หมัดต่อหมัด ปลื้ม VS รสนา วิวาทะว่าด้วย ส.ว. คนกรุงเทพฯ ทำแทนคนกรุงเทพฯ ไม่ได้

ม.ล.ณัฏฐกร เทวกุล เขียนบทความเรื่อง "รสนา โตสิตระกูล, คุณล้อผมเล่นหรือเปล่า?" ถึง น.ส.รสนา โตสิตระกูล กรณีได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในคอลัมน์ Anchorman หน้า 11 หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2551 ขณะที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล เขียนตอบโต้ผ่านคอลัมน์ Guest column ในหน้าเดียวกันของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ชื่อเรื่อง "ม.ล. ณัฏฐกร เทวกุล, ใครล้อใครเล่น?"

(หมายเหตุ ฉบับแปลเป็นไทย เรียบเรียงจากมติชนออนไลน์)


รสนา โตสิตระกูล, คุณล้อผมเล่นหรือเปล่า?

ม.ล.ณัฏฐกร เทวกุล

ผมชอบคิดถึงกลุ่มคนชั้นสูงของเมืองหลวง สถานที่ที่ผมเชื่อว่า มีอัตราสูงสุดของผู้ใช้สิทธิของชนกลุ่มมีการศึกษา ไปจนถึงคนหลายกลุ่มที่หลากหลายทางการเมือง แต่ทว่าอัตราของผู้ใช้สิทธิของกลุ่มดังกล่าวไม่ได้สูงอีกต่อไป เมื่อพิจารณาจากการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกที่ผ่านมา ถ้าไม่นับการเป็นสถานที่ที่เชื่อว่าเป็นแหล่งผู้ใช้สิทธิ 'กลุ่มฉลาด' ที่ตระหนักถึงการเมืองส่วนใหญ่ของทั้งหมด

บางทีค่านิยมที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ อาจจะเหมือนกับเวเนซูเอล่า, เกาหลีเหนือ, คิวบา, โบลิเวีย และประเทศฝ่ายซ้ายอื่นๆ ในโลกนี้

และนี่คือข้อเท็จจริง นางสาวรสนา นักกิจกรรมสังคม และผู้ที่อ้างตัวเป็นตัวแทนกลุ่มประชาชนผู้บริโภค ได้คะแนนเสียง 743,397 เสียง หรือ 49.78% จากจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ซึ่งในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่

การที่คนๆ เดียวจะกลายเป็นผู้แทนคนเดียวของ กทม.จึงทำให้การเลือกตั้งเช่นนี้มีความหมายมากกว่าที่เคย เพราะเท่ากับผู้ชนะจะกลายเป็นวุฒิสมาชิกหนึ่งเดียวที่เป็นตัวแทนคนทั้ง กทม.นั่งอยู่ในสภาทรงอิทธิพลของ สว.ทั้งหมด

แน่นอน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผลเลือกตั้งที่ออกมาจึงเป็นเรื่องน่าเศร้า ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ เป็นตัวแทนของคนกลุ่มนักลงทุนและคนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจตลาดเสรี ส่วนนายนิติพงษ์ ห่อนาค เป็นตัวแทนของคนกลุ่มบันเทิงและศิลปิน

ขณะที่นายมานิต วิทยาเต็ม อดีตตุลาการ (ความจริงนายมานิต วิทยาเต็มเป็นอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ-ผู้แปล) เป็นคนกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ ซึ่งในที่นี้มาจากภาคกฎหมาย คนเหล่านี้เป็นหัวแถวของคนที่มีพื้นเพเดียวกัน และคนที่ประสบความสำเร็จ

แต่แล้ว เรากลับได้คนที่เชื่อได้ว่าจะปิดกั้นกฎหมายสนับสนุนธุรกิจ-สนับสนุนการลงทุน สร้างอุปสรรคขัดขวางต่อกระบวนการอันราบรื่นของการแก้ไขกฎหมายจำนวนมากที่จำเป็น และท้ายที่สุดแต่ไม่ใช่สิ่งสุดท้าย ก็คือ การเป็นเสียงที่ไร้ค่าของคนที่มีเหตุผลที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ และการเป็นคนที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจอันแท้จริงที่พยายามจะนำการเติบโตทางเศรษฐกิจคืนมาสู่ประเทศ

