ท้วง! กรรมการรับฟัง EHIA โรงถลุงทองคำ มีส่วนได้ส่วนเสียกับ กพร. และอัคราไมนิ่ง

ระบุ 4 คนเป็นอาจารย์สถาบันอุดมศึกษาสอนวิชาเหมืองแร่ และเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักบริหารการมีส่วนร่วม  กพร. อีกหนึ่งเป็นหมอที่ปรึกษาปูนซีเมนต์ไทย และเป็นคณะกรรมการ สำนัก 6 สสส.

กรรมการสี่คนเป็นอาจารย์สถาบันอุดมศึกษาสอนวิชาเหมืองแร่ และเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักบริหารการมีส่วนร่วม สังกัดกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ทำงานภายใต้การบังคับบัญชาและรายงานตรงต่ออธิบดี กพร. อีกหนึ่งเป็นหมอที่ปรึกษาบริษัทเอสซีจีหรือปูนซีเมนต์ไทย และเป็นคณะกรรมการบริหารสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก 6) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระด้านสุขภาพที่รู้จักกันดีในชื่อ สสส.

3 ก.ย.55 จากการที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการเหมืองแร่ (คชก.เหมืองแร่) ได้พิจารณาผ่านความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ‘โครงการขยายโรงประกอบโลหกรรมแร่ทองคำของบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด’ ไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา และได้นำส่ง EHIA ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบแล้วให้แก่คณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ กอสส. เพื่อให้ความเห็นประกอบ และนำส่งให้แก่ กพร. เพื่อดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย โดย กพร. ได้กำหนดวันจัดเวทีดังกล่าวขึ้นในวันที่ 9 กันยายน 2555 ที่หอประชุมที่ทำการอำเภอวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์  นั้น

ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.) รายงานว่า ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติและแนวทางในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2552 ที่ออกตามความในมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฯ นั้น อธิบดี กพร. จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียขึ้น จำนวนมากสุดได้ 5 คน ซึ่งกรรมการทั้งห้าจะต้องมีคุณสมบัติไม่มีส่วนได้เสียกับโครงการหรือกิจการนั้น ๆ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

แต่ปรากฏว่ากรรมการทั้งห้าล้วนเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับกิจการส่งเสริมและสนับสนุนการทำเหมืองแร่ทั้งสิ้น โดยมีนักวิชาการจากภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 3 คน คือ ผศ.ดร.พันธุ์ลพ หัตถโกศล เป็นประธานกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ ที่มีผลงานทางวิชาการที่ส่งเสริมและสนับสนุนการทำเหมืองประเภทต่าง ๆ มาตลอด  ผศ.ดร.ชัยโรจน์ รัตนกวิน เป็นกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ  อดีตเคยรับราชการกรมทรัพยากรธรณี (กพร.ปัจจุบัน) ซึ่งมีผลงานการศึกษาหลายชิ้นในระหว่างอยู่ที่กรมทรัพยากรธรณีที่ส่งเสริมและสนับสนุนการทำเหมืองแร่ประเภทต่าง ๆ  และนายวิศิษฎ์ อภัยทาน เป็นกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ อดีตเคยรับราชการกรมทรัพยากรธรณี (กพร.ปัจจุบัน) ในตำแหน่งวิศวกรเหมืองแร่ประจำฝ่ายพัฒนาเหมืองแร่และเหมืองหิน กองการเหมืองแร่ รับผิดชอบงานรวบรวมข้อมูลด้านเทคนิคของการทำเหมืองแร่ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการทำเหมืองแร่ประเภทต่าง ๆ เช่นเดียวกัน

คนที่สี่ คือ รศ.ดร.ภิญโญ มีชำนะ เป็นกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เป็นกรรมการอิสระของบริษัท สยามสติลซินดิเกต จำกัด (มหาชน) ในเครือบริษัทอิตาเลียนไทยที่เป็นเจ้าของโครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดอุดรธานี  เป็นกรรมการอยู่ในสมาคมวิศวกรเหมืองแร่ไทยที่มีบทบาทโดดเด่นในการผลักดันและรับจ้างเป็นวิศวกรที่ปรึกษารับทำ EIA และ EHIA โครงการเหมืองแร่สำคัญหลายโครงการ เช่น โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี  โครงการศึกษาศักยภาพแร่ตะกั่ว อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ที่เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องที่ชาวบ้านในหมู่บ้านคลิตี้ได้รับสารพิษตะกั่วจากการทำเหมืองแร่สังกะสี เป็นต้น  และผลงานที่สำคัญคือเป็นหัวหน้าโครงการจัดทำรายงานการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ทองคำ โดยการว่าจ้างของกรมทรัพยากรธรณี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำสองแห่งที่จังหวัดพิจิตรและเลย ซึ่งเป็นของบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด และบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ตามลำดับ

