ที่ประชุมรัฐสภาเสียงข้างมาก 328 เสียง ต่อ 266 เสียง ลงมติร่างมาตรา 256/1 เห็นชอบตั้ง 'กมธ.ร่างรธน.-กมธ.รับฟังความเห็น' คณะละ 35 คน ภายใต้สูตร “20 หยิบ 1” จากรัฐสภาคัดเลือก โดยมี สส. สว. เสียงข้างน้อยแย้ง ระบุไม่เปิดช่องประชาชนมีส่วนร่วม 'เพื่อไทย' ชี้ ไม่มี สสร. จุดอ่อน แก้รัฐธรรมนูญ
10 ธ.ค. 2568 iLaw สรุป ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเป็นการพิจารณาลงมติรายมาตราวาระสองหลังจากกรรมาธิการพิจารณาร่างแล้วเสร็จ โดยการลงมติร่างมาตรา 256/1 ซึ่งเป็นบทบัญญัติหลักในการกำหนด “ที่มา” ขององค์กรผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เสียงข้างมากของรัฐสภาเคาะกำหนดให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ มาจากการเลือกโดยรัฐสภาภายใต้สูตร “20 หยิบ 1” กล่าวคือ สส. และ สว. จับกลุ่มกันให้ได้ 20 คน เลือกผู้สมัคร 1 คนเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ
แม้จะมี สส. สว. ที่เห็นแย้งว่ากำหนดที่มาผู้ร่างรัฐธรรมนูญเช่นนี้ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน และอาจ “เอื้อ” ให้สีใดสีหนึ่ง
ผลการลงมติ สมาชิกรัฐสภาลงมติเห็นด้วยกับกรรมาธิการข้างมากด้วยคะแนนเสียง 324+4 = 328 เสียง เห็นด้วยกับข้อเสนออื่นๆ เสียง 265+1 = 266 งดออกเสียง 21 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 3 เสียง

ที่มาของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาลงมติ “เคาะ” ในวาระสอง ภายใต้สูตร 20 หยิบ 1 “แตกต่าง” จากข้อเสนอเดิมที่รัฐสภารับหลักการวาระหนึ่งไปเมื่อ 15 ต.ค. 2568 ซึ่งมีข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับประกอบไปด้วยร่างฉบับที่เสนอโดย สส. พรรคประชาชน และอีกฉบับคือร่างที่เสนอโดย สส. พรรคภูมิใจไทย โดยมีมติให้ใช้ร่างฉบับที่ สส. พรรคประชาชนเสนอเป็นร่างหลักในการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ตามโมเดลผู้ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนในร่างที่เสนอมาวาระหนึ่ง ประชาชนยัง “มีส่วน” ในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญอยู่บ้างผ่านการเลือกตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญระบบทีมให้ได้ 70 คน และให้รัฐสภาคัดเลือกอีกครั้งเหลือ 35 คน และมีสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนเลือกตั้งโดยตรงอีก 100 คน ทำหน้าที่รับฟังและรวบรวมความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาเสนอกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาต่อ
แต่ในชั้นกรรมาธิการ กรรมาธิการข้างมากแก้ไขเปลี่ยนไปใช้โมเดลการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า สูตร “20 หยิบ 1” กำหนดให้ผู้สนใจสมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญยื่นใบสมัครกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมแนบหลักฐานการสมัคร คือ รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับรอง 100 คน และเอกสารแสดงวิสัยทัศน์ว่าด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญ ที่จะเปิดเป็นสาธารณะให้ประชาชนตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นได้ หลังจากนั้น ให้สส. และสว. จับกลุ่มกันให้ได้ 20 คน เลือกผู้สมัครขึ้นมาได้ 1 คน โดยเศษที่เหลือให้ปัดขึ้นเต็มจำนวน ตามโมเดลนี้ ประชาชนจะไม่มีส่วนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญเลย
โดยในกระบวนการพิจารณารายมาตรา มีสมาชิกรัฐสภาทั้งผู้ที่เป็นกรรมาธิการข้างน้อย และ สส. สว. ที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการ เสนอแนวทางกำหนดที่มาผู้ร่างรัฐธรรมนูญหรือกำหนดองค์กรที่ปรึกษาร่างรัฐธรรมนูญใหม่มาจากการเลือกตั้ง
'เพื่อไทย' ชี้ ไม่มี สสร. จุดอ่อน แก้รัฐธรรมนูญ
ทีมสื่อพรรคเพื่อไทย ชูศักดิ์ ศิรินิล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กล่าวในที่ประชุมร่วมรัฐสภา ว่า มาตรา 256/1 เป็นหัวใจสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะเป็นการกำหนดองค์กรที่จะมีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก กำหนดไว้ 2 องค์กร คือ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน และ คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
