ทีมชาติอิหร่านเข้าร่วมฟุตบอลโลก 2026 ในช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอยู่ในสงครามกับอิหร่าน ทีมต้องเผชิญข้อจำกัดด้านวีซ่า การย้ายฐานฝึกซ้อมหลายครั้ง และปัญหาด้านการเดินทางตลอดทัวร์นาเมนต์ ในสนาม ทีมเสมอ 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่มโดยไม่แพ้ใคร แต่ตกรอบเนื่องจากผลการแข่งขันของทีมอื่นในนาทีสุดท้าย หลังตกรอบ คำพูดของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ที่แสดงความยินดีต่อการตกรอบของอิหร่านนำไปสู่การตอบโต้จากสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน ขณะที่แฟนบอลในเมืองติฮัวนาของเม็กซิโกให้การต้อนรับทีมอย่างอบอุ่นตลอดช่วงที่ทีมพักอยู่ในประเทศ
ชาวเม็กซิกันให้กำลังใจทีมชาติอิหร่าน | ภาพจาก: Calafia Noticias
'อิหร่าน' ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 ในสถานการณ์ที่แตกต่างจากทีมอื่นในทัวร์นาเมนต์ นับตั้งแต่วันแรกที่เดินทางถึงสหรัฐอเมริกาจนถึงวันที่ตกรอบ ทีมต้องรับมือกับข้อจำกัดด้านวีซ่า การย้ายสถานที่ฝึกซ้อมหลายครั้ง และเงื่อนไขการเดินทางที่ต่างจากทีมชาติอื่น ๆ ในกลุ่มเดียวกัน
สถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นควบคู่กับสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านที่ดำเนินอยู่ตลอดช่วงเวลาที่ทัวร์นาเมนต์จัดขึ้น ทั้งในสนามและนอกสนาม อิหร่านกลายเป็นทีมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดทีมหนึ่งของฟุตบอลโลกครั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลการแข่งขันเพียงอย่างเดียว
ปัญหาวีซ่าและการย้ายฐานฝึกซ้อม
อิหร่านลงแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอลอยู่ในภาวะสงคราม สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทิ้งระเบิดใส่อิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งทำให้ผู้นำระดับสูงของอิหร่านเสียชีวิต พร้อมกับประชาชนอีก 168 คน ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองมินาบ อิหร่านยังถูกรวมอยู่ในรายชื่อประเทศที่ถูกจำกัดการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หลังทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายไปแล้ว
ก่อนการแข่งขันเริ่มขึ้น สหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน (FFIRI) ระบุว่าสหรัฐฯ ระงับโควตาตั๋วเข้าชมของทีมในนัดรอบแบ่งกลุ่ม ทำให้สหพันธ์ไม่สามารถจัดสรรตั๋วแม้แต่ใบเดียวให้แฟนบอลอิหร่าน FFIRI ระบุว่านี่เป็นการขัดขวางไม่ให้แฟนบอลอิหร่านเข้าชมการแข่งขันภายใต้สถานการณ์สงคราม ทั้ง FIFA และผู้จัดการแข่งขันฝ่ายสหรัฐฯ ไม่ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหานี้ต่อสาธารณะ
ปัญหาด้านวีซ่าไม่ได้จำกัดอยู่ที่แฟนบอลเท่านั้น สหรัฐฯ ปฏิเสธวีซ่าเจ้าหน้าที่ทีมอิหร่าน 11 คน รวมถึงเมห์ดี ทัจ (Mehdi Taj) ประธาน FFIRI และเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ทั้งชุด เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางรายให้เหตุผลเกี่ยวกับความกังวลว่าอาจมีบุคคลแฝงตัวเข้ามาปะปนกับคณะเดินทาง ทีมยังต้องเผชิญกับการตรวจสอบด้านความปลอดภัยที่สนามบินซึ่งใช้เวลานานหลายชั่วโมงในแต่ละครั้งที่เดินทาง
