความพยายามดึงแรงงานกลับเข้าสู่ภาคเกษตร อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง การส่งเสริมดังกล่าวยังคงวางตำแหน่งเกษตรกรรุ่นใหม่ในฐานะแรงงานหรือผู้ผลิตเชิงเทคนิค (Technical Producer) ที่อยู่ภายใต้กรอบการกำกับของรัฐและทุน มากกว่าการเป็นผู้มีอำนาจกำหนดทิศทางการผลิตและชีวิตทางเศรษฐกิจของตนเอง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการพัฒนาทักษะหรือศักยภาพรายบุคคล หากแต่อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเกษตรไทยและการทำให้การพัฒนาเกษตรกรนั้นไม่แยกตัวออกจากความสัมพันธ์ทางสังคมและสถาบันที่เป็นจริง[2] ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรกับชุมชน/สังคมที่เป็นอยู่ ตลาดทั้งในชุมชนท้องถิ่นและระดับชาติ การเข้าถึงแหล่งทุนและสถาบันการเงิน ตลอดจนนโยบายของรัฐที่สำคัญในการพัฒนาเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการเติบโตของเกษตรกรรุ่นใหม่บนฐานที่เกษตรกรรุ่นใหม่มุ่งหวังในฐานะมนุษย์และผู้ผลิตเพื่อการดำรงชีพในสังคมบริบทของตนเองมากกว่าการเป็นเพียงผู้ผลิตเชิงเทคนิคและผู้ประกอบการด้านการเกษตรในแง่ของตลาดและเศรษฐกิจทุนนิยมเท่านั้น
แม้ในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐจะดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ เช่น เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรอัจฉริยะ และการสนับสนุน Startup เกษตร แต่โครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่มุ่งเน้นการสร้าง “เกษตรกรต้นแบบ” มากกว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้เกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยสามารถเริ่มต้นอาชีพได้ แต่ไม่สามารถยืนหยัดในภาคเกษตรได้อย่างมั่นคง และในที่สุดหวนกลับไปเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการที่มีความมั่นคงมากกว่า
นอกจากนี้ โครงสร้างการผลิตของเกษตรไทยยังพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยวและปัจจัยการผลิตจากภายนอกอย่างมาก ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงและเกษตรกรมีอำนาจต่อรองต่ำในห่วงโซ่อุปทาน แม้เกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งพยายามปรับตัวหาทางเลือกใหม่ด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสานหรือการแปรรูปเพิ่มมูลค่า แต่การเข้าถึงที่ดินทำกิน เงินทุนและตลาดที่มั่นคงและยืนอยู่บนฐานที่เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถเป็นเจ้าของและจัดการได้เองยังคงเป็นอุปสรรคหลักที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยความสามารถส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว และการทำเกษตรผสมผสานและเกษตรอินทรีย์ที่มีมูลค่าสูงและได้รับการรับรองนั้นต้องอาศัยทั้งทุนและระยะเวลาในการคืนทุนช่วงใหญ่ ดังนั้น หากขาดโครงสร้างสนับสนุนและหนุนเสริมในช่วงตั้งต้นของเกษตรกรรุ่นใหม่ก็ยากที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ที่ฐานต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจน้อยอดทนฝ่าฟันทำการเกษตรแบบที่มุ่งหวังตั้งใจไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง
นอกจากนี้ การทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาโครงการระยะสั้นและการอุดหนุนแบบเฉพาะกิจหรือโครงการประชานิยมของรัฐบาลในแต่ละสมัย อย่างการแข่งขันการเลือกตั้งล่าสุดในปี 2569 ที่แต่ละพรรคต่างมีการชูนโยบายการเกษตรแบบประชานิยมเป็นส่วนใหญ่ เช่น เงินช่วยเหลือเกษตรกรหรือการประกันรายได้ พักหนี้/ล้างหนี้เกษตรกร คูปองเกษตร เกษตรมูลค่าสูง การจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกรและการเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก.-4.01 เป็นโฉนด เป็นต้น ก็เป็นการทำให้เกษตรกรเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐเท่านั้น เพราะฐานเสียงในกลุ่มเกษตรกรไทยนั้นมีมากกว่า 12.3 ล้านคน หรือราว 18.66% ของประชากรทั้งประเทศ[3] ดังนั้น นโยบายด้านการเกษตรแบบประชานิยมจึงเป็นเรื่องหนึ่งที่แต่ละพรรคการเมืองให้ความสนใจ
