แนะนำหนังสือ Nick Nostitz : Red VS Yellow Volume 1: Thailand’s crisis of identity

 
ผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารจากประชาไทที่ติดตามอ่านข่าวจากเว็บไซต์ น่าจะเคยผ่านตาและคุ้นชื่อของ นิก นอชสติทซ์ อยู่พอสมควร นิก เป็นช่างภาพข่าวอิสระชาวเยอรมันซึ่งบันทึกภาพการเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยที่เข้มข้นมากในช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์การชุมนุมและการปะทะกัน ซึ่งส่งผลให้เกิดการโค่นล้มรัฐบาล และการบาดเจ็บล้มตายของผู้ชุมนุมฝ่ายต่างๆ โดยเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษ ผ่าน เว็บไซต์นิวมันดาลา (นวมณฑล)http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala/ และได้รับการแปลนำเสนอเป็นภาษาไทยผ่านประชาไทอย่างต่อเนื่อง
ในฐานะช่างภาพที่คลุกคลีอยู่กับแหล่งโดยลงไปลุยสนามคลุกคลีกับแหล่งข่าวทั้งฝ่ายแดงและเหลือง รวมถึงฝ่ายความมั่นคงและนักการเมืองด้วยนั้น ภาพจากการลงพื้นที่ซึ่งหลายครั้งมีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ ส่งผลให้หลายภาพของเขาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงของเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง
Red VS Yellow Volume 1: Thailand’s crisis of identity  ซึ่งในที่นี้ขอแปลเป็นภาษาไทยอย่างไม่เป็นทางการว่า “แดงปะทะเหลือง วิกฤตตัวตนในสังคมไทย” เป็นการรวบรวมงานถ่ายภาพและนำข้อมูลที่เขาเคยนำเสนอผ่านบทความต่างๆ ในช่วงปี พ.ศ.2551 โดยนำมาขัดเกลา และแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาจากข้อเท็จจริงที่เขาได้ค้นพบในภายหลัง โดยเขากำลังรวบรวมอีกเล่มหนึ่ง เป็น Volume 2 ซึ่งจะเป็นการรวบรวมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้
แน่นอนว่าจุดเด่นในงานของนิก นอตสติทซ์ ก็คือภาพ และหลายๆ ภาพในเล่ม บอกเล่าเรื่องราวมากกว่าถ้อยคำใดๆ จะอธิบาย บางเหตุการณ์ ข้อเท็จจริงบางอย่าง เมื่อเวลาผ่านก็ถูกลืมเลือน แน่นอนว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นจดหมายเหตุประวัติศาสตร์การเมืองไทยระยะ 2-3 ปีมานี้
เนื้อหาของหนังสือจำนวน 72 หน้า เติมเต็มด้วยภาพที่บอกเล่าได้มากกว่าถ้อยคำอีกจำนวน 88 หน้า ผู้เขียนระบุในอารัมภบทของหนังสือว่า “ความรุนแรงทางการเมืองไทยในช่วงครึ่งปีหลังของพ.ศ. 2551 นั้น เป็นเรื่องที่ช็อกคนไทยและคนต่างชาติ และความขัดแย้งที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในสังคมไทยก็ได้เผยตัวออกมาและสร้างความประหลาดใจให้กับผู้สังเกตการณ์ที่ติดตามการเมืองไทยในระยะยาวนาน”
เนื้อหาในเล่มแบ่งเป็นบทสั้นๆ ทั้งหมด 9 บท ประกอบด้วย
ปี 2001-2005: The Thaksin Year
2005-2006 : The Formation of Yellow
2006-2007 The Coup and the Birth of Red
The Game Begins
August 29, 2008 The Destruction of Lawful Society
September 2, 2008: The Battle over Makhawan
October7, 2008 Black Tuesday  7