นางสาวรสนาเกือบเป็นคนผู้เดียวที่นำความล่มสลายมาให้แก่บริษัท ปตท.บริษัทที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเมืองไทย ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจและความยินดีของกลุ่มนักลงทุนในประเทศ บทบาทของเธอในการเรียกร้องให้การเข้าตลาดหุ้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยถูกประกาศเป็นโมฆะได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เธอต่อสู้กับวิถีของการพัฒนาและเศรษฐกิจต่างๆ ในรูปแบบไหน

สิ่งที่ไม่น่าอภัยเหมือนการกระทำสองครั้งในอดีตก็คือ การมีคนจำนวนมากขึ้น ที่กำลังทำสงครามในนามของผู้บริโภค ซึ่งเป็นตัวแทนของจากองค์กรที่ไม่เคยมีโอกาสได้มีบทบาทบริหารนโยบายของหน่วยงานเหล่านี้ ได้เลือกนางสาวรสนาให้มีชื่อเสียงอย่างมากในทุกวันนี้ มันได้สร้างชื่อเสียงให้เธอสู่แถวหน้าของบรรดาผู้ที่สละเวลาส่วนตัวเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ

และจริงๆ แล้ว ความนิยมจำนวนมากที่เธอได้รับมาจากการสนับสนุนของนักลงทุนและตุลาการที่ต้องเกี่ยวข้องกับคดีมากมายที่เกี่ยวกับการร้องเรียนของผู้บริโภคสารพัด ถือเป็นสิ่งที่ได้ช่วยแผ่วทางให้เธอประสบความสำเร็จสู่การเมือง ไม่มีอะไรที่จะน่าเกลียดกว่านี้แล้ว อย่าฟ้องผม เพราะผมรู้แล้วว่า คุณมีแผนจะทำอะไร!

หากมองย้อนกลับไปดูการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกยุคก่อนรัฐประหาร นางสาวรสนาเคยได้รับคะแนนถึง 118,338 คะแนน ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นผู้สมัครที่มีคะแนนสูงเป็นอันดับสี่ เชื่อไหมว่าเธอมีคะแนนแพ้แค่นิติภูมิ นวรัตน์, สมัคร สุนทรเวช และกล้านรงค์ จันทิก ยิ่งผมคิดถึงผลคะแนนทั้งหมดนี้แล้ว ก็ยิ่งทำให้เริ่มผมทำให้ต้องนึกถึงศักยภาพอันแท้จริงของความเป็นซ้ายที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในสังคมนี้

นางสาวรสนาไม่ได้เป็นตัวแทนของคนกรุงที่เข้าใจถึงคุณค่าของตลาดเสรีและทุนนิยม เธอไม่ควรจะเป็นตัวแทนของเมืองที่พยายามจะเป็นแหล่งลงทุนขนาดใหญ่ของเอเชีย หากมีเมืองที่เธอควรจะได้เป็นผู้แทน ผมคิดว่าน่าจะเป็นพวกกรุงเปียงยาง (เมืองหลวงเกาหลีเหนือ) หรือคาราคัส (เมืองหลวงเวเนซูเอลา) หรือบางทีฮาวานา (เมืองหลวงคิวบา) ซึ่งเธอสามารถจะร่วมวงกับลัทธิราอูล หรือดีกว่าคือ 'เมืองซูเคร' หรือ 'กรุงลาปาซ' ซึ่งเธอสามารถสวมชุดพื้นเมืองเพื่อเต้นรำร่วมกับนายอีโว โมลาเรซ (ผู้นำโบลิเวีย) ได้

