รายงาน: ส.ศิวรักษ์ ลอกคราบสังคมไทยภาคพิเศษ “หนทางสู่อนาคตประชาธิปไตยอยู่ที่ประชาชน”

ปาฐกของ ‘ส.ศิวรักษ์’ ’ในหัวข้อ “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน...หนทางสู่อนาคต” ซึ่งจัดขึ้นโดย “ภาคีขับเคลื่อนเชียงใหม่จัดการตนเอง” 

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2556 ส.ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนฝีปากกล้า เจ้าของฉายา “ปัญญาชนสยาม” ในวัย 80 ปี เดินทางสู่เชียงใหม่ เพื่อเป็นองค์ปาฐกในหัวข้อ “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน...หนทางสู่อนาคต” กิจกรรมพิเศษซึ่งจัดโดย “ภาคีขับเคลื่อนเชียงใหม่จัดการตนเอง” ซึ่งกำลังจะยื่นรายชื่อผู้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ. เชียงใหม่มหานคร ตามแนวทางกระจายอำนาจให้แต่ละจังหวัดจัดการตนเอง อย่างน้อย 10,000 รายชื่อ ต่อผู้แทนจากรัฐสภา ในวันที่ 26 ตุลาคม 2556 และสถานีวิทยุออนไลน์ “คนเมืองเรดิโอ” สื่อท้องถิ่นเพื่อความเข้มแข็งของคนเมือง
 
การปาฐกถาทางสังคมศาสตร์ครั้งนี้ จัดกันที่ลานหน้าอุโมงค์ ในวัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) จ.เชียงใหม่ มีผู้ให้ความสนใจมาฟังเกือบ 100 คน ไม่รวมคนที่ฟังการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกเพราะสามารถรับฟังที่ไหนก็ได้ ผ่านวิทยุออนไลน์ “คนเมืองเรดิโอ” และ ส.ศิวรักษ์ ก็พูดแบบเต็มที่ เท่าที่ต้องการจะพูด แต่ด้วยเงื่อนไขหลายๆ อย่าง คงไม่สามารถเอาทั้งหมดที่ทุกคนได้ยินได้ฟังในวันนั้นมาบันทึกเผยแพร่ต่อไปได้ สิ่งที่นำมาบันทึกไว้ในที่นี้จึงเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น และเป็นส่วนที่พิจารณาแล้วว่าน่าจะครอบคลุมเนื้อหาหลักๆ เอาไว้ได้ โดยไม่หมิ่นเหม่ต่อ “ข้อจำกัดบางประการ” ที่ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย
 
 
เริ่มต้นด้วยนิยามของ “รัฐ” และ “ราษฎร”
 
หัวข้อที่ตั้งไว้นี้ “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน...หนทางสู่อนาคต” ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “รัฐ” แปลว่าอะไร “รัฐ” เป็นภาษาบาลีนะครับ แต่ถ้าเป็นภาษาสันสกฤตคือ “ราษฎร” คำเดียวกันเลยครับ “รัฐ” หรือ “รัษฎ์” อันเดียวกัน “แผ่นดิน” และ “เจ้าของแผ่นดิน” อันเดียวกันเลย แล้วมาเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 วันที่ 27 มิถุนายน ธรรมนูญการปกครองฉบับแรกเขียนไว้ชัดเจน “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรชาวสยาม” อีกนัยหนึ่ง รัฐกับราษฎรต้องเป็นอันเดียวกัน แต่น่าเสียดายที่ประวัติศาสตร์ของเราบิดพลิ้วมาโดยตลอด เราสอนกึ่งจริงกึ่งเท็จมาตลอด ถ้าตราบใดความกึ่งจริงกึ่งเท็จยังมีอยู่ อำนาจของราษฎรก็เป็นไปไม่ได้
 
กลับมาพูดถึง “รัฐ” หรือ “รัฐไทย” พูดตรงไปตรงมา เราเริ่มคำว่า “รัฐไทย” หรือ “สยาม” ครั้งแรกเมื่อรัชกาลที่ 4 เสวยราชย์ ก่อนหน้านั้นเวลาเราติดต่อกับต่างประเทศ จะใช้คำว่า “พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงศรีอยุธยา” อีกนัยหนึ่งอำนาจอยู่ที่ราชธานี สัญญากับโปรตุเกสหรือสัญญาไหนๆ ก็ใช้คำว่ากรุงศรีอยุธยา จนถึงรัชกาลที่ 3 อีกนัยหนึ่งรัฐหรืออำนาจการปกครองอยู่ที่ราชธานี กรุงศรีอยุธยาแตกแล้วย้ายมาอยู่กรุงธนบุรี ก็ยังเรียกกรุงศรีอยุธยา 
 