ข้อจำกัดด้านวีซ่ายังส่งผลต่อสถานที่ฝึกซ้อมของทีม เดิมทีอิหร่านวางแผนใช้รัฐแอริโซนาเป็นฐานฝึกซ้อมหลัก แต่ปัญหาวีซ่าทำให้ทีมต้องเปลี่ยนไปฝึกซ้อมที่ตุรกีในบางช่วง ก่อนย้ายฐานฝึกซ้อมมาที่เมืองติฮัวนา ประเทศเม็กซิโกในที่สุด ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนสหรัฐฯ การฝึกซ้อมที่เม็กซิโกดำเนินไปภายใต้การรักษาความปลอดภัยระดับสูง ทีมต้องเดินทางออกจากสหรัฐฯ กลับไปยังเม็กซิโกภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจบการแข่งขันแต่ละนัด แม้ FFIRI จะร้องขอให้ย้ายสถานที่จัดการแข่งขันออกจากประเทศที่ทำสงครามกับอิหร่านอยู่ก็ตาม
นอกเหนือจากกรณีของอิหร่าน มาตรการด้านวีซ่าของสหรัฐฯ และแคนาดายังส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นในทัวร์นาเมนต์ โอมาร์ อาร์ตัน (Omar Artan) ผู้ตัดสินชาวโซมาเลียถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าสหรัฐฯ เพื่อทำหน้าที่ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ โดยรัฐบาลทรัมป์ระบุเหตุผลว่าอาร์ตันมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มที่ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกองค์กรก่อการร้าย อาร์ตันกล่าวหลังเดินทางกลับถึงกรุงโมกาดิชูว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของโชคชะตา และกล่าวขอบคุณ FIFA สำหรับการสนับสนุนที่ได้รับ ด้าน FIFA ระบุว่าองค์กรไม่มีอำนาจดูแลกระบวนการออกวีซ่าและการเข้าประเทศของเจ้าภาพแต่ละแห่ง รายงานยังระบุด้วยว่าสหรัฐฯ และแคนาดาปฏิเสธคำขอวีซ่าจากพลเมืองบางประเทศในสัดส่วนที่สูงกว่า 80%
สถานการณ์ด้านความปลอดภัยและการทหารยังคงดำเนินต่อเนื่องตลอดทัวร์นาเมนต์ ก่อนอิหร่านลงเล่นนัดสำคัญที่สุดของกลุ่มกับอียิปต์เพียงไม่กี่ชั่วโมง มีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทิ้งระเบิดในอิหร่านอีกระลอก ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีรายงานเรื่องข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองฝ่าย สถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นควบคู่กับความพยายามของทีมในการเตรียมตัวลงแข่งขันตามปกติ
ผลการแข่งขันและการตกรอบแบบเฉียดฉิว
อิหร่านลงเล่นในรอบแบ่งกลุ่มกับนิวซีแลนด์ เบลเยียม และอียิปต์ และจบทั้ง 3 นัดด้วยผลเสมอ นัดเปิดสนามกับนิวซีแลนด์ซึ่งอยู่อันดับต่ำกว่าอิหร่านมากกว่า 60 อันดับในตารางจัดอันดับโลก จบลงด้วยผลเสมอ โดยอิหร่านปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายควบคุมจังหวะการเล่นในหลายช่วง นัดที่สองกับเบลเยียมจบด้วยผลเสมอ 0-0 แม้อิหร่านจะได้เล่นด้วยจำนวนผู้เล่นมากกว่าคู่แข่งเป็นเวลา 24 นาทีจากผู้เล่นเบลเยียมถูกไล่ออกจากสนาม แต่ทีมไม่สามารถสร้างโอกาสทำประตูได้มากนักในช่วงเวลาดังกล่าว ประตูที่น่าจะเป็นประตูขึ้นนำของทาเรมีในนัดนี้ถูกตัดสินล้ำหน้า
นัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่ซีแอตเทิลกับอียิปต์เป็นนัดที่ชี้ชะตาของอิหร่านโดยตรง หากชนะ ทีมจะผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์เป็นครั้งแรกในการเข้าร่วมฟุตบอลโลก 7 ครั้งของประเทศ ระหว่างเกม เมห์ดี ทาเรมี (Mehdi Taremi) กัปตันทีมยิงจุดโทษไม่เข้า ขณะที่ซาอิด เอซาโตลาฮี (Saeid Ezatolahi) โหม่งบอลโดนคานประตู ช่วงท้ายเกม ประตูที่ดูเหมือนจะเป็นประตูชัยของโชวาอี คาลิลซาเดห์ถูกตรวจสอบด้วยระบบ VAR และถูกตัดสินล้ำหน้า ทำให้นัดจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 หลังจบเกม ทาเรมีนอนอยู่กับพื้นสนามเป็นเวลาหลายนาที ก่อนอาลีเรซา จาฮันบัคช์ (Alireza Jahanbakhsh) เพื่อนร่วมทีมเข้ามาปลอบใจ
อาเมียร์ กาเลโนอี (Amir Ghalenoei) หัวหน้าโค้ชอิหร่านให้ความเห็นหลังเกมว่าประตูทั้งหมดที่ถูกตัดสินล้ำหน้าตลอดทัวร์นาเมนต์นี้ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น โดยกล่าวว่าประตูเหล่านี้ถูกปัดตกด้วยระยะไม่ถึง 1 เมตร ผลเสมอกับอียิปต์ทำให้ชะตากรรมของอิหร่านในการผ่านเข้ารอบต่อไปไม่ได้อยู่ในมือของทีมเองอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันของทีมอื่นในกลุ่มต่าง ๆ ที่จะตัดสิน ทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 8 ทีม ซึ่งผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ได้
ในวันถัดมา อิหร่านต้องลุ้นให้กานาชนะโครเอเชีย แต่ผลออกมาตรงกันข้าม ต้องการให้อุซเบกิสถานชนะหรือเสมอกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แต่คองโกกลับมาชนะได้หลังตามหลังอยู่ก่อน 0-1 ความหวังของอิหร่านมาถึงจุดสูงสุดเมื่อรียาด มาห์เรซ (Riyad Mahrez) ยิงประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้แอลจีเรียขึ้นนำออสเตรีย 3-2 ในนัดที่อิหร่านต้องการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะ แต่ราว 120 วินาทีต่อมา ออสเตรียตีเสมอได้สำเร็จ และเสียงนกหวีดหมดเวลาก็ดังขึ้น ทำให้ฟุตบอลโลกของอิหร่านสิ้นสุดลงในทันที FFIRI ที่วางแผนให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงพูดคุยกับทีมในค่ำวันนั้นต้องยกเลิกกำหนดการดังกล่าว และการฝึกซ้อมของทีมในคืนนั้นก็ถูกยกเลิกไปด้วย
ทีมทิ้งข้อความไว้บนกระดานในห้องแต่งตัวที่ซีแอตเทิลก่อนเดินทางออกจากสหรัฐฯ โดยมีใจความว่าฟุตบอลไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อผลลัพธ์ แต่เป็นบททดสอบตัวตนของนักกีฬาด้วย อิหร่านจบทัวร์นาเมนต์นี้โดยไม่แพ้ใครในรอบแบ่งกลุ่ม แต่ตกรอบเนื่องจากผลการแข่งขันของทีมอื่น ซึ่งเป็นรูปแบบความพ่ายแพ้ที่ต่างจากฟุตบอลโลกครั้งก่อน ๆ ที่อิหร่านเคยตกรอบด้วยการแพ้โดยตรงในสนาม เช่น การแพ้อาร์เจนตินาในปี 2014 การแพ้โปรตุเกสในปี 2018 และการแพ้สหรัฐอเมริกาในปี 2022
คำพูดของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และการตอบโต้จากอิหร่าน