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว ผมยังคงตั้งความหวังกับกรุงเทพฯ เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม ผู้ใช้สิทธิกลุ่ม 'ฉลาด' และคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นพลังเงียบแท้จริง จะเลือกคนที่เอื้อต่อการเติบโตและความก้าวหน้า มากกว่าเลือกการปฎิเสธ และการถดถอย การตั้งความหวังที่สูงกว่าหมายถึงการเลือกใครบางคนที่เข้าใจว่า การเป็นเอ็นจีโอฝ่ายซ้ายที่ต้องการกระจายรายได้ด้วยการล้มเศรษฐกิจทุนนิยม จะไม่มีวันสร้างผลประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภค และผลการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ (2 มีนาคม 2551) ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ยังมีที่ว่างของการปรับปรุงแก้ไขที่จะต้องเกิดขึ้นบนฐานความรู้สึกของผู้ใช้สิทธิ กทม.

000000

ม.ล. ณัฏฐกร เทวกุล, ใครล้อใครเล่น?

นางสาวรสนา โตสิตระกูล

ชาวกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่สนับสนุนประชาธิปไตยสายกลางและเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี พวกเขารักความยุติธรรมและเกลียดการคอรัปชั่น, การผูกขาดที่ไม่ยุติธรรม และพฤติกรรมปากว่าตาขยิบ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป หรือทำให้พวกเขาเป็น'พวกซ้าย' เหมือนที่คุณอ้าง มีคนเดียวที่จะมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องซ้ายได้ก็คือพวกขวาจัด

ชาวกรุงเทพฯ รู้ว่า ดิฉันไม่ได้ต่อต้านเศรษฐกิจตลาดเสรีที่เป็นธรรม แต่สิ่งที่พวกเขาและดิฉันไม่อาจทนได้ก็คือ ธรรมาธิบาลที่แย่และข้อตกลงแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีเบื้องหลังซ่อนเร้น

มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีมูลค่าสูงถึง 3.8 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลกลับพยายามขายมันทางตลาดหุ้นด้วยมูลค่าหุ้นเพียง 20,000 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ถูกขึ้นบัญชีเข้าตลาดหุ้นอย่างเร่งรีบ ก่อนที่จะมีการเสนอขายต่อสาธารณะ รัฐบาลได้ผ่านมติให้ท่อก๊าซสามารถยับยั้ง และให้มีการตั้งหน่วยงานกำกับดูแลขึ้นมา เพื่อช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค หนึ่งปีต่อมา รัฐบาลทักษิณกลับยกเลิกมติดังกล่าว และให้บริษัท ปตท.ได้สิทธิในสิ่งที่ควรจะเป็นทรัพย์สินของชาติ นักลงทุนที่มีใจเป็นธรรมจะเห็นด้วยว่า นี่เป็นรูปแบบของการปล้น ในการต่อสู้กับคดีคอรัปชั่นเชิงนโยบายเหล่านี้ ดิฉันไม่เคยใช้การชุมนุมบนท้องถนน แต่ใช้การพึ่งอำนาจศาลเพื่อตัดสินสิ่งที่ถูกต้องและยุติธรรมตามกฎหมาย ดิฉันขอถามคุณบ้าง ในฐานะประชาชนที่เสียภาษี ความพยายามที่อ้างเอาทรัพย์สินของประชาชน มันทำลายฐานของเศรษฐกิจหรือไม่ หรือมันได้ซึบซับเข้าใจถึงธรรมาภิบาลอันดี กฎเกณฑ์ทางกฎหมาย และความมั่นคงในระยะยาวหรือเปล่า

เมื่อเร็วๆ นี้ นายธนาคารที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งบอกว่า เมืองไทยไม่ใช่แค่ตลาดหุ้น และอนาคตของประเทศก็ไม่ได้พึ่งแต่เฉพาะตัวเลขจีดีพี คุณพ่อของคุณเอง ซึ่งเป็นอดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ ยังได้ฝากมุมมองถึงการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังไว้เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2549 ว่า 'ตลาดเสรีที่ปราศจากความพอเพียงจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ คนที่ทำตามทฤษฎีตะวันตก และมองว่าหลักการความพอเพียงเป็นสิ่งคุกคามต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ นั่นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ตรงกันข้าม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะถูกใช้เป็นเครื่องสร้างความสมดุลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างความพอเพียง และรับประกันว่าความผาสุกของผู้คนและสิ่งแวดล้อมจะได้รับการคุ้มครอง