ที่ผมพูดนั้นคือต้องเข้าใจว่าเดิมทีเดียวอำนาจรัฐอยู่ที่ราชธานี นอกราชธานีอำนาจเป็นของประชาชน คุณไปอ่านวิทยานิพนธ์ของ เตช บุนนาค ตอนนี้ทำงานเป็นผู้ช่วย แผน วรรณเมธี ที่สภากาชาด วิทยานิพนธ์เขาเขียนเรื่องการปฏิรูปการปกครองในรัชกาลที่ 5 เขียนไว้ชัดเจนว่าเมื่อปฏิรูปการปกครองในรัชกาลที่ 5 นั้น กรุงศรีอยุธยากลายเป็นกรุงเก่าไปแล้วโดยมีผู้รักษากรุงเก่า และเตชเขียนไว้ชัดเจนว่าผู้รักษากรุงเก่ามีอำนาจเฉพาะในเกาะกรุงเท่านั้น นอกเกาะกรุงอำนาจเป็นของราษฎรหมด อีกนัยหนึ่งรัฐมีอำนาจน้อยมาก 
 

“อำนาจประชาชนอีกหน่อยก็กลับมา ก่อนรัชกาลที่ 5 นี่เอง เชียงใหม่ก็เป็นตัวของตัวเอง น่านก็เป็นตัวของตัวเอง แต่ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าของเชียงใหม่อีกต่อไปแล้ว เราไม่ต้องการทักษิณมาเป็นเจ้าของเชียงใหม่ ให้ไปอยู่ที่ไหนก็ได้
เราไม่ต้องการยิ่งลักษณ์ เราไม่รังเกียจคนพวกนี้ครับ
เรารักคนพวกนี้เหมือนรักหมาที่บ้านของเรา”

 
การรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง
 
การปฏิรูปในรัชกาลที่ 5 เป็นครั้งแรกที่ดึงเอาอำนาจมาอยู่ที่กรุง กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงแรกที่คุมการปกครองทั้งหมดทั่วราชอาณาจักร เมื่อก่อนเชียงใหม่มีพระเจ้าเชียงใหม่ บางครั้งพม่าแข็งแรงกว่า เชียงใหม่ก็ขึ้นกับพม่า อยุธยาแข็งแรงกว่า เชียงใหม่ก็ขึ้นกับอยุธยา แม้กระทั่งขึ้นกับอยุธยาหรือทีหลังขึ้นกับรัตนโกสินทร์แล้ว เชียงใหม่ก็ยังเป็นตัวของตัวเอง คนเชียงใหม่จะไม่ยอมตัดผมสั้นอย่างคนภาคใต้ เขาไว้ผมยาว ไว้มวย ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ผู้หญิงนุ่งซิ่น ไม่นุ่งโจง นี่สำคัญมาก 
 
รัฐในสมัยโบราณแต่ละรัฐจะมีพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าเชียงใหม่ พระเจ้าน่าน พระเจ้าแพร่ เมืองเล็กๆ เขาปกครองตัวเองทั้งนั้น แต่ต้องสยบยอมกับกรุงศรีอยุธยา เพราะมีอำนาจมากกว่า ทฤษฎีอันนี้ทางฝ่ายพุทธ ภาษาบาลีให้คำนิยามว่า “พระราชา” คือผู้ซึ่งทำความนิยมยกย่องให้แก่ประชาชน ปกครองเฉพาะของตัว พระเจ้าเชียงใหม่ก็ปกครองเฉพาะเชียงใหม่ คนในเชียงใหม่ก็เป็นตัวของเขาเอง แม้จนกระทั่งเชียงใหม่เกือบจะหมดอำนาจแล้ว มีเจ้าปกครองนครเชียงใหม่จนถึง พ.ศ. 2478 เปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ยังมีเจ้าเชียงใหม่อยู่ 
 