The Aftermath, Interlude
The Final War
Against Abhisit
The Game Continues
นอกเหนือจากรายละเอียดของเหตุการณ์จากมุมมองและภาพถ่ายของเขา แล้ว ในเล่ม นิกยังบรรยายประวัติตัวเองอย่างย่อๆ เขาเข้ามาในประเทศไทยในฐานะท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2536 จากนั้นจึงเริ่มอาชีพช่างภาพข่าว นอกจากนี้เขายังทำงานเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง เขาพูดไทยได้และมีภรรยาเป็นคนไทยซึ่งและได้เรียนรู้การเมืองในระดับหมู่บ้านจากร่วมกิจกรรมของครอบครัวของภรรยาในต่างจังหวัดอย่างใกล้ชิดนั่นเอง นิกได้เรียนรู้อย่างสำคัญว่า ระบบอุปถัมภ์นั้นเป็นกลไกที่สำคัญอย่างยิ่งในการเมืองระดับล่างของไทย
สำหรับคนไทยและคนต่างชาติแล้ว รัฐไทยได้สร้างภาพ “เมืองยิ้ม” บนฐานของ “ความเป็นไทย” และอยู่ได้ด้วยการถ่วงดุลกันระหว่างกองทัพ นักการเมือง ข้าราชการและสถาบันกษัตริย์ ประชาชนได้รับการศึกษาไปพร้อมๆ กับซึมซับอุดมการณ์รัฐชาติซึ่งเปิดพื้นที่เพียงเล็กน้อยให้กับการวิพากษ์วิจารณ์หรือการตีความประวัติศาสตร์
สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการอาศัยในเมืองไทย ก็คือสังคมไทยเป็นสังคมที่ซับซ้อน แม้แต่ในการเมืองบนท้องถนนก็ตาม และเขาเองก็ได้พบสิ่งที่น่าประหลาดใจหลายประการ เขาระบุด้วยประสบการณ์ส่วนตัวว่า จากการเข้าร่วมสังเกตการณ์มวลชนทั้งผ่ายแดงและเหลือง เขาพบว่าระบบความสัมพันธ์ของการเมืองในระดับบนนั้นอยู่บนกลไกของระบบอุปถัมภ์เช่นเดียวกันกับที่เขาได้เรียนรู้จากการเมืองในระดับหมู่บ้านเช่นกัน
 

 
อารัมภบท  Red VS Yellow Volume 1: Thailand’s crisis of identity  โดย นิก นอตสติตซ์
ความรุนแรงทางการเมืองไทยในช่วงครึ่งปีหลังของพ.ศ. 2551 นั้น เป็นเรื่องที่ช็อกคนไทยและคนต่างชาติ โดยฉับพลัน และความขัดแย้งที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในสังคมไทยก็เปิดเผยออกมาอย่างรุนแรงซึ่งยังความประหลาดใจแม้แต่กับคนที่ติดตามสังเกตการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน
ทั้งต่อประชากรของตัวเองและต่อชาวต่างชาติ รัฐไทยนั้นสร้างภาพแห่งความเป็น “เมืองยิ้ม” บนพื้นฐานของ “ความเป็นไทย” พร้อมด้วยการหนุนเสริมจากการคานอำนาจกันระหว่าง กองทัพ นักการเมือง ข้าราชการ และราชวัง ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาตามแนวอุดมการณ์ของชาติซึ่งเปิดพื้นที่เพียงเล็กน้อยให้กับการตีความเชิงวิพากษ์วิจารณ์ต่อระบบประวัติศาสตร์ของชาติ
การเมืองในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นเกมแห่งการเดา ระบบของการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองที่มีความสลับซับซ้อนสูงและการยึดโยงอยู่กับระบบอุปถัมภ์ซึ่งถูกกำกับโดยสายสัมพันธ์ทางครอบครัวและกลุ่มอำมาตย์นั้นกลบความสำคัญของโครงสร้างอำนาจตามปกติในทุกภาคส่วนของสังคม ข้อมูลข่าวสารถูกเผยแพร่อย่างไม่ครบถ้วน ข้อเท็จจริงถูกแทนที่ด้วยคำนินทา และข่าวลือ
