อุทยานแห่งชาติไทรทอง ยกคำสั่งคสช. เร่งชาวบ้านหนองบัวระเหวออกจากพื้นที่

อุทยานแห่งชาติไทรทองอาศัยอำนาจคำสั่ง คสช.ที่ 64/57 ให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ภายใน 30 เม.ย.นี้ ชาวบ้านชี้นโยบายทวงคืนผืนป่านำมาสู่ความเดือดร้อนต่อชาวบ้านจำนวนมาก เผยบางพื้นที่ถูกอุทยานฯประกาศทับที่ดินทำกินที่

 
7 เม.ย. 2559 สำนักข่าวปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน รายงานว่า ตามหนังสือ ทส.0917.513 ลงวันที่ 1 เม.ย.59  ระบุว่า วรพล ดีปราสัย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรทอง ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ เรียนว่าได้ร่วมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 นครราชสีมา กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.ชัยภูมิ คณะทำงานตามแผนปฎิบัติทวงคืนผืนป่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินงานตรวจสอบการใช้ประโยชน์พื้นที่ในอุทยานแห่งชาติไทรทอง ทุกกรณีเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอความร่วมมือและได้ประชาสัมพันธ์และแจ้งให้ราษฎรที่ได้บุกรุก ยึดถือครอบครองพื้นที่โดยไม่ถูกต้องหรือที่ได้มีการขยายพื้นที่ทำกินออกจากแปลงที่ได้รับรองสิทธิ์ โดยตั้งใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี หากมีความประสงค์จะส่งคืนพื้นที่ให้แก่ทางราชการ ขอให้ยื่นเรื่องผ่านผู้นำท้องถิ่น หรือยื่นได้ที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรทอง
 
ตามหนังสือระบุด้วยว่า ให้ยื่นภายในวันที่ 30 เม.ย. 2559 และจะไม่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแก่อย่างใด แต่หากยังดื้อดึง และทางราชการได้ทำการตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นผู้ไม่มีสิทธิ์ถือครองในพื้นที่ตรงนั้น ทางราชการจำเป็นต้องดำเนินการทางกฏหมายอย่างเคร่งครัด ต่อไป
 
กรณีนี้ ที่ผ่านมา สำนักข่าวปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน ได้ลงพื้นที่สอบถาม พบว่าชุมชนถือครองการใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินสืบทอดมานับแต่บรรพบุรุษมาอย่างยาวนาน ก่อนจะมีการประกาศอุทยานแห่งชาติไทรทองทับที่ดินทำกินที่อยู่อาศัยชาวบ้าน อีกทั้งผู้เดือดร้อนไม่ยอมรับผลการลงสำรวจตรวจสอบสิทธิ์ ตาม มติ ครม.30 มิ.ย.41 เพราะแนวปฏิบัติมุ่งผูกขาดอำนาจการจัดการทรัพยากรป่าไม้ไว้ที่หน่วยงานรัฐเพียงส่วนเดียว รวมทั้งทัศนะในการมองปัญหาว่าการลดลงของพื้นที่ป่าไม้ในประเทศเกิดจากการบุกรุกของชาวบ้าน ส่งผลให้ชาวบ้านไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่กับป่า หรือไม่มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ด้วยความที่เจ้าหน้าที่ผูกขาดอำนาจการจัดการป่าอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนที่อาศัยหรือทำกินอยู่ในพื้นที่มาก่อน ได้สร้างความขัดแย้งเรื้อรังมาจนกระทั่งปัจจุบัน
 
สำนักข่าวปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน รายงานด้วยว่าจากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว ได้ความว่าชาวบ้านถูกเจ้าหน้าที่ให้เซ็นต์เอกสารยินยอมออกจากพื้นที่ โดยรู้เท่าไม่ถึงกาณ์ เช่น กรณี สุดี เนาว์โอโล ชาวบ้านซับหวาย ม.7 ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ เล่าว่า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.57 เจ้าหน้าที่เข้ามาในพื้นที่ แจ้งว่า ขอยึดคืนผืนป่า ตามพื้นที่ล่อแหลม พื้นที่ลาดชัน โดยบอกว่าจะนำพื้นที่ไปฟื้นฟูป่า ครั้งนั้นตนเห็นดีด้วยจึงคืนให้ 3 ไร่ เจ้าหน้าที่จึงให้ไปเดินตามแปลง และไล่ยิงพิกัดตามหลังไปเรื่อยๆ พร้อมกับถ่ายรูป และฝังหลักไว้ จากนั้นเจ้าหน้าที่บอกด้วยว่า พื้นที่ส่วนที่เหลือให้สามารถทำกินได้ต่อไป และบอกอีกว่าจะมอบใบประกาศดีเด่นในการคืนพื้นที่ให้
 
