เครือข่ายขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิง ร่วมนักวิชาการ ผู้แทนพรรคการเมือง และภาครัฐ ถกประเด็นสิทธิลาคลอด สวัสดิการเด็กเล็ก และการรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 183 ชี้ไทยเผชิญเด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 75 ปี "สิทธิความเป็นแม่" คือทางออกวิกฤตประชากรไทย นักวิชาการเสนอ 5 ยุทธศาสตร์แก้ปัญหาเชิงระบบ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิง ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีเสวนาวิชาการ "สิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิง มุมมองเศรษฐกิจ สังคม กับนิยามการคุ้มครองแรงงานในอนาคต" ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีผู้เข้าร่วมกว่า 80-90 คน จากหลายภาคส่วน ทั้งเครือข่ายแรงงาน นักวิชาการ และผู้แทนพรรคการเมือง
รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ชี้ว่าสิทธิความเป็นมารดาไม่ใช่แค่เรื่องสวัสดิการ แต่คือวิกฤตเศรษฐกิจมหภาค โดยปัจจุบันไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียงราว 400,000 คนต่อปี ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี ขณะที่ผู้เสียชีวิตมีถึง 500,000 กว่าคนต่อปี ทำให้ประชากรลดลงหลักแสนคนทุกปี อัตราเจริญพันธุ์ไทยลดลงเหลือระดับ 1 ต่ำกว่าญี่ปุ่น ห่างไกลจากระดับทดแทนที่ 2.1 อย่างมาก โดยชี้ว่าการมีบุตรเป็นสินค้ากึ่งสาธารณะที่ตลาดล้มเหลว เพราะภาระตกอยู่กับผู้หญิงฝ่ายเดียว ทั้งที่เด็กที่เติบโตขึ้นจะกลายเป็นผู้สร้างประโยชน์ให้สังคมทั้งหมด พร้อมเสนอ 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การโอนต้นทุนค่าจ้างลาคลอดเข้าสู่สังคม 100% การขยายสิทธิให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ การบังคับใช้สิทธิลาของพ่อแบบใช้ไม่หมดให้ตัดทิ้ง การจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กถ้วนหน้า และการตั้งเป้าหมายคู่ขนานระหว่างการมีงานทำและมีบุตร
อภันตรี เจริญศักดิ์ รองประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย เปิดเผยปัญหาแรงงานหญิงที่ตั้งครรภ์ต้องปกปิดหรือถูกเลิกจ้างจากสัญญาจ้างระยะสั้น พร้อมเสนอให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 183 ขยายสิทธิลาคลอดเป็น 180 วัน และผลักดันเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้เป็นสิทธิถ้วนหน้าแทนระบบสงเคราะห์ที่มีเด็กตกหล่นถึงร้อยละ 30-40
ด้าน สส.เซีย จำปาทอง พรรคประชาชน เล่าถึงความพยายามผลักดันกฎหมายลาคลอด 180 วันที่พ่ายแพ้ในชั้นกรรมาธิการเพียง 2 เสียง แต่ยืนยันจะเดินหน้าต่อ ขณะที่วรรณวิภา ไม้สน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่ากระทรวงตั้งเป้าให้ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่รับรองอนุสัญญา ILO 183 พร้อมกำลังเร่งจัดทำร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ที่เปิดช่องให้ขยายวันลาคลอดผ่านกฎกระทรวงได้ในอนาคตโดยไม่ต้องแก้กฎหมายหลัก
ณรงค์ฤทธิ์ วรรณโส จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ระบุว่าสิทธิรับเงินชดเชยจากกองทุนประกันสังคมยังคงอยู่ที่ 45 วัน แต่ร่างกฎหมายเพื่อขยายเป็น 60 วันหรือมากกว่าอยู่ระหว่างเตรียมเข้าสภาช่วงตุลาคม-พฤศจิกายน ขณะที่คุณปณิธิ ศิริเขต จากสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย ยืนยันว่านายจ้างที่มีวิสัยทัศน์สามารถปรับตัวรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ผ่านการเจรจากับคู่ค้าและการบริหารจัดการที่ดี
ศิริขวัญ นิลกรรณ์ ทนายความพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้นำร่องระบบ Work from Home สนับสนุนสิทธิลาคลอด 180 วัน พร้อมยกตัวอย่างสวีเดนที่ให้สิทธิลาถึง 480 วันและแบ่งกันระหว่างพ่อแม่ ส่วนมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย เรียกร้องให้พิจารณากฎหมายแรงงานทั้ง 78 ฉบับแบบองค์รวม พร้อมเชิญชวนผู้ประกันตนลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมก่อนวันที่ 15 กรกฎาคม
ในช่วงท้าย สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง จากมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม กล่าวปิดงานว่าสิทธิความเป็นมารดาครอบคลุมไปถึงกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วย พร้อมย้ำว่าการผลักดันกฎหมายต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างเครือข่ายแรงงานและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