เจ้าแก้วนวรัฐเป็นองค์สุดท้าย และเจ้าแก้วนวรัฐก็ยังถือประเพณีเดิม ที่เชียงใหม่เวลาหน้าเอื้องหลวงบาน พวกกะเหรี่ยง พวกพื้นเมือง จะเอาดอกเอื้องหลวงมาถวาย เอายาสูบและไพลมาถวาย พระเจ้าเชียงใหม่ก็ประทับท้องพระโรง ซึ่งมีพื้นเป็นดิน ท่านก็จะรับยาสูบมาเคี้ยวหรือสูบ เอาไพลมาเคี้ยว เป็นประเพณี ท่านก็จะถ่มเขฬะลงที่พื้น บอกตราบใดที่เอื้องหลวงบาน พวกเจ้าไม่ว่าจะเป็นกะเหรี่ยงหรือละว้า เอาดอกดวงมาถวายเรา แสดงความจงรักภักดีต่อเรา เราก็สัญญาพวกเจ้าว่าเราจะไม่ให้ขุนนางท้าวพญาลาวไปรังแกเจ้า 
 
คือแต่ละชุมชนเป็นตัวของเขาเอง มีอำนาจของเขาเอง พันธสัญญาอันนี้เจ้าครองนครจะต้องให้กับชุมชน และชุมชนก็ต้องทำเช่นเดียวกัน ชุมชนก็ต้องดูแลนก กวาง สัตว์ป่า ต้นหมากรากไม้ เจ้าเชียงใหม่ก็ต้องไปขึ้นกับเจ้ากรุงศรีอยุธยา สามปีถึงจะส่งดอกไม้เงินทองไปทีหนึ่ง การปกครองเป็นของตัวเอง จะไม่พูดภาษากลาง ภาคใต้ก็พูดภาษาใต้ ภาคเหนือก็พูดภาษาเหนือ 
 
ศาสนาพุทธดั้งเดิมคือ “อิทัปปัจจยตา” ต้องโยงใยถึงกันหมด แผ่นดินนี้เป็นแม่พระธรณี น้ำเป็นแม่พระคงคา ข้าวเป็นแม่พระโพสพ เราทั้งหมดเคารพแผ่นดินแผ่นน้ำ ทำไมถึงเรียกแม่ฮ่องสอน แม่สะเรียง ขุนยวม แม่ริม แม่แจ่ม ทั้งหมดนี้เป็นแม่เป็นพ่อเราหมด พระเจ้าแผ่นดินก็เป็นพ่อหลวง อันนี้เป็นความคิดดั้งเดิม ความคิดเราเริ่มเปลี่ยนเมื่อเราเริ่มคบกับฝรั่ง อันตรายจากการคบกับฝรั่ง ข้อเสียคือเราอยากจะทำตัวให้เหมือนฝรั่ง นี่สำคัญมาก
 
ฝรั่งเขาต้องแสดงความโอหังอหังการ ของเราต้องแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตัว คนกะเหรี่ยงคนคะฉิ่นมาถวายพระเจ้าเชียงใหม่ก็อ่อนน้อมถ่อมตัวต่อพระเจ้าเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่ไปถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาก็อ่อนน้อมถ่อมตัว มันอ่อนน้อมถ่อมตัวเป็นลำดับไป เราอ่อนน้อมถ่อมตัวต่อต้นหมากรากไม้ เทวดาอารักษ์ เพราะการอ่อนน้อมถ่อมตัวถือเป็นคุณธรรมข้อต้นของความเป็นมนุษย์แง่พุทธศาสนา
 

“อาจารย์ปรีดีบอกว่าไม่ใช่ เราไม่ได้ต้องการชนะเจ้าองค์เดียวแล้วมามีเจ้าหลายองค์
เราต้องการให้อำนาจอยู่ที่ราษฎร
เพราะฉะนั้นท่านถึงตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ให้คนมาเรียนธรรมะ
เอาธรรมะเป็นศาสตราที่แหลมคมเพื่อรับใช้การเมือง ให้คนทุกคนรู้เรื่องการเมือง”

 
ความผิดพลาดของการรวมศูนย์อำนาจ
 
คนที่เห็นความผิดพลาดของการรวมศูนย์อำนาจอยู่ในคนสกุลเดียวในชนชั้นเดียว คนแรกคือ ปรีดี พนมยงค์ พ.ศ. 2475 ปีที่ผมเกิด ยึดอำนาจ 24 มิถุนายน แล้ว 27 มิถุนายน ตรารัฐธรรมนูญ อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรชาวสยาม อาจารย์ปรีดีประคับประคองมาสิบห้าปี จอมพล ป. รู้สึกว่าเอาเจ้าลงได้ พวกเราขุนนางต้องเป็นใหญ่ สู้กัน
 