หลังอิหร่านตกรอบ ประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับทีมยังไม่จบลง มาร์กเวย์น มัลลิน (Markwayne Mullin) รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ในการแถลงข่าวที่ศูนย์ประสานงานเหตุการณ์พิเศษของรัฐบาลในกรุงวอชิงตันว่า เขาได้เต้นฉลองและร้องเพลงหลังทราบว่าอิหร่านตกรอบ มัลลินกล่าวว่า เขารู้สึกดีใจที่อิหร่านตกรอบและจะไม่กลับมาอีก เขายังกล่าวถึงกระบวนการเพิกถอนวีซ่าของคณะอิหร่านและระบุว่าไม่มีทีมชาติใดที่สหรัฐฯ ต้องรับมือด้วยมากไปกว่าทีมอิหร่าน
FFIRI ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำพูดของมัลลิน โดยระบุว่าชาวอิหร่านคุ้นเคยกับการถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมและคำพูดที่ไม่ตรงกับความจริงจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อยู่แล้ว จึงไม่มีใครในอิหร่านรู้สึกแปลกใจกับความเห็นดังกล่าว แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่าการที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงแสดงความยินดีอย่างเปิดเผยต่อการตกรอบของทีมฟุตบอลทีมหนึ่งสะท้อนถึงตัวเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวมากกว่าจะสะท้อนถึงทีมอิหร่าน และเชื่อมโยงกับความเห็นก่อนหน้าของกาเลโนอีที่เคยระบุว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้อิหร่านอยู่ในทัวร์นาเมนต์ต่อ เนื่องจากการปฏิบัติที่ทีมได้รับตลอดการแข่งขัน
ก่อนหน้านี้ กาเลโนอีเคยให้สัมภาษณ์ในการแถลงข่าวครั้งแรกของทัวร์นาเมนต์ว่าทีมของเขาเป็นทีมที่ถูกกดดันมากที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้ ขณะที่ทาเรมีให้สัมภาษณ์หลังผลเสมอกับอียิปต์ว่าทีมต้องต่อสู้กับทุกสิ่งในสถานที่แห่งนี้ และมองว่าฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ต้องการให้อิหร่านผ่านเข้ารอบต่อไป
ก่อนออกจากติฮัวนา อิหร่านทิ้งข้อความที่เขียนด้วยลายมือไว้ให้ชาวเมือง โดยขอบคุณสำหรับการต้อนรับ พร้อมตั้งคำถามในข้อความว่าทุกทีมได้แข่งขันภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียมและมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ ข้อความยังระบุด้วยว่าการเป็นเจ้าภาพที่แท้จริงเกี่ยวข้องกับความเคารพ ความเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรี มากกว่าเรื่องสนามแข่งขันและตั๋วเข้าชม
ประเด็นเกี่ยวกับอิหร่านยังถูกนำไปเชื่อมโยงกับภาพรวมของทัวร์นาเมนต์ในบทวิเคราะห์ของโจนาธาน วิลสัน (Jonathan Wilson) คอลัมนิสต์ด้านฟุตบอล ซึ่งระบุว่าสถานการณ์ของอิหร่านมีลักษณะเฉพาะ และการปฏิบัติต่อทีมนี้ถือว่าเลวร้ายเกินควร วิลสันตั้งข้อสังเกตว่าอิหร่านผ่านรอบแบ่งกลุ่มโดยไม่แพ้ใครทั้งที่ต้องเผชิญกับการย้ายฐานฝึกซ้อม การขาดเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนเต็มจำนวน และข้อจำกัดด้านการเดินทางไปแข่งขันแต่ละนัด บทวิเคราะห์ยังระบุถึงปัญหาด้านวีซ่าที่ส่งผลต่อทีมและแฟนบอลจากหลายประเทศ รวมถึงกรณีที่ช่างภาพประจำทีมชาติเซเนกัลไม่สามารถเข้าแคนาดาได้ และแฟนบอลจากสกอตแลนด์หลายร้อยคนถูกยกเลิกสิทธิ์เดินทางเข้าสหรัฐฯ ในนาทีสุดท้าย
การต้อนรับจากเมืองติฮัวนา
