ส่องอดีตระวังอนาคต องค์การเภสัชกรรม

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

เมื่อวันศุกร์ที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา บอร์ดองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ที่มี นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เป็นประธานมีมติปลด นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ อภ.ด้วยข้อหาร้ายแรง 3 ข้อหา คือ จงใจทำให้ผู้ว่าจ้างเสียหาย, ประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง และ ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบวินัย ขัดขืนคำสั่ง โดยบอร์ดมีเสียงเอกฉันท์ ซึ่งก่อนหน้าการประชุม 1 วัน มีรายงานข่าวว่า อธิบดีหลายกรมในกระทรวงสาธารณสุขถูกสั่งห้ามเดินทางต่างประเทศจนกว่าจะประชุมเสร็จ

ในวันประชุม เกือบ 15.00 น. นพ.สุพรรณ ศรีธรรมา รองปลัด สธ.รีบเดินทางกลับมาจากสุราษฎร์ธานี ต้องกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าห้องประชุมให้ทันในเวลา แล้วอีกครึ่งชั่วโมงต่อมาบอร์ดเปิดการแถลงข่าวปลดดังกล่าว

เท่าที่ทราบ ในวาระดังกล่าว ไม่มีการรายงานผลการสอบสวนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงการให้ นพ.สมชัย ภิญโญพรพาณิชย์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบโรงงานวัคซีน และ นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบวัตถุดิบพาราฯชี้แจงทางวาจาเท่านั้น ซึ่งข้อสรุปของการสอบสวนยังไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง

ความน่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ ที่ประชุมดังกล่าวยังแต่งตั้ง ภญ.พิศมร กลิ่นสุวรรณ รอง ผู้อำนวยการ อภ. ให้เป็นรักษาการผู้อำนวยการ อภ. ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองจัดซื้อยา 2 ภญ.พิศมร เคยถูกสอบสวนเรื่องทุจริตยา 1,400 ล้านบาท แต่ นพ.พิพัฒน์ ประธานบอร์ดกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องเก่า และเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 14 ปี ซึ่งตัว ภญ.พิศมร ถูกตักเตือนและลงโทษสถานเบา ดังนั้นประเด็นนี้จึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน ทาง บอร์ด อภ.ได้พิจารณาถึงความเหมาะสมอย่างรอบคอบแล้ว ขณะเดียวกัน ภญ.พิศมร ก็จะเกษียณในเดือน ก.ย.นี้แล้ว

คดีทุจริตยา 1,400 ล้านบาท เมื่อปี 2541 นั้น มีนักการเมืองถูกจำคุก 2 คน คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายรักเกียรติ สุขธนะ) และที่ปรึกษารัฐมนตรี (นายจิรายุ จรัสเสถียร) ข้าราชการประจำต้องถูกลงโทษไล่ออกไปถึง 7 คน ฯลฯ นั้น มีรูปแบบการทุจริตใน 3 ลักษณะคือ 1.การซื้อผ่านบริษัทที่อยู่ในลิสต์ของนักการเมือง แล้วบริษัทเหล่านี้จะโอนเงิน 20% มาให้นักเมือง 2.โรงพยาบาลจัดซื้อเอง ซื้อกับบริษัทใดก็ได้ แล้วโรงพยาบาลโอนเงิน 20% มาให้นักเมือง และ 3.คือการซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรม ซึ่งจะไปซื้อกับบริษัทตามรายชื่อ แล้วโอนเงิน 20% ให้นักการเมือง

จากเอกสารรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนชุดที่มี อาลัย อิงคะวณิช รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีขณะนั้นเป็นประธานระบุถึงการทุจริตในรูปแบบที่ 3 ว่า "กรณีดังกล่าว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากระบบการสั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์ และวัสดุการแพทย์จึงมีมูลค่ามหาศาล และเสมือนว่าเป็นการซื้อโดยสุจริต เพราะซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่โดยแท้จริงแล้ว คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า ก็เป็นการซื้อไม่สุจริต ซื้อในราคาที่แพงกว่าที่ควรจะซื้อได้อยู่มาก

"โดยอาศัยองค์การเภสัชกรรมเป็นเกราะกำบังเจตนาอันไม่สุจริตนั้น ในขณะเดียวกัน องค์การเภสัชกรรมก็มิได้ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติในเรื่องนี้แม้แต่น้อย เนื่องจากยิ่งมีการซื้อยา เวชภัณฑ์และวัสดุการแพทย์ราคาแพงมากเท่าใด องค์การเภสัชกรรมก็จะได้ค่าบริการเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น"

ในรายงานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับองค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในคดีทุจริตยา 1,400 ล้าน จนกระทั่งสามารถเอาผิดรัฐมนตรี สธ.ในขณะนั้นได้ พบการซื้อยาและเวชภัณฑราคาแพงผ่านองค์การเภสัชกรรมที่อาจเป็นการจงใจตามข้อสรุปดังกล่าวเกิดขึ้นใน 34 จังหวัด

คิดเฉพาะค่ายาและเวชภัณฑ์เฉพาะที่มีวงเงินจัดซื้อตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 294,663,700 บาท (ไม่นับรวมรายการย่อยและรายการที่มีหน่วยงานต่างๆสั่งซื้อโดยตรง) และเป็นตัวเลขหลังจากที่มีการเปิดโปงทุจริตจนมีการระงับการสั่งซื้อหรือส่งคืนยาและเวชภัณฑ์จำนวนมาก

รายงานดังกล่าวยังได้สรุปถึงพฤติกรรมของผู้รับผิดชอบในเรื่องการจัดซื้อขององค์การเภสัชกรรมในขณะนั้นว่า

“ละเลยไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับองค์การเภสัชกรรมว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2524 ข้อ 19 และข้ออื่นๆ จัดซื้อพัสดุโดยไม่คำนึงถึงราคาพัสดุซึ่งเคยซื้อมาก่อน จนทำให้เกิดเหตุการณ์ พัสดุอย่างเดียวกัน บริษัทผู้ขายรายเดียวกัน ซื้อในช่วงเวลาเดียวกัน ราคาแตกต่างกันมากและเป็นราคาแพงมากผิดปกติ

นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ประสานแจ้งส่วนต่างๆในองค์การฯ ว่าผู้ขายรายใด จะจัดส่งสินค้าโดยตรง ซึ่งอ้างว่าได้รับแจ้งรายชื่อผู้ขายที่จะส่งสินค้าตรงไปจังหวัดจากเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานมาให้ทราบ

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ได้เชิญเจ้าหน้าที่ซึ่งถูกระบุชื่อรายดังกล่าวมาให้ถ้อยคำในทันที ได้ให้การว่า ไม่เคยรายงานรายชื่อผู้ขายที่จะส่งสินค้าตรงไปจังหวัดให้ผู้อำนวยการกองจัดซื้อ 2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใด และตนเองก็ไม่หน้าที่และไม่เคยได้รับมอบหมายให้ดำเนินการติดต่อสอบถามผู้ขายในเรื่องดังกล่าวด้วย”

กรณีทุจริตยาในครั้งนั้นแสดงให้เห็นว่า องค์การเภสัชกรรมนั้น เป็นหน่วยงานสำคัญในการจัดหาและผลิตยาเพื่อความมั่นคงของประเทศ การใช้ศักยภาพและประสิทธิภาพขององค์การเภสัชกรรมอย่างเต็มที่ สามารถอำนวยประโยชน์แก่ประเทศอย่างมหาศาล ทั้งการจัดหายาและเวชภัณฑ์คุณภาพดีราคาถูก เป็นตัวอ้างอิงเพื่อต่อรองราคายากับบริษัทยาต่างๆ เป็นกำลังหลักในการจัดหายากำพร้าที่มีผู้ผลิตน้อยรายเพราะไม่ทำกำไร

ในทางกลับกัน ถ้ารู้เส้นสนกลในและข้อบังคับต่างๆ ของเจ้าหน้าที่บางคนก็สามารถทำให้หน่วยงานนี้เป็นเครื่องมือที่เอื้อการทุจริตจากเงินงบประมาณแผ่นดินได้อย่างเนียนๆ เช่นกัน

พึงตระหนักว่า ค่าคอมมิสชั่นในปัจจุบันพุ่งสูงถึง 30-35% ไม่ใช่แค่ 20% อย่างเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติของผู้บริหาร สธ.ทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจำระดับสูง พร้อมกับการปล่อยข่าวทำลายชื่อเสียงองค์การเภสัชกรรม ทำลายชื่อเสียงของ นพ.วิทิต และทำลายความเชื่อมั่นในยาชื่อสามัญอย่างต่อเนื่อง คำถามคือ ใครคือผู้ได้รับประโยชน์

มีเพียงบริษัทยาข้ามชาติที่กำไรหดหายจากการพัฒนาขององค์การเภสัช, บริษัทวัคซีนที่ไม่ต้องการเห็นไทยพึ่งตัวเองได้, กลุ่มแพทย์พาณิชย์ที่หวังแสวงหากำไร และ นักธุรกิจที่หวังทำกำไรจากการแปรรูปองค์การเภสัชกรรมเท่านั้นที่จะได้รับผลประโยชน์โดยตรง...ขณะที่สังคมโดยรวมคือผู้พ่ายแพ้ ใช่หรือไม่?

การเปลี่ยนแปลงในองค์กรแห่งนี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์

 

 

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน โพสต์ทูเดย์ 21 พ.ค.56

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์