อาจารย์ปรีดีบอกว่าไม่ใช่ เราไม่ได้ต้องการชนะเจ้าองค์เดียวแล้วมามีเจ้าหลายองค์ เราต้องการให้อำนาจอยู่ที่ราษฎร เพราะฉะนั้นท่านถึงตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ให้คนมาเรียนธรรมะ เอาธรรมะเป็นศาสตราที่แหลมคมเพื่อรับใช้การเมือง ให้คนทุกคนรู้เรื่องการเมือง 
 
คุณเตียง ศิริขันธ์ อยู่สกลนคร เป็นครูประชาบาล มาเรียนธรรมศาสตร์ ได้เป็นผู้แทนราษฎร ไม่โกงไม่กิน ชาวบ้านรัก เป็นรัฐมนตรี ขบวนการเสรีไทย คุณเตียงเป็นผู้นำภาคอีสานทั้งหมด เมื่อเสร็จสงครามแล้ว อาจารย์ปรีดีเสนอให้ตั้ง “สหชาติแห่งเอเชียอาคเนย์” ก่อนอาเซียนสี่สิบปี สหชาติแห่งเอเชียอาคเนย์จะอุดหนุนประเทศที่ยังไม่ได้รับเอกราช พม่า ลาว เขมร อาวุธที่เรารับจากสหประชาชาติมาต่อสู้ญี่ปุ่น ไม่ได้ใช้ ท่านให้โฮจิมินห์ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีกองพลสยามสองกองพล เพราะเราช่วยเพื่อนบ้าน ช่วยเจ้าเพชรราช (รัตนวงศา) ที่ลาว ช่วยอินโดนีเซีย 
 
อาจารย์ปรีดีเสนอให้ตั้งประเทศทั้งหมดในเอเชียอาคเนย์มารวมกัน ให้อำนาจประชาชนเป็นใหญ่ ให้เป็นสังคมประชาธิปไตย แล้วอาจารย์ปรีดีไปคุยกับท่านพุทธทาส ตอนนั้นท่านพุทธทาสอายุสามสิบกว่า อาจารย์ปรีดีก็อายุสามสิบกว่า คุยกัน ทำอย่างไรจึงจะเอาประชาธิปไตยให้เป็นไท ให้เป็นพุทธ ให้เป็นธรรมิกสังคมนิยม
ก่อนที่อาจารย์ปรีดีจะหลุดจากอำนาจ ได้ตกลงกับฮัจญีสุหลง ผู้นำปัตตานี เขาสืบเชื้อสายเจ้าปัตตานี สามสี่จังหวัดภาคใต้จะต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง ภาษายาวีต้องมีสอนเท่ากับภาษาไทย มุสลิมต้องใช้กฎหมายอิสลามเรื่องครอบครัว โรงเรียนปอเนาะต้องมีค่าเท่ากับโรงเรียนของรัฐ พออาจารย์ปรีดีถูกถีบออกไป ฮัจญีสุหลงก็ถูกฆ่า
 
ที่พวกทหารเล่นงานอาจารย์ปรีดี เพราะเขาถือว่าอาจารย์ปรีดีหักหลังพวกอำมาตย์ เพราะพวกเขายึดอำนาจได้ แต่อาจารย์ปรีดีจะให้บักหนานบักเสี่ยวมาเป็นใหญ่ ตั้งแต่ปี 2490 เป็นต้นมาอำนาจประชาชนไม่ได้ฟื้นเลย
 

“ในเวลานี้เสื้อแดงก็ไม่ใช่เรื่องฟื้นอำนาจประชาชน บางคนอาจจะเชื่อเรื่องฟื้นอำนาจประชาชน
แต่ตราบใดที่ยังดำเนินกระบวนการเสื้อแดงแบบนี้ ไม่มีทางฟื้นอำนาจประชาชนได้
เสื้อเหลืองก็ไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวทำ เพราะจะฟื้นอำนาจประชาชนมีอย่างเดียว
คุณต้องลงไปหาประชาชน และไม่ใช่ลงไปสอนประชาชน แต่ไปเรียนจากประชาชน” 

 
 