ท่ามกลางปัญหาด้านการเมืองและการเดินทาง ช่วงเวลาที่อิหร่านพักอยู่ในเมืองติฮัวนา ประเทศเม็กซิโกตลอด 3 สัปดาห์กลายเป็นส่วนหนึ่งของทัวร์นาเมนต์ที่แตกต่างออกไป นับตั้งแต่ทีมเดินทางถึงติฮัวนา ชาวเมืองต้อนรับคณะนักฟุตบอลอย่างอบอุ่น แฟนบอลรวมตัวกันอยู่บริเวณโรงแรมที่พักของทีมทั้งก่อนและหลังทีมเดินทางไปแข่งขันในแต่ละนัด ถือป้ายและรอขอลายเซ็นจากนักเตะ
ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทีมอิหร่านกับชาวติฮัวนาถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานทั่วโลก ซึ่งแสดงการสนับสนุนทีมอิหร่านในช่วงที่ทีมเผชิญปัญหานอกสนาม ฝ่ายสื่อของทีมโพสต์ข้อความขอบคุณชาวเม็กซิโกผ่านบัญชี X ของสถานทูตอิหร่านประจำเม็กซิโก โดยขอบคุณสำหรับความเป็นมืออาชีพ การสนับสนุน และการรายงานข่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อคณะของทีมระหว่างที่พำนักอยู่ในประเทศ ข้อความยังกล่าวถึงชาวเมืองติฮัวนาโดยเฉพาะว่าได้มอบความเอื้อเฟื้อและการต้อนรับที่แท้จริงจนทำให้คณะทีมรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน
ตลอดช่วงเวลาที่พำนักในเม็กซิโก มีวิดีโอเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็นนักเตะอิหร่านออกไปพบปะชาวเมือง เซ็นลายเซ็นบนลูกฟุตบอลที่ระลึกและสมุดสะสมสติกเกอร์ Panini พร้อมถ่ายภาพร่วมกับแฟนบอล อาบอลฟาซล์ พาซันดิเดห์ (Abolfazl Pasandideh) เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำเม็กซิโก และเฮดายัต มอมเบนี (Hedayat Mombeini) เลขาธิการ FFIRI พูดคุยกับแฟนบอลและสื่อมวลชนในช่วงสุดสัปดาห์ก่อนทีมเดินทางกลับ พร้อมกล่าวขอบคุณเม็กซิโกสำหรับการต้อนรับ สถานทูตอิหร่านประจำซาราเยโวยังโพสต์ข้อความขอบคุณเม็กซิโกในลักษณะเดียวกัน พร้อมระบุว่า FIFA ควรพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้นในการเลือกประเทศเจ้าภาพในอนาคต เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศเจ้าภาพยึดมั่นในหลักการด้านมนุษยธรรม
ในวันที่ทีมเดินทางออกจากติฮัวนา แฟนบอลกลุ่มหนึ่งสวมหมวกที่มีข้อความว่า "Iran, brother, you're Mexican now" มารอกล่าวคำอำลาบริเวณหน้าโรงแรมที่พักของทีม ภาพความสัมพันธ์ระหว่างทีมชาติอิหร่านกับเมืองติฮัวนาที่เกิดขึ้นตลอดทัวร์นาเมนต์นี้ถูกบันทึกไว้ควบคู่กับปัญหาด้านการเมืองและการเดินทางที่ทีมต้องเผชิญตลอดการแข่งขันครั้งนี้
ที่มา:
What's happening at the World Cup one day before tournament starts? (Adam Hancock, Al Jazeera, 10 June 2026)
Iran needed help to save their 'disaster' World Cup. Instead they got more heartbreak (Alexander Abnos, The Guardian, 28 June 2026)
The World Cup's two competing realities: brilliant action and off-field injustices (Jonathan Wilson, The Guardian, 29 June 2026)
Iran hit out at 'lies and mistreatment' following US official's joy at team's exit (Ben Fisher, The Guardian, 30 June 2026)
Heartbroken Iran exit World Cup amid silver lining of Mexican hospitality (Anushe Engineer, Al Jazeera, 30 June 2026)