นี่เป็นสิ่งที่คล้ายกับจุดยืนทางเศรษฐกิจของดิฉัน จริงๆ ดิฉันมีมุมมองเหมือนดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติผู้ล่วงลับ ที่ปรารถนาจะเห็นกลไกของทุนนิยมตลาดเสรี เดินไปพร้อมกับความพยายามอย่างจริงจังในการกระจายความมั่งคั่งร่ำรวย เพื่อให้ประโยชน์แก่ประชากรกว่า 70% ที่ยังคงยากจน

นี่เป็นวิถีคิดแบบเปียงยางหรือฮานาวาที่คุณประนามดิฉันหรือเปล่า? ประเทศอื่นๆ ล้วนมีระบบเศรษฐกิจของตัวเอง ดิฉันต้องสารภาพว่า ไม่ค่อยรู้รายละเอียดลึกมากมาย หรือรู้ว่าพวกเขาพัฒนาเศรษฐกิจกันอย่างไร แต่เราไม่ควรพูดถึงประเทศอื่นอย่างดูถูก เราควรจะบ่มเพาะทัศนคติของการใช้ขันติ เพื่อให้เราสามารถยอมรับความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรม และมันไม่สำคัญว่า จุดยืนของดิฉันจะเหมือนกับประเทศอื่นหรือไม่ แต่ดิฉันเชื่อว่าจุดยืนของดิฉัน สอดคล้องกับของคนกรุงเทพฯ ที่ใช้สิทธิเลือกดิฉัน

คุณเป็นคนหนุ่มมีการศึกษาดี หากคุณพยายามมองสิ่งอื่นๆ จากมุมมองของคนอื่นแล้ว คุณก็อาจจะเข้าใจคนกรุงเทพยุคใหม่ดีขึ้น และมันจะดีกว่าการที่คุณต้องรู้สึกหดหู่กับการเมือง


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณดูถูกดิฉันในคอลัมน์ของคุณ และแน่นอน ดิฉันมีสิทธิที่จะปกป้องชื่อเสียงด้วยการฟ้องหมิ่นประมาทคุณ แต่ในฐานะคนไทยที่ถูกเติบโตกับมาวัฒนธรรมขงจื้อ ดิฉันเคารพในบรรพบุรุษของคุณ สมเด็จกรมพระยา เทวะวงศ์ วโรปการณ์ และสมเด็จกรมพระยา เทวะวงศ์ วโรทัย อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งเคยเป็นหัวหอกของกลุ่มบุคคลหัวแถวของประเทศที่พยายามจะปลดปล่อยประเทศสยามจากสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่ถูกใช้โดยมหาอำนาจล่าอาณานิคม ที่ต้องการจะควบคุมเศรษฐกิจไทยและระบบตุลาการตลอดยุคสมัยของรัชกาลที่ 5, 6 และรัชกาลที่ 7 ดังนั้น ดิฉันจะระงับการกระทำใดๆ ที่จะสร้างความผลกระทบแก่ครอบครัวที่มีชื่อเสียง ที่ทำประโยชน์อย่างมากแก่ประเทศไทย


ดิฉันอยากจะแนะนำให้คุณคิดให้ลึกซึ้ง และปรึกษาคนให้เยอะๆ ก่อนจะแสดงความคิดเห็นออกมา โดยเฉพาะหากคุณไม่ได้แสดงการดูถูกต่อการตัดสินของศาลปกครอง, การใช้สิทธิของเพื่อนชาวกรุงเทพของคุณและประชาชนของประเทศอื่น ในฐานะตัวดิฉันเอง หลังจากที่เคยทำงานให้แก่สาธารณะมากว่า 30 ปี ดิฉันได้บรรลุแล้วซึ่งตำแหน่งที่มั่นคงทางสังคม และมีความอดทนที่จะค้นหาสาระในงานเขียนของคุณ

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์