ย้อนมองอดีตมารับใช้ปัจจุบัน
 
ในเวลานี้เสื้อแดงก็ไม่ใช่เรื่องฟื้นอำนาจประชาชน บางคนอาจจะเชื่อเรื่องฟื้นอำนาจประชาชน แต่ตราบใดที่ยังดำเนินกระบวนการเสื้อแดงแบบนี้ ไม่มีทางฟื้นอำนาจประชาชนได้ เสื้อเหลืองก็ไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวทำ เพราะจะฟื้นอำนาจประชาชนมีอย่างเดียว คุณต้องลงไปหาประชาชน และไม่ใช่ลงไปสอนประชาชน แต่ไปเรียนจากประชาชน 
 
ตอนนี้เขาฉลอง 40 ปี 14 ตุลา มีคนมาถามผมว่า 14 ตุลาล้มเหลวตรงไหน พวกคุณหลายคนอาจจะเกิดไม่ทัน ผมเกิดทัน และผมเห็นว่า 14 ตุลานั้นนักศึกษาพลาด เพราะนักศึกษานึกว่าตัวชนะ แต่ไม่ได้ชนะ เพราะ 14 ตุลาเป็นการแย่งอำนาจระหว่างทหารขั้วถนอม-ประภาส กับอีกขั้วคือกฤษณ์ สีวะรา นักศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือ แล้วนักศึกษานึกว่าตัวชนะ 
 
ผมบอกเสกสรรค์ (ประเสริฐกุล) เองเลยนะครับ ให้ไปดูนิทานอีสป ไอ้ไก่ที่มันตีกัน โก่งคอร้องว่ากูชนะ เหยี่ยวมันเอาไปกินเลยครับ นั่นละครับ 6 ตุลา เหยี่ยวเอาไปกินหมด เพราะนักศึกษาไปสอนประชาธิปไตย ผมบอกเอ็งไปสอนอะไร เอ็งไม่รู้จักประชาธิปไตยเลย เพราะโรงเรียนมันเป็นเผด็จการ อาจารย์ก็เป็นเผด็จการ ถ้าเอ็งไปเรียนจากประชาชน ประชาธิปไตยที่แท้อยู่ที่ประชาชน หนทางสู่อนาคตประชาธิปไตยอยู่ที่ประชาชน 
 
ทำไมถึงเป็นประชาธิปไตย? เพราะเมืองไทยสมาทานพุทธศาสนามาอย่างน้อย 800-900 ปี แล้วคนลืมไปนะครับว่าพระพุทธเจ้าตั้งคณะสงฆ์ 2,600 ปีเมื่อปีกลายนี้ เมื่อแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรก การตั้งคณะสงฆ์เป็นประชาธิปไตยครั้งแรกในโลกเลยนะครับ คนที่มาเป็นสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นภิกษุณีสงฆ์ ภิกษุสงฆ์ เมื่อเข้ามาสู่คณะสงฆ์ เสมอกันหมด คุณจะเป็นลูกพระเจ้าแผ่นดินก็ได้ เป็นลูกโจรก็ได้ ลูกโสเภณีก็ได้ เสมอกันหมด และ Seniority ใครเข้ามาก่อนเป็นพี่ 
ศากยวงศ์เขาถือขัติยะมาก ถือสกุลชาติมาก เมื่อเวลามาบวช ต้องขอให้อุบาลีบวชก่อนเป็นช่างตัดผมให้พวกเจ้าเหล่านั้น เพื่อเจ้าเหล่านั้นจะได้ลดอติมานะ กราบอุบาลีก่อน นี่สำคัญมาก มีเสมอภาค เสรีภาพ และมีภราดรภาพ อยู่เพื่อเอาชนะโลภ โกรธ หลง เราลืมกันไป อาจารย์ปรีดีคุยกับท่านพุทธทาสอยากจะเอาคณะสงฆ์มาเป็นแบบอย่างประชาธิปไตย 
 
ที่ผมอยากจะเห็นว่าหนทางสู่อนาคตคืออำนาจประชาชน และเป็นประชาชนคนไทยพื้นล่าง ถ้าพวกเสื้อเหลืองเสื้อแดงจะไปเรียนรู้จากเขา อย่าง 14 ตุลา นักศึกษาพลาดเพราะไม่ได้เรียนรู้จากเขา ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป เสื้อเหลืองเสื้อแดง เอาเขามาเป็นพวกให้ได้
 