การอธิบายระบบนี้อย่างละเอียดเป็นเรื่องที่อยู่เหนือขอบเขตของหนังสือเล่มนี้ และต้องการการค้นคว้าวิจัยทางวิชาการมาอ้างอิงอีกมาก แม้แต่ในผู้มีบทบาทสำคัญที่ผมได้พบและพูดคุยด้วยก็ยังได้รับเพียงข้อมูลข่าวสารที่ยังไม่ครบถ้วน และหลายๆ ครั้งที่ คนทั่วไปไม่ว่าหญิงหรือชายก็สับสนไม่ต่างจากคนต่างชาติ ในประเทศของพวกเขา เรื่องใดๆ ที่อยู่นอกพื้นที่ความสนใจใกล้ชิดของประชาชนก็เป็นเรื่องเหนือความสามารถในการทำความเข้าใจ  
การรายงานของสื่อมวลชนเป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ หลายครั้งที่ทำให้เข้าใจผิดพลาด และถูกโน้มนำโดยผลประโยชน์ของเจ้าของสื่อ
เมื่อการศึกษาเกี่ยวกับการเต้นรำพื้นบ้าน และจารีตชนเผ่า ของทุกๆ กลุ่มชาติพันธุ์ มีอยู่จำนวนมากเกินไป มันคือสัญญาณของความขาดแคลนการศึกษาในประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญเกี่ยวกับภาพของประวัติศาสตร์การเมืองและสังคมไทย แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้จะงานวิชาการเชิงวิพากษ์จะมีจำนวนมากขึ้น และจำนวนไม่น้อยก็ยังคงหยุดชะงักโดยการเซ็นเซอร์ตัวเอง (ซึ่งบางครั้งก็จำเป็น) และความกลัวที่จะก้าวข้ามเส้นของพรมแดนต้องห้าม และบางครั้งก็ไม่สามารถเข้าถึงประเด็นเรื่องผลประโยชน์
รอยกะเทาะของระบบนั้นเริ่มเห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีมานี้ ซึ่งการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐกับข้อเท็จจริงรายวันที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ดี สปีดที่รวดเร็วและความตกต่ำถึงขีดสุดสู่ภาวะไร้กฎหมายในปี 2551 นั้นทำให้ผมประหลาดใจ
สิ่งที่คิดไม่ถึงอย่างสงครามกลางเมือง ก็กลายมาเป็นความจริงในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนต่อช่วงต้นเดือนธันวาคมเสื้อคลุมถูกถอดออก และไม่มีดินแดนแห่งรอยยิ้มอีกต่อไป
สิ่งที่เป็นสาเหตุของเหตุการณ์ในปี 2551 ก็คงจะถูกนำมาถกเถียงกันต่อไปอีกเป็นปีๆ และผมก็เชื่อว่าความขัดแย้งนี้จะไปไกล เสื้อเหลืองจะกล่าวหาทักษิณว่าเป็นผู้กระทำผิดเพียงคนเดียวในการขายประเทศ และเสื้อแดงจะกล่าวหาศักดินาว่าทำการปฏิวัติต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รากแห่งความขัดแย้งทางชนชั้น ศาสนาและอุดมการณ์ซึ่งแตกแยกร้าวลึกในสังคมไทยซึ่งซ่อนเร้นอยู่จะดำเนินต่อไป
ผมไม่มีคำอธิบาย ผมไม่ใช่นักวิชาการ และหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ใช่ผลงานการศึกษาวิจัยทางวิชาการ มันเป็นความพยายามที่จะอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่มีนัยสำคัญต่อประเทศไทย ซึ่งเกือบๆ จะเกือบๆ จะกลายเป็นหายนะในช่วงสิ้นปี 2551 และเป็นความพยายามอธิบายประสบการณ์ที่ผมได้พบเจอในฐานะช่างภาพ
หมายเหตุ
หนังสือ Red VS Yellow Volume 1: Thailand’s crisis of identity  จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ White Lotus ราคาเล่มละ 995 บาท
ประชาไท กำลังดำเนินการแปลและพิมพ์เป็นภาษาไทย
เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์