ทั้งนี้ แม้ว่าพรรคประชาชนจะเป็นเพียงพรรคเดียวที่นำเสนอนโยบายเกี่ยวกับ Young Smart Farmer (YSF) อาทิ การสร้างบทบาทและสนับสนุนให้เครือข่าย YSF ในแต่ละจังหวัดได้ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมโดยจัดสรรงบประมาณประมาณ 20 ล้านบาทให้แก่เครือข่าย YSF ในแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการลงพื้นที่ติดตามและดูแลเกษตรกรรายย่อย การจัดกิจกรรมและฝึกอบรม การแปรรูปและกิจกรรมการตลาดตามความเหมาะสมของพื้นที่และสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ 10,000 คนทั่วประเทศ เป็นต้น[4] ก็ถือว่าเป็นนโยบายที่มองเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรรุ่นใหม่กับสังคมมากขึ้น แต่ยังขาดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและมองเกษตรกรเป็นผู้ผลิตเชิงเทคนิคของรัฐอยู่
โจทย์ปัญหาพื้นฐานของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สำคัญและยังคงเป็นความท้าทายที่รอการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอยู่ เช่น การไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง การขาดแหล่งทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของภาคเกษตร โดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์และปลอดสาร และการขาดระบบตลาดที่เป็นธรรม แนวนโยบายสำคัญในอนาคตจึงควรปรับจากการ “พัฒนาเกษตรกรรายบุคคลและกลุ่มเกษตรกรในฐานะผู้ผลิตและผู้ประกอบการ” ไปสู่การ “ปรับโครงสร้างระบบเกษตรทั้งระบบ” โดยเฉพาะการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อเกษตรกรรุ่นใหม่ ตั้งแต่การจัดการที่ดินหรือปฏิรูปการจัดการที่ดินเพื่อให้เกษตรกรรุ่นใหม่เข้าถึงที่ดินเริ่มต้นอาชีพ การพัฒนาระบบสินเชื่อและกองทุนที่สอดคล้องกับความเสี่ยงภาคเกษตรและรองรับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันและอนาคตที่จะเกิดโดยไม่ผลักภาระความเสี่ยงไปสู่เกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว การเสริมสร้างระบบสหกรณ์และเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ในระดับพื้นที่ การพัฒนาตลาดทางเลือกและกลไกราคาที่เป็นธรรม การส่งเสริมการแปรรูปและสร้างอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรในระดับท้องถิ่นโดยรัฐลงทุนและถือหุ้นร่วมกับรัฐได้ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่นและการจ้างงานในพื้นที่ และการเปิดโอกาสให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับโครงการจากรัฐเท่านั้น
ท้ายที่สุด การส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะนโยบายดึงคนกลับชนบท หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสร้างระบบเกษตรอาหาร สังคมและสิ่งแวดล้อมที่มั่นคง เป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว
อ้างอิง
[1] กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. (2565). ก.เกษตรฯ ให้ความสำคัญการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีความรู้ความสามารถ ด้านวิชาการเกษตรทั้งระบบ รองรับการเป็นครัวโลกในอนาคต. https://www.moac.go.th/news-preview-441091792366
[2] Kurtuluş Gemici, Karl Polanyi and the antinomies of embeddedness, Socio-Economic Review, Volume 6, Issue 1, January 2008, Pages 5–33, https://doi.org/10.1093/ser/mwl034
[3] อรอุมา ศรีสมัย. (2569). พรรคใหญ่แข่งเดือดประชานิยม ดูด12 ล้านเสียงเกษตรเทคะแนน. ฐานเศรษฐกิจ. https://www.thansettakij.com/
[4] พรรคประชาชน. (2569). พัฒนาเกษตรไทยด้วยเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmers). https://election69.peoplesparty.or.th/policy/4/C-5-4-03/
