'ย้อน 1 วันพันเหตุการณ์' จากกรณีเมื่อ 11 ธ.ค. 2568 วิปรัฐบาลลงมติเพิ่มอำนาจ สว.คุมร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ ปชน.มองว่า 'อนุทิน' มีเจตนาขวาง MOA และให้รับผิดชอบโดยการยุบสภาฯ
วิปรัฐบาลกลับมติหนุน สว.คุมร่างรัฐธรรมนูญใหม่
ประเด็นการยุบสภาฯ ของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เริ่มจากเมื่อ 10-11 ธ.ค. 2568 ที่ประชุมรัฐสภามีวาระพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยมีสาระสำคัญคือการเขียนถึงหลักการและวิธีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคต
การประชุมดำเนินต่อเนื่องจนมาถึงวันที่ 11 ธ.ค. 2568 เวลาประมาณ 16.00 น. ที่ประชุมรัฐสภากำลังพิจารณามาตรา 256/28 ซึ่งกล่าวถึงหลักเกณฑ์การผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนส่งให้ประชาชนทำประชามติขั้นสุดท้าย
พิสิษฐ์ อภิวัฒนาวงศ์ สมาชิกวุฒิสภาที่สื่อเคยตั้งฉายา ‘สว.ตัวจี๊ดสายสีน้ำเงิน’ ได้อภิปรายขอเพิ่มเงื่อนไขจากเดิม การผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ใช้แค่เสียงครึ่งหนึ่งของรัฐสภา หรือ 350 จาก 700 เสียงก็พอ แต่ สว.พิสิษฐ์ ขอเพิ่มเงื่อนไขก็คือต้องได้เสียง สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 เสียง (หรือ 67 คน) ด้วย
พิสิษฐ์ อภิวัฒนาวงศ์ (ที่มา:วุฒิสภา)
ทีนี้ก็เป็นปัญหา เพราะต่อให้ได้เสียง สส.มากขนาดไหน แต่ถ้า สว. อย่างน้อย 67 คน ไม่เอาด้วย ก็จะผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้เลย ทำให้ สว.มีอำนาจในการควบคุมการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปโดยปริยาย
ที่ประชุมรัฐสภาก็ลุกขึ้นอภิปรายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝั่งที่เห็นด้วยโดยเฉพาะจากพรรคภูมิใจไทย ก็อธิบายว่าหากไม่คงเงื่อนไขเสียง สว. 1 ใน 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ผ่านในวาระสุดท้าย
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย อย่างขัตติยา สวัสดิผล สส.พรรคเพื่อไทย ให้เหตุผลว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ หากให้เสียงของ สว.จำนวน 67 เสียงที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน มายับยั้งเสียงส่วนใหญ่ของ สส.ได้ เพราะอาจทำให้กระบวนการทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องชะงักลง แม้ว่าสังคมจะมีฉันทามติต้องการ รธน.ฉบับใหม่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป
ส่วนสมาชิกรัฐสภาที่สนับสนุนให้คงเงื่อนไขเสียง สว. เพราะมองว่าเป็นการถ่วงดุลนั้น เธอมองว่ากระบวนการผ่าน รธน.ใหม่ค่อนข้างรัดกุมอยู่แล้ว เพราะต้องผ่านรัฐสภาและการทำประชามติถึง 3 ครั้ง นอกจากนี้ รธน.ปี 2540 ซึ่งเป็น 1 ในฉบับที่มีความก้าวหน้าฉบับหนึ่งของไทย ก็ไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนไขว่า ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ในการผ่านร่าง รธน.ฉบับใหม่ หรือแก้ไข รธน.ฉบับเดิม
กรณีที่สมาชิกรัฐสภาแสดงความเห็นว่า การมีเงื่อนไข สว. 1 ใน 3 เพื่อป้องกันการ ‘พวกมากลากไป’ หรือให้พรรคการเมืองกำหนดทิศทางตามใจชอบ ขัตติยา มองว่า หลักการเสียงส่วนมากในระบอบประชาธิปไตยถือเป็นเรื่องปกติ และรัฐสภาทุกแห่งต่างก็ใช้กัน แต่มีกรอบสำคัญคือต้องไม่ละเมิดสิทธิเสียงข้างน้อย บริหารความเห็นต่างอย่างสันติ ไม่ใช่ระบบที่คนใดคนหนึ่งมีอภิสิทธิ์เหนือประชาชน
“ไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่เข้มแข็งประเทศใดในโลก ที่ยอมรับให้เสียงข้างน้อยมีอำนาจเหนือเสียงข้างมากมากำหนดทิศทางของประเทศเช่นเดียวกัน เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็จะนำไปสู่การเป็นเผด็จการเสียงข้างน้อยที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง” ขัตติยา กล่าว
ด้านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายเรียกร้องให้ทางพรรคภูมิใจไทย โหวต ‘งดออกเสียง’ เพื่อให้ข้อเสนอ กมธ.เสียงข้างมากผ่านวาระที่ 2 ไปก่อน และหลังจากนี้จะยังมีเวลาอีก 15 วัน ในการโน้มน้าว สว.ให้สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3
อย่างไรก็ดี หากท้ายที่สุด วิปรัฐบาลร่วมกับ สว.ลงมติให้คงเงื่อนไขเสียง สว. 1 ใน 3 ในการผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทางพรรคประชาชนจะขอให้นายกฯ ตัดสินใจยุบสภาฯ เนื่องจากมองว่าทางรัฐบาลตั้งใจขัดขวางกระบวนการทำรัฐธรรมนูญใหม่
"ถ้าวันนี้เสียงโหวตส่วนใหญ่ในรัฐสภากลับร่างของ กมธ.เสียงข้างมาก โดยการเอาเสียงโหวต สว. 1 ใน 3 กลับมา พวกผมไม่สามารถที่จะยอมรับให้กระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินเข้าสู่วาระที่ 3 ได้จริงๆ …ในฐานะฝ่ายค้านเสียงข้างมากต้องร้องขอให้นายกรัฐมนตรียุบสภาฯ" ณัฐพงษ์ กล่าว
จนมาถึงช่วงนับคะแนน ผลปรากฏว่า ‘เป็นเรื่อง’ เพราะรัฐสภาได้มีมติ 312 ต่อ 290 ขอให้เพิ่มเงื่อนไขต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำให้หัวหน้าพรรคประชาชน รีบขอประธานรัฐสภานับคะแนนใหม่แบบขานชื่อเรียงคน เนื่องจากคะแนนห่างไม่ถึง 30 คะแนน
สะพัด 'อนุทิน' ยุบสภา-'ภราดร' บอกสั่ง สว.ตัดอำนาจตัวเองไม่ได้
ในระหว่างนับคะแนนใหม่ ก็มีข่าวลือสะพัดว่าพรรคประชาชน กำลังเรียก สส.มาเข้าชื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ ขณะเดียวกัน จุลพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็เรียกประชุม สส.ทั้งหมดในช่วงเช้าของวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อหารือในเรื่องสำคัญด้วย
ในช่วงเวลาประมาณ 21.57 น. ก็มีรายงานข่าวจากสื่อออกมาอีกว่า ตอนนี้อนุทิน ได้ยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาฯ ไปแล้ว โดยภราดร ปริศนานันทกุล กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย อ้างว่า ทางพรรคพยายามเจรจากับ สว.ให้ยอมตัดอำนาจตัวเองแล้ว แต่เราไม่สามารถสั่งได้ เลยขอรับผิดชอบโดยการยุบสภาฯ
“พวกเราพยายามเจรจากับ ส.ว.เต็มที่แล้ว แต่เราไปสั่ง สว.ให้ตัดอำนาจตัวเองไม่ได้ และพยายามเจรจากับพรรคประชาชนแล้วว่า ถ้าตัดอำนาจ สว. สว.ก็จะไม่เห็นชอบในวาระ 3 ซึ่งกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญก็ไปต่อไม่ได้ และเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อภารกิจที่ทำไม่ได้ตามที่พรรคประชาชนต้องการ ก็ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นภารกิจหลังตามข้อตกลงการจัดตั้งรัฐบาล คือให้มายุบสภาผู้แทนราษฎร วันนี้อนุทิน ได้ทำภารกิจนี้ตามข้อตกลงแล้ว” ภราดร กล่าว
เวลา 22.00 น. การนับคะแนนซ้ำก็ได้เสร็จสิ้นลง โดยผลยังเป็นตามเดิมคือ รัฐสภามีมติคะแนน 329 ต่อ 302 ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำให้ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.พรรคประชาชน และ ปธ.กมธ.วิสามัญร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้ขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไปปรับปรุงอีกครั้ง และการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ถูกเลื่อนออกไป