ผมถูกจับเมื่อ 6 ปีก่อน เพราะคนเมืองกาญจน์ลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องท่อก๊าซ เมืองกาญจน์เป็นต้นน้ำดีที่สุด ป่าดีที่สุด ชะนี ช้าง แล้วก็ต่อสู้เพื่ออุดหนุนคนพม่า คนกะเหรี่ยง คนไทใหญ่ อันเดียวกัน ขีดเส้นประเทศมันของปลอม เราเป็นคนในโลกนี้อันเดียวกัน เรามีแม่พระธรณีเดียวกัน ภาษาอาจจะต่างกัน 
 
ผมบอกแล้วอาจารย์ปรีดีเป็นบุคคลสำคัญ อีกอันหนึ่งที่ท่านต่อสู้ก็เพื่อเอกราชของเรา แล้วท่านส่งคุณจำกัด พลางกูร ไปเมืองจีน ไปต่อสู้ ท่านพูดกับคุณจำกัดว่าไปครั้งนี้เพื่อชาติบ้านเมืองเรา และ Humanity มนุษยชาติทั้งหมด มนุษย์เราไม่ได้มีหน้าที่แค่เพื่อชาติของเราอย่างเดียว ชีวิตเพื่อสรรพสัตว์ทั้งหมด 
 
ทะไลลามะเป็นประมุขของทิเบต ท่านเป็นพระในพระพุทธศาสนา แต่ท่านบอกว่าหน้าที่อันแรกของท่านคือหน้าที่เพื่อสรรพสัตว์ เพื่อมนุษย์ทั้งหมด สอง-ท่านเป็นพระ ท่านมีหน้าที่เพื่อพุทธศาสนา แต่ไม่ได้บอกว่าพุทธศาสนาดีกว่าศาสนาอื่นนะครับ แต่เป็นศาสนาที่ให้เข้าใจว่าความเมตตากรุณามีค่ามากกว่าความรุนแรง สัจจะมีค่ามากกว่าอสัจ และสามในฐานะที่ท่านเป็นคนทิเบต ท่านต้องการรักษาวัฒนธรรมทิเบต เราก็ต้องรักษาพื้นภูมิลำเนาของเรา และเราก็ต้องรักเพื่อนบ้านของเราทั้งหมด
 
ที่เมืองกาญจน์ก็เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ได้ทำเพื่อเราอย่างเดียว ทำเพื่อพม่าด้วย ตอนนี้เขาต่อสู้เรื่องเหมืองแร่โปแตสที่อุดร ที่สงขลาก็ต่อสู้เรื่องท่อก๊าซ คนเหล่านี้มีพลังหมดเลยครับ และคนเหล่านี้เขาอยู่กับธรรมชาติ เขายังเป็นชุมชนพื้นบ้าน และผมคิดว่าคำตอบอยู่ตรงนี้ครับ อนาคตอยู่ที่คนเหล่านี้ ปีนี้ครบ 40 ปี 14 ตุลา เราเอาบทเรียน 14 ตุลามาเรียน ลงไปหาประชาชน การลงไปหาประชาชนไม่ใช่ของง่าย แต่ทำสำเร็จได้
 
 
จากอินเดียและวอลสตรีท...ถึงเมืองไทย
 
ผมรู้จักราชาโกปาล (Rajagopal P.V.นักสู้ตามแนวทางคานธี) คนไทยไม่รู้จัก ผมรู้จักตั้งแต่นมเริ่มแตกพาน ตอนนี้อายุ 60-70 ปีนี้จะได้รับรางวัล Alternative Nobel เพราะผมเป็นคนเสนอ ราชาโกปาลออกไปร่วมกับประชาชนทั้งอินเดีย ห้าปีมานี้ ปลุกระดมชาวบ้านให้ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง ใช้ศาสนธรรม ใช้วัฒนธรรม ร้องรำทำเพลง นายกรัฐมนตรียอมแล้วว่าทุกคนต้องมีที่ดินทำกิน เมืองไทยที่เท่าไร เจ้าของที่ดินมีที่ไม่ทำอะไร 
 
