เรียกน้ำย่อย! นำเสนอรายงาน ‘เส้นทางหยุดเลือด การต่อรองสู่การ “ไม่ฆ่า” ณ ปาตานี’

เปิดเวทีครั้งแรกนำเสนอและวิพากษ์รายงานพิเศษของปาตานี ฟอรั่มฉบับที่ 2 ชี้แง่มุมความเคลื่อนไหวการเจรจาสันติภาพรัฐไทย-กลุ่มขบวนการที่ไม่ได้ปรากฏในหน้าสื่อกระแสหลัก วิเคราะห์ทิศทางสู่สันติภาพ เตรียมจัดอีกที่กรุงเทพฯ 29 เม.ย.นี้
 
 
24 เม.ย. 2557 เริ่มต้นแล้วสำหรับการนำเสนอและวิพากษ์รายงานพิเศษของปาตานี ฟอรั่ม ในชื่อ ‘เส้นทางหยุดเลือด: การต่อรองสู่การ “ไม่ฆ่า” ณ ปาตานี’ เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2557 ณ โรงแรม ปาร์ควิว รีสอร์ท จ.ปัตตานี เพื่อให้เกิดบรรยากาศ การวิพากษ์ และถกเถียง เกี่ยวกับข้อมูล มุมมอง และบทวิเคราะห์ ต่อประเด็นการเจรจาระหว่างรัฐไทยกับกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น โดยมีผู้เข้าร่วมที่มาจากกลุ่มองค์กรหลากหลายทั้งตำรวจ ทหาร ข้าราชการ นักวิชาการ เยาวชน และภาคประชาสังคม
 
นำเสนอรายงานโดย ดอน ปาทาน ผู้อำนวยการฝ่ายการต่างประเทศ ปาตานี ฟอรั่ม ส่วนวิทยากรวิพากษ์รายงาน ประกอบด้วย ผศ.ดร.ศรีสมภาพ จิตรภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้  ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล คณะบดีคณะวิทยาการสื่อสาร มอ.ปัตตานี และ สุไฮมี ดูละสะ ตัวแทนจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาและเยาวชนปาตานี (PerMAS)
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลในรายงานพยายามชี้ให้เห็นแง่มุมของความเคลื่อนไหวการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐไทยกับกลุ่มขบวนการที่ไม่ได้ปรากฏในหน้าสื่อกระแสหลักหรือมีการถกเถียงในวงกว้าง อีกทั้งได้นำเสนอบทวิเคราะห์และทิศทางสู่สันติภาพ อันมีแนวโน้มให้เห็นอนาคตของสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี โดยเผยแพร่ต่อสาธารณะชนครั้งแรกในเวทีนี้
 
เนื้อหาสำคัญของรายงาน ตั้งข้อสังเกตถึง การลงนามในเอกสาร ‘ฉันทามติทั่วไปว่าด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพ’ (General Consensus on the Peace Process) ระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มบีอาร์เอ็น เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2556 ว่าทำไมมีความรีบเร่งในการเปิดโต๊ะเจรจา เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับความขัดแย้งพื้นที่อื่นๆ ในโลก ถือว่ากระบวนการเร็วมาก เมื่อไปค้นหาคำตอบ ก็พบว่าการเปิดโต๊ะเจรจาเป็นไปโดยความไม่พร้อมทั้งภาครัฐและฝ่ายขบวนการ ขณะเดียวกันมีข้อเสนอให้มีการจัดตั้งพื้นที่เพื่อให้เกิดการแสดงความรับผิดชอบ หรือไกล่เกลี่ยของแต่ละฝ่าย ที่เรียกว่า “clearing house”
 
ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าวต่อเนื่องจากรายงานพิเศษฉบับแรก ‘การเจรจาสันติภาพระหว่างมุสลิมมลายูและรัฐไทย’ ที่เคยเผยแพร่ไปแล้วเมื่อช่วงปลายปี 2555 และรายงานรายงานพิเศษของปาตานี ฟอรั่ม ฉบับที่ 2 นี้จะมีการนำเสนออีกครั้งในวันอังคารที่ 29 เม.ย. 2557 ณ โรงแรมเดอะเอตาส บางกอก ลุมพินี กรุงเทพมหานคร
 
สำหรับประเด็นที่แลกเปลี่ยนในเวที ผู้เข้าร่วมมองว่า รายงานทั้งก่อนหน้านี้ และฉบับล่าสุด นับเป็นครั้งแรกที่เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการที่พยายามชี้ให้เห็นการเปิดพื้นที่เจรจาโดยรัฐไทยกับกลุ่มขบวนการ BRN
 
ขณะที่ ผศ.ดร.ศรีสมภพ วิพากษ์ว่า รายงานฉบับนี้ มองกระบวนการพูดคุยสันติภาพคนละด้านกับกลุ่มคนที่พาตัวเองไปผสมโรง กลุ่มคนที่เชื่อว่าเป็นความหวังที่จะทำให้กระบวนการสันติภาพที่เป็นจริงขึ้นได้ ขณะเดียวกันรายงานไม่ได้ชี้ให้เห็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่มีความพยายามขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ หรือมีความพยายามส่งสัญญาณทางการเมืองอะไรบางอย่างผ่านพื้นที่สาธารณะอันมุ่งหวังที่อยากให้มีการปรับเปลี่ยนจากภาครัฐ ซึ่งมองว่าเป็นพลังที่จะผลักให้การเจรจา การยอมรับระหว่าง 2 ฝ่าย เกิดขึ้นจริง โดยคำนึงถึงความก้าวหน้า 2 ส่วน คือ ส่วนแรกที่มีการเจรจากับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ความก้าวหน้าส่วนที่สองคือ การเปิดพื้นที่สาธารณะขับเคลื่อนของภาคประชาชน ทั้ง 2 ส่วนที่มีแนวโน้มผลักให้เห็นทางออกของปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ชัดเจน แต่ในรายงานฉบับนี้ ไม่ได้นำเสนอแง่มุมตรงนี้ประกอบไปด้วย
 