หลังผลคะแนนออกมาไม่นาน เวลา 22.05 น. เพจเฟซบุ๊กของอนุทิน ได้โพสต์ข้อความว่า “ผมขอคืนอำนาจกลับไปยังพี่น้องประชาชน” เป็นสัญญาณชัดเจนว่ามีการยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาฯ
โพสต์อนุทิน ชาญวีรกูล (ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul)
กลับมาในรัฐสภา พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ได้เสนอญัตติด่วนขอให้รัฐสภาพิจารณา “รับรอง” คำถามทำประชามติครั้งแรก และแจ้งต่อ ครม.ให้ดำเนินการทำประชามติ โดยมีทั้งหมด 5 ญัตติในทำนองเดียวกัน
อย่างไรก็ดี พริษฐ์ และทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ มองว่า เนื่องจากคำถามทั้ง 5 ญัตติมีลักษณะเดียวกัน จึงขอเสนอให้ใช้ถ้อยคำในคำถามของพรรคเพื่อไทย คือ “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เป็นคำถามหลักในการส่งให้ ครม.พิจารณา
เมื่อไม่มีใครคัดค้านข้อเสนอดังกล่าว เวลา 23.13 น. รัฐสภาลงมติด้วยคะแนน 491 ต่อ 1 'เห็นชอบ' คำถามทำประชามติครั้งที่ 1 โดยใช้คำถามพรรคเพื่อไทยเป็นคำถามหลัก และแจ้งให้ ครม.ดำเนินการออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรียกว่าทันก่อนเดดไลน์ปิดประชุมสมัยพิเศษตอนเที่ยงคืน
ปชน. จี้ 'อนุทิน' ยุบสภาฯ-จัดประชามติ รธน.ใหม่
หลังเสร็จสิ้นการประชุมรัฐสภา พรรคประชาชนได้แถลงต่อสื่อมวลชน มีใจความว่า การที่พรรคภูมิใจไทยลงมติคงเงื่อนไขเสียง สว. ถือเป็นการขัดขวางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งไม่สามารถยอมรับได้ และขอเรียกร้องให้ ภท.ยุบสภาฯ เพื่อรับผิดชอบ และเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการมีมติ ครม.ภายในวันที่ 16 ธ.ค. 2568 เพื่อจัดให้มีการออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ครั้งที่ 1 ภายในวันที่ 8 ก.พ. 2569
ด้านพรรคประชาธิปัตย์ ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคประชาชน เนื่องจากประเทศกำลังอยู่ในสถานการณ์ปัญหาวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา และต้องฟื้นฟูเยียวยาจากน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นี่เป็นเกมการเมืองของพรรคประชาชนที่ต้องการเอาคืนรัฐบาล เนื่องจากไม่ได้รัฐธรรมนูญตามที่ต้องการ รู้อยู่แล้วว่าถ้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะโต้ด้วยการยุบสภาฯ กลายเป็นรัฐบาลรักษาการที่ไม่มีอำนาจเต็มในการจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้า ถือเป็นการเอาความเสี่ยงด้านการปกป้องอธิปไตย และทำให้การฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมที่ต้องล่าช้าออกไป
ดังนั้น ปชป.จึงขอให้ทุกพรรคการเมืองหยุดต่อรองผลประโยชน์ทุกวิธี และหันหน้ามาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติให้ลุล่วงเรียบร้อยก่อน หยุดเอาอธิปไตยของชาติ และชีวิตประชาชนมาเล่นจนเลยเถิด และเกิดผลกระทบรุนแรงตามมา
ขณะที่สื่อกำลังจับตามองว่า พ.ร.ฎ.ยุบสภา จะมาออกมาเมื่อไรนั้น ในที่สุด เพจเฟซบุ๊ก “สรยุทธ สุทัศนจินดา กรรมกรข่าว” เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 4.00 น. ของวันที่ 12 ธ.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภา พ.ศ. 2568 แล้ว ถือว่าเป็นการยุบสภาฯ สมัยรัฐบาลอนุทิน อย่างเป็นทางการ
หลังจากนี้ กกต.กำหนดวันภายใน 45-60 วันหลังจากมี พ.ร.ฎ.ยุบสภาฯ ประกาศออกมา โดยต้องเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ กกต.ต้องประกาศวันเลือกตั้งหลังจาก 5 วันหลังมี พ.ร.ฎ.ยุบสภาฯ