ตอนนี้เบียร์ช้างซื้อที่เป็นว่าเล่น ที่เชียงใหม่ด้วย แต่ก่อนเชียงใหม่ หนึ่งเป็นของมิชชันนารี สองเป็นของนิมมานเหมินท์ ตอนนี้เป็นของเบียร์ช้าง กรุงเทพฯ 30 เปอร์เซ็นต์เป็นที่ทรัพย์สินฯ เอาไปทำอะไรครับ ไล่คนจน ให้คนรวยอยู่ ปลูกคอนโดฯ เพราะมันไม่เห็นอำนาจประชาชน ถ้าเราปลุกอำนาจประชาชนขึ้นมา มันจะกลัวครับ 
 
แต่การปลุกนั้นต้องใช้สัจจะ ใช้อหิงสา ใช้ธรรมะ ที่ตะวันตกแต่ก่อนเคยมีการต่อต้าน หนังสือพิมพ์ก็เห็นเป็นของเล่น ตอนนี้เขาเอาจริงแล้ว ขบวนการต่อต้านวอลสตรีท และผมก็เกี่ยวข้องกับเขาด้วย ผมว่าในการต่อต้านพวกคุณต้องใช้อหิงสา ใช้วัฒนธรรม มีภาวนาด้วย มีร้องรำทำเพลงด้วย สนุกครับ ต่อต้านแล้วสนุก 
 
อันนี้หนทางสู่อนาคตคืออำนาจประชาชน และอำนาจประชาชนอีกหน่อยก็กลับมา ก่อนรัชกาลที่ 5 นี่เอง เชียงใหม่ก็เป็นตัวของตัวเอง น่านก็เป็นตัวของตัวเอง แต่ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าของเชียงใหม่อีกต่อไปแล้ว
 
เราไม่ต้องการทักษิณมาเป็นเจ้าของเชียงใหม่ ให้ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ เราไม่ต้องการยิ่งลักษณ์ เราไม่รังเกียจคนพวกนี้ครับ เรารักคนพวกนี้เหมือนรักหมาที่บ้านของเรา
 
ผมบอกแล้วว่าตอนนี้ผมแก่แล้ว ไม่สามารถปลุกระดมอะไรได้ ก็เอาความจริงมาเล่าให้ฟัง เห็นว่าการลดอำนาจรัฐ ก็ต้องเพิ่มอำนาจประชาชน และการเพิ่มอำนาจประชาชนในเมืองไทยนี้เป็นไปได้ มันเหมือนเส้นผมบังภูเขาเท่านั้นเอง พอเราเริ่มเดินให้ดีๆ ปีนี้เราฉลอง 40 ปี 14 ตุลา อีกสามปีเราจะฉลอง 40 ปี 6 ตุลา ต้องไม่เป็นไปในทางลบอย่างที่แล้วๆ มา 
 
และอีกสามปี ป๋วย (อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์) ก็อายุครบร้อยปี ป๋วยเป็นดุจสัญลักษณ์ของสันติประชาธรรม คือคนที่ถูกถีบออกไปเหมือนอาจารย์ปรีดี เราต้องเอาคนเหล่านี้กลับมา เอาคนต่างๆ ที่เป็นคนธรรมดาสามัญที่ถูกลืมกลับมา เราต้องเลิกเคารพอนุสาวรีย์สฤษดิ์ ธนะรัชต์ อนุสาวรีย์พิบูลสงคราม กลับมายกย่องคนธรรมดาสามัญ แล้วเมื่อนั้นคือหนทางสู่อนาคต ตัวประชาชนเป็นใหญ่ แล้วฟ้าจะใส อนาคตจะเป็นไปในทางสันติประชาธรรม
 
 
 
ถาม/ตอบ เกี่ยวกับเชียงใหม่จัดการตนเอง
และการเสนอร่าง พ.ร.บ. เชียงใหม่มหานคร
 
ชำนาญ จันทร์เรือง : อาจารย์พูดเรื่องลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน หนทางสู่อนาคต ผมอยากฟังความเห็นการวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิหรือให้กำลังใจ คือขณะนี้ภาคีขับเคลื่อนเชียงใหม่จัดการตนเองได้ยกร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร ซึ่งมีหลักการที่จะยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค เหลือเพียงราชการส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น ราชการส่วนท้องถิ่นก็มีสองระดับคล้ายๆ ญี่ปุ่น และให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ มีสภาพลเมืองคอยให้คำแนะนำและตรวจสอบดูแล ซึ่งเราก็มีการรณรงค์รวบรวมรายชื่อ กำหนดนัดไว้ เรียนทางรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง คุณวิสุทธิ์ ไชยณรุณ เป็นผู้มารับ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ผมอยากฟังความเห็นของท่านอาจารย์ว่าวิธีการขับเคลื่อนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
 