พรรคเพื่อไทยเห็นต่างและได้สงวนความเห็นไว้ โดยเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256/1 ให้จัดตั้งเป็น “สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)” เพราะเห็นว่าเป็นรูปแบบที่เปิดกว้างและมีส่วนร่วมจากประชาชนมากกว่า ทั้งยังมีหลักประกันเรื่องความเป็นอิสระมากกว่าการให้รัฐสภาแต่งตั้งเพียงกรรมาธิการสองชุดดังกล่าว
ชูศักดิ์ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยเสนอให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกของประชาชนทั่วประเทศ 300 คน ก่อนให้รัฐสภาคัดเหลือ 100 คน โดยมีหลักประกันว่าอย่างน้อยต้องมีผู้แทนจากทุกจังหวัด เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และสะท้อนเจตจำนงของประชาชนทั่วประเทศ พร้อมยืนยันว่ารูปแบบนี้ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการ “เลือกตั้งโดยอ้อม” ไม่ใช่การเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง
ทั้งนี้ ชูศักดิ์ยังเห็นว่า จำนวน 100 คนอาจไม่เพียงพอในการร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จึงเสนอให้เพิ่มเติม ส.ส.ร. อีก 51 คน จากการเสนอขององค์กรต่าง ๆ เพื่อให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงและมีความรอบด้านในเชิงสังคม การเมือง และบริหารราชการแผ่นดิน
ส่วนจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ระบุว่า การไม่มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)” เป็นจุดอ่อนสำคัญของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะจะทำให้การร่างทั้งหมดอยู่ในมือของคณะกรรมาธิการและรัฐสภาเพียงฝ่ายเดียว เสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็น “รัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา” มากกว่าของประชาชน และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทั้งกับรัฐสภาและประชาชนที่รู้สึกถูกกันออกจากกระบวนการกำหนดกติกาสูงสุดของประเทศ
จาตุรนต์กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เสนอให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” เป็นองค์กรขั้นกลางระหว่างคณะกรรมาธิการยกร่างกับรัฐสภา เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วนที่เชื่อมโยงกับประชาชนเข้ามามีบทบาท โดยให้ประชาชนมีส่วนเลือกทางอ้อมก่อนที่รัฐสภาจะคัดกรองและให้ความเห็นชอบในขั้นสุดท้าย
เขาอธิบายว่า หากมีสสร. กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจะมีการตรวจสอบหลายชั้น คณะกรรมาธิการยกร่างจะเสนอร่างให้สสร.พิจารณาอย่างรอบด้าน ก่อนส่งกลับให้รัฐสภาพิจารณา แล้วให้สสร.ทบทวนอีกครั้ง ก่อนนำไปทำประชามติของประชาชน ซึ่งจะทำให้รัฐธรรมนูญมีความชอบธรรมและได้รับการยอมรับจากประชาชนมากกว่า
ส่วน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน และกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ระบุว่า พรรคเพื่อไทยเห็นความสำคัญ ของการมีส่วนร่วมในกของประชาชนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ โดยองค์กรผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้น จำเป็นจะต้องมีที่มาที่มีความเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำชี้นำ โดยกลุ่ม หรือโดยสีใดทั้งสิ้น
จึงเห็นควรสนับสนุนให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น แต่เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญห้ามผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยจึงเสนอให้มีที่มาจากการคัดเลือกโดยที่ประชุมร่วมของรัฐสภา แต่รายชื่อที่จะนำเข้ามาสู่การคัดเลือกนั้น จะต้องผ่านการเลือกโดยประชาชนมาก่อนชั้นหนึ่ง
ส่วนกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น หากยังคงเป็นไปตามร่างของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็มีโอกาสที่จะถูกครอบงำชี้นำโดยสีใดสีหนึ่ง และกรรมธิการร่างรัฐธรรมนูญข้างต้นนี้ นอกจากจะมีอำนาจหน้าที่ในการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยังมีอำนาจในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญด้วย ก่อนที่จะนำเสนอต่อรัฐสภา ให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบต่อไป
ด้านขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ กรรมาธิการฯ ร่วมอภิปราย โดยขัตติยา เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ในฐานะองค์ประกอบที่ 3 ที่จะทำหน้าที่ยึดโยงการจัดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้ากับประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญที่จะยกร่างต่อไป