นอกจากนี้กรรมการทั้งสี่คนที่กล่าวมาได้ถูกแต่งตั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักบริหารการมีส่วนร่วม สังกัดกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ทำงานภายใต้การบังคับบัญชาและรายงานตรงต่ออธิบดี กพร.  จัดตั้งขึ้นมาเมื่อ 11 พฤษภาคม 2553  มีเป้าหมายเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหามวลชนที่มีปัญหาการคัดค้านหรือได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่เพื่อแก้ไขปัญหาให้การทำเหมืองแร่ดำเนินการต่อไปได้

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าสี่คนแรก คือกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ คนที่ห้า คือ นายแพทย์กิจจา เรืองไทย  ปัจจุบันเป็นกรรมการในคณะกรรมการบริหารสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก 6) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระด้านสุขภาพที่รู้จักกันดีในชื่อ สสส.  นอกจากนั้นยังดำรงตำแหน่งในองค์การเอกชนและหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับชีวอนามัยและสุขภาพหลายแห่ง  และที่น่าสนใจคือเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพและผู้บริหารศูนย์ส่งเสริมคุณภาพงานบริษัทเอสซีจีหรือปูนซีเมนต์ไทย ซึ่งเป็นบริษัททำเหมืองแร่หลายประเภท เช่น แร่ดินขาว  แร่ยิปซั่ม  แร่หินอุตสาหกรรม  แร่เหล็ก  แร่ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เป็นต้น 

นางสาวสื่อกัญญา ธีระชาติดำรง  ชาวบ้านจากหมู่บ้านเขาหม้อ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร  ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบและผู้มีส่วนได้เสียจากการขอขยายโรงงานแยกแร่ทองคำหรือโรงประกอบโลหกรรมแร่ทองคำของบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด เพราะเป็นชุมชนที่อยู่ใกล้เหมืองแร่และโรงแยกแร่ทองคำมากที่สุด ซึ่งเป็นผู้ที่ฟ้องต่อศาลปกครองพิษณุโลกเพื่อขอให้เพิกถอนประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำของบริษัทดังกล่าวด้วย กล่าวว่า “บริษัทเอาเปรียบชาวบ้านทุกอย่าง โรงงานแยกแร่ทองคำที่ขอขยายกำลังการผลิตตั้งอยู่ฝั่งจังหวัดพิจิตรใกล้หมู่บ้านเขาหม้อ แต่กลับไปจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ ที่ทำการอำเภอวังโป่ง ฝั่งจังหวัดเพชรบูรณ์ เหตุก็เพราะว่าเขาควบคุมมวลชนได้ เพราะส่วนใหญ่ของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. นายอำเภอ สนับสนุนเหมืองแร่ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ที่เข้าข้างอัคราฯ อย่างออกนอกหน้า ก็เพราะอัคราฯ ได้มอบทองคำบริสุทธิ์หนัก 84 บาท ให้เมื่อปีที่แล้วเพื่อนำไปสร้างพระพุทธรูปข้างศูนย์ราชการจังหวัดเพชรบูรณ์  แล้ว กพร. ยังจะมาแต่งตั้งกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ ทั้งห้าคน ที่อยู่ในแวดวงการทำเหมืองแร่อย่างนี้อีก เป็นเรื่องที่สุดจะทนจริง ๆ คงจะต้องทำการคัดค้านไม่ยอมรับเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ ที่จะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 9 กันยายนนี้ หากไม่ยอมเปลี่ยนกรรมการทั้งห้าคนที่มีส่วนสนับสนุนและส่งเสริมหรืออยู่ในธุรกิจการทำเหมืองแร่มาดำเนินการจัดเวทีดังกล่าว”  

ด้านนายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “กำลังทำหนังสือถึงอธิบดี กพร. เพื่อคัดค้านการทำหน้าที่ของกรรมการทั้งห้าคนที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับโครงการขยายโรงประกอบโลหกรรมแร่ทองคำของบริษัทอัคราไมนิ่ง ถึงแม้จะไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง แต่โดยพฤติกรรมองค์กรที่แต่ละคนสังกัดอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งผลงานในอดีต ส่อให้เห็นถึงเจตนาที่เอนเอียง ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมต่อประชาชนที่เป็นคนเล็กคนน้อยที่อาศัยอยู่ในชุมชนหมู่บ้านใกล้เขตเหมืองแร่ ที่ไม่มีพลังต่อรองหรือต่อสู้กับเจ้าของเหมืองแร่เลย แล้ว กพร. ยังจะแต่งตั้งกรรมการที่เอาเปรียบชาวบ้านเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง

“นอกจากนี้จะร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการและพลเรือน หรือ ก.พ. เพื่อให้ตรวจสอบจริยธรรมข้าราชการของอธิบดี กพร. คนปัจจุบัน คือนายสมเกียรติ ภู่ธงชัยฤทธิ์ ที่เซ็นต์คำสั่งแต่งตั้งกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯ โดยสี่คนที่เป็นนักวิชาการในสถาบันอุดมศึกษามีรายชื่อซ้ำซ้อนเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักบริหารการมีส่วนร่วม สังกัด กพร. ทำงานภายใต้การสั่งการของอธิบดี กพร. อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย เพราะเห็นว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม กดขี่ ข่มเหง รังแก เอาเปรียบต่อชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เหมืองแร่และโรงถลุงแร่ทองคำของบริษัทอัคราฯ ที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการ แทนที่จะตั้งกรรมการที่มีความเป็นกลางมากกว่านี้แต่กลับไม่ทำ”

แหล่งข่าวในจังหวัดพิจิตรรายงานเพิ่มเติมว่าขณะนี้บริษัทอัคราฯ กำลังเดินสายเกณฑ์คนงานรายวันที่ทำงานอยู่ในเหมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านหลายหมู่บ้านรอบเขตเหมืองแร่ที่อยู่บริเวณรอยต่อ 3 จังหวัด คือ จังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์และพิษณุโลก รวมทั้งพนักงานประจำ ให้เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อรายงาน EHIA โครงการขยายโรงประกอบโลหกรรมแร่ทองคำอย่างเต็มกำลัง ในวันที่ 9 กันยายน 2555 นี้ โดยจะให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดพนักงาน แต่คนงานรายวันยังได้รับค่าจ้างเช่นเดิม เพื่อป้องกันการคัดค้านจากชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งที่อยู่รอบเขตเหมืองแร่ที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่และการถลุงแร่ทองคำที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านทำการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองพิษณุโลกไปสองคดีแล้ว คือ คดีแรกฟ้องให้เพิกถอนประทานบัตร และคดีที่สองฟ้องให้ระงับยับยั้งการดำเนินการของโรงประกอบโลหกรรมแร่ทองคำส่วนขยายที่สร้างเสร็จและดำเนินการแยกแร่แล้ว แต่จัดทำรายงาน EHIA ที่กำลังจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นฯ ในวันที่ 9 กันยายน 2555 นี้ เพื่อที่จะนำไปขอใบอนุญาตตามหลัง  

นายเลิศศักดิ์ กล่าวในตอนท้ายอีกว่า “นอกจากการทำหนังสือถึงอธิบดี กพร. และ ก.พ. แล้ว ยังจะทำหนังสือถึงสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่และจุฬาฯ เพื่อให้สอบสวนตรวจสอบจริยธรรมของนักวิชาการทั้งสี่ด้วย รวมทั้งจะทำหนังสือถึง สสส. ให้สอบสวนตรวจสอบจริยธรรมของหมอกิจจา เรืองไทย ที่มีตำแหน่งหน้าที่หลายบทบาทซ้ำซ้อน ซ่อนเร้น มั่วไปหมด ด้านหนึ่งอยู่ในองค์กรขอสัมปทานทำเหมืองแร่อย่างเอสซีจี อีกด้านหนึ่งมีบทบาทเสมือนเป็นนักบุญคนดีอยู่ในองค์กรอย่าง สสส. ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อนโยบายและโครงการการพัฒนาจากภายนอกที่เข้ามาทำลายวิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมในชุมชนท้องถิ่น

“คนพวกนี้มีเยอะ ส่วนใหญ่เป็นพวกหมอ เข้าไปมีตำแหน่งสำคัญต่าง ๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ  เอกชน หรือองค์กรอิสระ เหมือนว่าจะเป็นนักบุญ เป็นคนดีไม่สูบบุหรี่กินเหล้า อย่างที่ สสส. รณรงค์ แต่มือถือสากปากถือศีล รับใช้องค์กรที่ขอสัมปทานทำเหมืองแร่ที่เป็นสาเหตุในการก่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกระจายทั่วไปหมดทั้งประเทศอย่างเอสซีจี เป็นบุคคลที่น่ารังเกียจสิ้นดี”.

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์