ส่วน สุไฮมี ดูละสะ ตัวแทนจาก PerMAS วิพากษ์ในส่วนการเข้าสู่รายงานว่า ช่วงที่เกริ่นนำที่มองว่าการต่อต้านของประชาชนปาตานีเริ่มมาตั้งแต่ช่วง 1960 แต่อันที่จริงเริ่มตั้งแต่ 1786 หรือเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ขณะที่เนื้อหาก่อนที่จะมีการเจรจา กล่าวถึงการปฏิบัติทางการทหารของกลุ่มคิดต่างจากรัฐ แต่ไม่ได้ระบุการปฏิบัติการทางการเมืองของฝ่ายขบวนการฯ ซึ่งหากไม่ระบุจะส่งผลกระทบต่อขบวนการนักศึกษาที่ถูกเหมารวมไปว่าเป็นกลุ่มการเมืองของฝ่ายขบวนการฯ ด้วยเช่นกัน
 
สุไฮมี กล่าวด้วยว่า การเกิดขึ้นของการเจรจาเมื่อ 28 ก.พ. 2556 ภายหลังจากนั้นก็มีข้อเสนอจาก BRN  5 ข้อ ซึ่งในข้อเสนอตรงนั้น 3 ข้อมาจากการเปิดเวทีฟังเสียงประชาชน ‘บีจารอ ปาตานี’ แต่ในรายงานฉบับนี้ยังไม่ได้ระบุ จึงอยากให้ระบุด้วยว่าความเป็นมาของการปรับท่าทีของทั้งฝ่ายรัฐ และฝ่าย BRN มาจากการขับเคลื่อนของขบวนการนักศึกษา ด้วยเนื้อหาเช่นนี้จึงมองว่า รายงานฉบับนี้ไม่ค่อยมีการนำเสนอการปฏิบัติการทางการเมืองของภาคประชาชน มุ่งเน้นนำเสนอการปฏิบัติการทางการทหารของทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการเท่านั้น
 
ด้าน ผศ.ดร.วลักษณ์มล ให้มุมมองในฐานะผู้อ่านและผู้รับสารถึงการใช้สื่อสมัยใหม่เป็นเครื่องมือเพื่อเผยแพร่กรณีปรากฏการณ์ของการเจรจาพูดคุยสันติภาพครั้งนี้ว่า ประเด็นแรก รายงานได้พยายามทำให้เห็นภาพอีกระดับหนึ่งของกระบวนการสันติภาพ ซึ่งเป็นกระบวนสันติภาพที่เกิดจากพยายามของทุกฝ่าย ขณะเดียวกันก็พยายามจะเชื่อมโยงให้เห็นความเป็นมาของรายงานฉบับแรก อีกทั้งรายงานฉบับนี้สามารถทำให้เกิดการตั้งคำถามถึง เกี่ยวกับกระบวนการสันติภาพที่รับรู้ผ่านกระแส สื่อกระแสหลัก ที่รับรู้ระดับสาธารณะ
 
ประเด็นที่ 2 เนื้อหาของรายงานมองว่า กระบวนการสันติภาพล้มเหลว ซึ่งก็เป็นเรื่องเศร้าสำหรับคนในพื้นที่ แต่พอจะมีแง่มุมอื่นอีกหรือไม่ที่พอทำให้มีความหวัง และส่วนหนึ่งข้อมูลในหลายจุดที่ไม่ระบุแหล่งอ้างอิงอาจจะทำให้รายงานฉบับนี้ลดความน่าเชื่อถือ หรืออาจเป็นลักษณะเด่นของรายงานที่ค่อนข้างเป็นความลับ แต่อย่างไรก็ตามรายงานฉบับนี้ทำให้ผู้อ่านเปิดโลกทัศน์ มองเห็นแง่มุมใหม่ๆ ในกระบวนการสันติภาพ
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แง่มุมอื่นๆ จากผู้เข้าร่วมชี้ให้เห็นถึงสถานภาพทางการเมืองของรัฐไทยว่า ค่อนข้างจะนิ่งยาก ทำให้การเจรจาสันติภาพไม่ต่อเนื่อง อาจเกิดขึ้นยากในอนาคต แต่ในแง่มุมของการหยุดความรุนแรงทั้ง 2 ฝ่าย ควรจะมีการถอดบทเรียนซึ่งถูกระบุไว้ในรายงานฉบับนี้ก่อนจะมีการพูดคุยกันต่อ หากไม่อย่างนั้น การเจรจาพูดคุยก็คงจะล้มเหลวเหมือนเดิม
 
อีกประเด็นคือสถานะทางการเมือง ตัวแทนเจรจาของรัฐไทยตัวจริงคือใคร ตรงนี้เข้าใจยากทำให้การเจรจาทีผ่านมาไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้นจึงมีแนวทางที่ยั่งยืนคือ การทำงานฐานล่างที่มีความเชื่อมั่นที่จะทำให้กระบวนการสันติภาพเดินไปได้ต่อ ขณะเดียวกัน การจะระบุการเจรจาช้า หรือเร็ว ใช้เกณฑ์อะไรในการวัด ตรงนี้เป็นคำถาม ที่จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์และทำความเข้าใจกันต่อไป
 
 
ที่มา: เรียบเรียงข้อมูลจาก pataniforum.com