ขัตติยา อธิบายที่มาของ สสร. ทั้งหมด 151 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกเป็นการเลือกจากประชาชนทั้งประเทศ 300 ก่อน ก่อนรัฐสภาเลือก 100 คน กระบวนการนี้ทำให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตัวแทนจากทุกจังหวัด และในกลุ่มที่ 2 จำนวน 51 คน คัดเลือกโดยองค์กรวิชาชีพต่างๆ จากตัวแทนที่คัดเลือกจากภาคการเมือง ตุลาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ สภานักศึกษา เป็นต้น
เหตุผลสำคัญของการมี สสร. ขัตติยา ชี้ว่าทั้งกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น เป็นการคัดเลือกโดยรัฐสภา การตัดสินใจและความชอบธรรมผูกอยู่กับรัฐสภาเป็นสำคัญ แม้ว่ารัฐสภา จะมีความยึดโยงกับประชาชนผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่การจัดทำรัฐธรรมนูญ ความเชื่อมโยงต่อรัฐสภาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมี สสร. ในฐานะกลไกที่เชื่อมโยงประชาชนเข้าสู่การร่างรัฐธรรมนูญทางตรง เป็นกลไกที่มีอำนาจและมีส่วนร่วมตลอดกลไกของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นอกจากนี้ ขัตติยา ยังแสดงความกังวลต่อกระบวนการคัดเลือกแบบ 20 หยิบ 1 ที่อาจทำให้ฝ่ายเสียงข้างมากในรัฐสภาคือ ส.ส. และ ส.ว. มีอิทธิพลในการคัดเลือก และอาจส่งผลต่อการร่างเนื้อหาอย่างน่ากังวล รวมถึงยังแสดงความกังวลต่อเกณฑ์ที่ผู้สมัครต้องมีผู้รับรอง 100 คน อาจนำไปสู่การจัดตั้งทางการเมืองและกีดกันประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมแต่ไม่สามารถหาผู้รับรองได้
สุดท้ายขัตติยาสรุปว่า สสร. ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นผู้กลั่นกรองและให้ความเห็นชอบ ไม่ใช่ผู้ยกร่าง และเน้นย้ำว่าการมี สสร. เป็นความจำเป็นของการเมืองไทย เป็นเงื่อนไขที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับการยอมรับ มีความชอบธรรมและยึดโยงกับประชาชน เพื่อให้เป็นกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ
ส่วนก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมาธิการฯ ระบุว่า ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยให้มีโครงสร้างขององค์กรไว้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะให้มี สสร.และมาจากประชาชน โดยผ่านการเลือกตั้งทางอ้อม เหมือนตอนยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 สสร.ตอนปี 2540 ก็เป็นแบบอย่างที่ดี ที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
พรรคเพื่อไทยมีความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การเลือกตั้ง สสร. โดยทางอ้อมนั้นไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดจึงมีความจำเป็น เพราะถ้าใช้โครงสร้างองค์กรร่างรัฐธรรมนูญตามที่ กมธ.เสียงข้างมากได้เสนอมานั้น อาจจะมีกลุ่มเสียงข้างมากครอบงำในการร่างรัฐธรรมนูญได้
ตนเองอยู่ในกลุ่มที่เคยต่อต้านรัฐธรรมนูญ 2550 และ 2560 ที่เกิดจากการยึดอำนาจ ตอนนั้นสังคมก็รับรู้ว่ารัฐธรรมนูญที่มาจากทหารร่างโดยคนกลุ่มเดียว ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เนื้อหาหลายอย่างไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยสากล มีการเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนโดยรวม เมื่อมีการใช้ก็มีการต่อต้านต้านจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นถ้าเรามีโครงสร้างการร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกครอบงำโดยคนสีใดสีหนึ่งโดยเสียงข้างมากแล้ว มันจะเป็นปัญหาในอนาคตได้ ต้องยอมรับว่าสังคมไทยทุกวันนี้ยังมีความขัดแย้งเต็มไปหมด ถ้าใครสามารถกุมเสียงข้างมากแล้วมาครอบงำการร่างรัฐธรรมนูญได้แล้ว สีที่เหลือก็จะไม่ยอมรับ จะทำให้รัฐธรรมนูญที่เราอุตส่าห์ทุ่มเทต่อสู้กันมาเพื่อยกร่างใหม่นั้น จะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมโดยรวม
สุดท้ายในการลงมติเสียงข้างมาในรัฐสภาเห็นให้ใช้ร่างเดิมตามมติกมธ. เสียงข้างมาก ด้วยคะแนนเสียง 328:266 เสียง งดออกเสียง 21 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง
กล่าวคือ ที่ประชุมเห็นชอบกับการแก้ไขของกรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก ที่ให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน และกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 35 คน จากการคัดเลือกโดยรัฐสภา