ส.ศิวรักษ์ : เป็นคำถามที่ดีมาก คือเสนอไปตามลำดับขั้นก็เป็นพิธีกรรมอันหนึ่ง และพิธีกรรมอันนี้เขาก็จะดองเอาไว้ เพราะเขายังไม่พร้อมจะกระจายอำนาจ เขาจะพร้อมเมื่อเขากลัว นี่สำคัญมาก พื้นฐานของมนุษย์ขั้นลึกซึ้งที่สุดคือความกลัว กลัวตาย กลัวจะหลุดจากตำแหน่ง แม้กระทั่งเรื่องเซ็กส์ก็เป็นเรื่องความกลัว กลัวจะไม่มีการสืบพันธุ์ ความกลัวนี้ลึกซึ้งที่สุด
 
ศาสนาลึกๆ สอนให้เข้าใจเรื่องความกลัว แต่ทีนี้ศาสนาพุทธในเมืองไทยไม่ทำงาน กลายเป็นพิธีกรรม เป็นไสยศาสตร์ เราเองต้องฝึกว่าทำอย่างไรเราถึงจะไม่กลัว ให้เรามีความกล้าหาญทางศีลธรรม เราต้องมีกัลยาณมิตรที่รวมตัวกัน และต้องเห็นว่าวิธีการยื่นนี่เป็นอันหนึ่งที่มันจะไม่ได้ผล สอง-สื่อมวลชนจะไม่เล่น แต่ก็ต้องหาทางในการสื่อสารความเคลื่อนไหวออกไป 
 
ยกตัวอย่างเรื่องเขื่อนแม่วงก์ โอ้โห...คนมาเป็นหมื่นๆ ผมไปตามติดที่หอศิลป์ กทม. ฝนตกหนัก คนไม่หนีเลยนะครับ แต่สื่อมวลชนรายงานน้อยมาก เพราะสื่อมวลชนส่วนใหญ่มันยังเป็นสื่อมวลสัตว์ เป็นสื่อที่หากินกับอำนาจรัฐ มีความกลัวขึ้นสมอง ช่อง 3 เจ้าของมันหนีไปไหนแล้ว ศาลฎีกาตัดสิน แล้วไอ้คนที่ประกาศข่าวแจ้วๆ มันของเล่นทั้งนั้น 
 
แต่ว่าขณะเดียวกันเราก็ทิ้งสื่อมวลชนไม่ได้ ต้องหาคนในสื่อมาเป็นพวกให้มาก อีกนัยหนึ่งคนจะมาเป็นพวกเราได้เพราะเขาเกิดมโนธรรมสำนึก มหาตมะคานธีที่ชนะจักรวรรดิอังกฤษเพราะสามารถเอาบาทหลวงอังกฤษและนักการเมืองมาเป็นพวก สภาเราก็ไม่ได้เรื่องแต่ต้องหามาเป็นพวก และมาเป็นพวกที่เข้าใจสิ่งที่เรากำลังทำอยู่
 
เพราะฉะนั้นเรื่องการเสนอนี่อย่าไปหวังผล ถือว่าเป็นขั้นต้น ล้มแล้วลุกต่อ อีกสามปีงานป๋วย สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด ป๋วยสอนผม “คุณสุลักษณ์กัดแล้วต้องไม่ปล่อย” ผมแปดสิบแล้วยังไม่ปล่อย ฟันหักเหลือแต่เหงือกแล้วก็ยังกัดอยู่ 
 
คุณทำที่เชียงใหม่ คุณต้องหาทางให้แพร่ น่าน ปัตตานี ฯลฯ เขาทำด้วย เป็นพวกกันทั้งหมด ทีนี้มันจะลุกพรึบขึ้นมา ที่ราชาโกปาลสามารถทำได้ ปลุกทั่วอินเดีย นายกรัฐมนตรีรักตำแหน่งตัวเอง กลัวหลุดจากตำแหน่งเลยต้องยอม ถ้าเราสามารถทำให้มีพลังได้มากขนาดนั้น ยิ่งลักษณ์ก็ยิ่งลักษณ์เถอะ ปูก็ถอยเป็นเหมือนกัน
 
 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์