ทำไมวาทกรรม "ไม่จบปริญญาตรีไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้ง" จึงเป็นตรรกะที่ใช้ไม่ได้?

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เป็นประเด็นกันในโลกออนไลน์ เมื่อซูโม่ตู้ออกมาพูดซ้ำแนวคิดของตนที่ว่า \ควรให้คนจบปริญญาตรีหรือสูงกว่าเท่านั้นที่มีสิทธิเลือกตั้ง\" คนจำนวนหนึ่งก็ออกมาซาบซึ้งน้ำตาไหลกับแนวคิดอันแสนจะเยี่ยมยอด พากันแชร์และผลิตซ้ำวาทกรรมนี้กันอย่างเอิกเกริก (ดูตัวอย่างที่ http://www.facebook.com/photo.php?fbid=241497699244931&set=a.163705213690847.39753.163358657058836&type=1&ref=nf) แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นชัดๆตรงนี้เลยว่า นั่นเป็นความคิดที่ \"ใช้ไม่ได้\" ความใช้ไม่ได้ประการแรก ปริญญาตรีไม่ได้การันตีอะไร ผมอยากถามว่า แน่ใจหรือว่าคนที่จบปริญญาตรีนั้นจะมี \"ปัญญา\" มากกว่าคนที่ไม่จบ เราเห็นตัวอย่างมากมายกับบัณฑิตปริญญาตรี-โท-เอก-อนันต์ ที่ไม่ได้มีความสามารถอะไร เป็นพวกกเฬวรากซากศพ พูดภาษาวัยรุ่นก็ต้องเรียกว่า \"กาก\" เราเองก็ได้ยินกันบ่อยๆกับคำกล่าวที่ว่า \"การศึกษาไม่ช่วยอะไร\" แล้วอะไรเล่าทำให้เราคิดไปว่าปริญญาหนึ่งใบจะทำให้คนเก่งกาจตัดสินใจเรื่องของการปกครองและการเมืองได้เยี่ยมยอดกว่าคนอื่นๆ? แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็อาจจะเห็นคนที่ไม่ได้จบปริญญาตรีกลายเป็นคนที่ทรงคุณค่าในสังคม เพื่อนผมคนหนึ่งยกตัวอย่างคนเหล่านี้ขึ้นมา อาทิ ตัน ภาสกรนที - ธนินท์ เจียรวนนท์ - เฉลียว อยู่วิทยา - ทรงชัย รัตนสุบรรณ - บินหลา สันกาลาคีรี - คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ (ทมยันตี) ผมอ่านชื่อดูแล้วก็เห็นคล้อยตาม จริงสินะ คนอีกตั้งเท่าไหร่ที่ไม่ได้จบปริญญาตรี แต่ประสบความสำเร็จ มีปัญญา มีความสามารถ นี่ยังไม่นับรวมปราชญ์ชาวบ้านทั้งหลายที่อย่าว่าแต่ปริญญาตรีเลย มัธยมศึกษาก็อาจจะไม่จบ แต่เขาก็มี(ภูมิ)ปัญญาที่น่ายกย่อง สร้างสิ่งดีๆให้ชุมชนมากมาย แล้วคนอย่างนายตู้กลับจะไปตัดสินคนทั้งประเทศด้วยกระดาษใบเดียว? ก็น่าแปลกนะครับทีบิล เกต หรือคนเก่งๆหลายคนเรียนไม่จบเราก็มายกย่องกันใหญ่โต พ่นวาทะอันสวยหรูว่า \"ปริญญาก็แค่กระดาษแผ่นเดียว\" แต่พอมากรณีนี้กลับยึดกระดาษแผ่นเดียวกันอย่างบ้าคลั่ง... ความใช้ไม่ได้ประการที่สอง คนพูดวาทะนี้ไม่เข้าใจคำว่าความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง วาทกรรม \"ไม่จบปริญญาตรีไม่มีควรสิทธิเลือกตั้ง\" มันแฝงความคิดหนึ่งมาในตัว คือความคิดว่าคนไม่จบปริญญาตรีคือคนโง่ คนขี้เกียจ ทำให้เรียนไม่จบ จึงเป็นคนไม่มีคุณภาพ ดังนั้นก็ไม่สมควรจะมาเลือกตั้ง นี่เป็นความคิดที่ตื้นเขินอย่างน่าละอาย ผมอยากถามว่าคนพูดรู้จักคำว่า \"ความจน/ความโง่เชิงโครงสร้าง\" ไหม? ถ้านายเอ เป็นลูกชนชั้นกลาง สอบเข้ามหาวิทยาลัียชั้นนำได้ จบมาได้งานดี กับนายบี เป็นลูกชนชั้นล่าง สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ จบมาได้งานไม่ค่อยจะดี ถามว่านั่นเป็นเพราะ นายเอ ขยันและฉลาด นายบี โง่และขี้เกียจ อย่างเดียวหรือ? คำว่าโครงสร้างมันสื่อความหมายถึงสิ่งที่วางซ้อนทับกันเป็นโยงใยที่ใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าการกระทำของปัจเจกชนเดี่ยวๆจะไปกำหนดได้ นอกจากเรื่องความโง่ความฉลาดแล้ว มันยังมีเรื่องราวอีกมากที่กำกับให้ชีวิตคนๆหนึ่งเป็นไปในแบบไหน ทั้งฐานะของพ่อแม่ ชนชั้น สถานภาพ ความสัมพันธ์ทางสังคม กลไกของรัฐ ฯลฯ ถ้าคนฉลาดอัจฉริยะไปเกิดในครอบครัวคนกวาดถนนที่ไม่มีเงินจะส่งเสียให้เรียน ถามว่าความอัจฉริยะจะมีประโยชน์หรือไม่ ดังนั้นแล้วข้อสรุปในประเด็นนี้มันจึงอยู่ที่ว่า \"คนเรียนจบอาจไม่ใช่คนฉลาด คนเรียนไม่จบอาจไม่ใช่คนโง่\" พวกที่สนับสนุนนายตู้หลงลืมประเด็นนี้ไปอย่างสิ้นเชิง (หรือไม่เคยรับรู้อยู่แล้ว?) การที่คนๆหนึ่งไม่จบปริญญาตรีไม่ใช่ความผิดของคนๆนั้นถ่ายเดียว แต่เป็นเพราะโครงสร้างบางอย่างที่เขากำหนดไม่ได้ควบคุมไม่ได้กำลังบังคับให้เป็นเช่นนั้น นี่เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ แล้วทำไมเล่าเขาจึงจะต้องมาแบกรับความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างซ้ำซ้อนเข้าไปอีก ด้วยการตัดสิทธิให้เขาไม่ต้องมีตัวแทนทางการเมืองอีก กลายเป็นวงจรอุบาทว์โดยสมบูรณ์ คือ จน--->ไม่ได้เรียน--->ไม่จบปริญญาตรี--->ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง--->ไม่มีผู้แทน--->ไม่มีคนผลักดันนโยบายการยกระดับความเป็นอยู่--->จน--->ไม่ได้เรียน--->..... ผมนึกสงสัยอยู่ว่าคนที่สนับสนุนนายตู้พ่อแม่ของเขาจบปริญญาตรีกันทุกคนหรือ แล้วพ่อแม่ของพ่อแม่เขาจบปริญญาตรีกันทุกคนหรือ ลองย้อนกลับไปดูกันหน่อยดีไหมนี่จะเรียกว่าเป็นการลืมกำพืดได้ไหม นี่จะเป็นการ\"กด\"บรรพบุรุษตัวเองหรือไม่? แล้วไม่ใช่เพราะสังคมประชาธิปไตยแบบเสมอภาคหรอกหรือ ที่ทำให้\"คนไร้การศึกษา\"หลายคนในอดีตได้มีโอกาสขยับเลื่อนชนชั้นขึ้นมา และส่งเสียให้ลูกหลานของเขากลายเป็นคน\"มีการศึกษา\"ในทุกวันนี้ แต่ในที่สุดพอคนส่วนหนึ่งมีการศึกษาแล้วก็ \"ลืมตีน\" ตัวเอง ผยองอยากจะกดหัวคนอื่นๆอีกมากมายในประเทศให้ตกอยู่ในวังวน \"โง่-จน-เจ็บ\" เราจะเรียกพฤติกรรมนี้ว่าอย่างไรดี...ท่านทั้งหลายช่วยผมคิดนิยามหน่อย ความใช้ไม่ได้ประการที่สาม สิ่งที่พูดนั้นไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย เมื่อเราพูดถึงการเลือกตั้ง ก็แสดงว่าเรากำลังพูดถึงการเลือกคนเข้าไปถืออำนาจรัฐ ในที่นี้รัฐเป็นสิ่งที่ครอบคลุมและกดทับตัวเราอยู่ทุกคน ตามหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย รัฐย่อมเกิดจากการทำการตกลงของคนในสังคม พูดอีกแง่คือเมื่อมีรัฐย่อมมีพลเมือง ไม่มีพลเมืองก็ไม่มีรัฐ การเชื่อมโยงระหว่างพลเมืองกับรัฐอย่างหนึ่งก็คือพลเมืองเป็นคนเลือกผู้แทนที่เข้าไปใช้อำนาจรัฐ ตรงนี้เองที่หลักประชาธิปไตยกำหนดว่าทุกคนมีสิทธินั้นเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะจบป.หก ม.สี่ หรือปริญญาตรี (ถึงตรงนี้อาจมีบางคนเถียงว่าแล้วเด็กอายุไม่ถึง ๑๘ ล่ะ ทำไมไม่มีสิทธิ ผมขอบอกว่าเราอย่าไปหลงประเด็นในเรื่องอายุ เพราะคนทุกคนถ้าไม่ตายก่อนก็ย่อมมีอายุถึงเกณฑ์เลือกตั้งได้ แต่การกีดกันที่เคยเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ เช่น เรื่องของเพศ วรรณะ สีผิวมันไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ และในกรณีของการศึกษาก็เช่นกัน คนหลายคนก็ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงสถานะทางการศึกษาของตนอันเนื่องด้วยหลักความเหลื่อมล้ำที่พูดไปในหัวข้อที่แล้วนั่นเอง ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงต้องถูกกำจัดไป) การที่คนอย่างนายตู้จะไปตัดสิทธิว่าใครไม่จบป.ตรีไม่ต้องเลือกตั้ง นั่นเป็นการกัน \"คน\" ส่วนหนึ่งออกจากความเป็น \"พลเมือง\" ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วความเป็น\"รัฐ\"ก็ไม่ควรจะบังคับใช้กับเค้าด้วยสิครับ คนจำนวนหนึ่งชอบอ้างเรื่องสิทธิ-หน้าที่ บอกว่าเราต้องทำหน้าที่ก่อนจึงจะได้รับสิทธิ ต้องมีการศึกษาก่อน ต้องเสียภาษีก่อนถึงจะได้เลือกตั้ง ผมอยากจะบอกตรงนี้เลยว่า สิทธิมาก่อนหน้าที่ครับ เพราะถ้าไม่มีสิทธิที่จะเป็นพลเมือง (โดยการอ้างสิทธิผ่านการเลือกผู้แทน) คุณก็ไม่ต้องทำหน้าที่พลเมือง ตรรกะง่ายๆครับ อีกประเด็นหนึ่งก็คือการเลือกผู้แทนก็เพื่อไปออกกฎหมาย ซึ่งก็คือสภาพบังคับของรัฐอย่างหนึ่งที่มีเเหนือพลเมืองนั่นเอง ดูแผนผังประกอบ (พลเมือง--->รัฐ--->กฎหมาย--->ใช้กับพลเมือง) นี่เป็นเหตุว่าทำไมในสังคมประชาธิปไตยเราต้องมีผู้แทน เพราะผู้แทนเป็นคนไปออกกฎหมายที่จะกลับมาบังคับพลเมือง นี่เป็นหลักของประชาธิปไตยที่เค้าพูดกันว่า \"จากประชาชนโดยประชาชนเพื่อประชาชน\" นั่นเอง ถ้าคุณจะบอกว่าคนไม่จบปริญญาตรีไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ก็แสดงว่าคนจำนวนนั้นควรพ้นจากความรับผิดชอบทางกฎหมายของรัฐด้วย อย่างไรก็ตามถ้าท่านทั้งหลายที่สนับสนุนนายตู้จะเห็นว่า \"ช่างหัวประชาธิปไตย\" ถ้าท่านเห็นว่ารัฐไม่ได้มาจากประชาชนทั้งหลายในขอบเขตของประเทศนั้น รัฐควรมาจากการสถาปนาของสมมติเทพที่สืบเชื้อสายมาจากองค์นารายณ์อวตาร หากท่านเชื่อว่าจะมี(กลุ่ม)บุคคลหนึ่งที่สูงส่งดีพร้อมทุกสิ่งอย่างที่จะทำหน้าที่ปกครอง และประชาชนอย่างเราควรหมอบราบกราบคลานแต่เท่านั้น ผมก็เห็นว่าเราคงจะคุยกันคนละภาษา คิดกันคนละแบบแล้วล่ะครับ เพราะผมคิดว่า \"คนย่อมเท่ากับคน\" แต่ท่านกำลังคิดว่า \"คนย่อมอยู่ใต้ฝ่าตีนคน\" วาทกรรม \"ปริญญาตรี\" อะไรนี่จริงๆแล้วมันอาจจะเป็นการแปลงรูป (Tranformation) ของระบอบสมบูรญาสิทธิราชย์ ที่ลดทอนความเข้มข้นลง โดยฉาบเอาประชาธิปไตยเข้ามาพอให้ไม่กระดากสากลโลกเค้าก็ได้นะครับ"

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์