สุดี เล่าอีกว่า ต่อมาประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทหาร เข้ามาเป็นครั้งที่ 2 ขอคืนพื้นที่อีก โดยบอกว่าทางผู้ใหญ่ให้มาเพื่อขอความร่วมมือในการคืนพื้นที่ หากตนไม่ยอมให้ความร่วมมือ จะมีหมายศาลเข้ามาจับกุม ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่กำชับอีกว่าหากมีเจ้านาย หัวหน้า หรือผู้ใหญ่เข้ามาสอบถามให้บอกว่าตนยินยอมเซ็นต์เอกสารด้วยความเต็มใจ ไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่บังคับ แต่ครั้งนี้นางสุดีบอกว่าไม่ยอมคืนให้ เพราะถ้าคืนให้ก็จะไม่มีที่ทำกิน อีกทั้งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการสืบทอดมาจากพ่อแม่มาอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดความหวงแหน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมเพราะบอกว่าทำกินมานานแล้ว ไม่ให้เข้ามาทำกินอีก ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และกลัวจะถูกจับกุม และถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจึงยอมเซ็นต์ให้ไปบางส่วน
 
สำหรับกรณีสุดี ล่าสุด เมื่อวันที่ 31 ม.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ป่าไม้ พร้อมกับทหาร เข้ามาเป็นครั้งที่ 3 โดยเข้ามาหาถึงที่บ้าน อ้างว่าได้คำสั่งให้ทุกคนรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พืชผลอาสินออกไปให้หมดภายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ หากใครไม่ยอมออกจากพื้นที่ก็จะบังคับให้ลงออกไปให้หมดทุกคน พร้อมเอาเอกสารที่มีรายชื่อของคนในชุมชนมาให้ดูว่าทุกคนยินยอมออกจากพื้นที่หมดแล้ว เหลือแต่ตนคนเดียว จากนั้นก็ถูกบังคับให้เซ็นต์เอกสารยินยอมออกจากพื้นที่ ส่งผลให้ในปัจจุบันนางสุดี กลายเป็นคนไร้ที่ทำกิน ต้องไปหาทำงานรับจ้างตามที่ต่างๆ ขณะเดียวกันตามที่ชาวบ้านถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการข่มขู่ บังคับ หลายครั้ง จึงได้รวมกลุ่มกันเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม เพื่อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจมาร่วมแก้ไขปัญหาผลกระทบให้อย่างถูกต้อง
 
ขณะที่ ไพโรจน์ วงงาน ชาวบ้าน ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า ภายหลังรัฐบาลมีนโยบายทวงคืนผืนป่า ทำให้ผู้ที่ทำกินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง กว่า 6 หมู่บ้าน ใน ต.วังตะเฆ่ และ ต.ห้วยแย้ ได้รับผลกระทบหนักขึ้น อาทิ ห้ามมิให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ และเข้ายึดพื้นที่ ทั้งถูกบังคับให้เซ็นต์ยินยอมออกจากพื้นที่ ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นนำมาสู่ความเดือดร้อนต่อชาวบ้านจำนวนมาก ที่ผ่านมาได้เข้ายื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เมื่อวันที่ 8 มี.ค.59 เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี  โดยพันธ์ศักดิ์ เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับหนังสือ จากนั้นในวันเดียวกันเดินทางไปยื่นหนังสือต่อที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และในวันที่ 9 มี.ค. 59 เดินทางเข้าพบ ฐากร สัตศตพร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์เขต 7 นครราชสีมา และเดินทางต่อไปยังศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ เพื่อเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัด โดย พ.ท.วสุธา ฤกษ์จำนงค์ นายทหารปฏิบัติการ ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม จ.ชัยภูมิ เป็นตัวแทนมารับหนังสือ
 
โดย ไพโรจน์ กล่าวอีกว่า ล่าสุด เมื่อวันนี้ 14 มี.ค.ที่ผ่านมาได้เข้ายื่นที่กองบัญชาการกองทัพภาคสองที่ 2 ค่ายสุรนารี นครราชสีมา โดย พ.ต.วรินทร แสงวิลัย นายทหารปฏิบัติการศูนย์ประชาสัมพันธ์รับเรื่องร้องทุกข์ เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ สาระสำคัญของการเข้ายื่นหนังสือต่อหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เร่งพิจารณาแก้ไขปัญหา ให้เกิดความเป็นธรรม โดยมีข้อเสนอเพื่อให้ผู้มีอำนาจพิจารณา ดังนี้ 1.ให้ยกเลิกแผนการทวงคืนผืนป่าในพื้นที่พิพาทอุทยานแห่งชาติไทรทอง ต.ห้วยแย้ ต.วังตะเฆ่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ 2.ให้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างชาวบ้านผู้เดือดร้อน กับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือครองทำประโยชน์ที่ดิน  โดยมีสัดส่วนของราษฏรที่เดือดร้อนในจำนวนที่เท่ากัน ทั้งนี้ ไม่ให้มีการดำเนินการตามนัยมติคณะรัฐมนตรีวันที่  30 มิ.ย.2541 และ 3.ในระหว่างกระบวนการแก้ไขปัญหา ให้ยุติการดำเนินการใดๆที่ส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนต่อราษฎรในพื้นที่ และผ่อนผันให้สามารถทำประโยชน์ตามปกติสุข
 
“ท้ายที่สุด กลับมีหนังสือคำสั่งให้ออกจากพื้นที่ ภายในวันที่ 30 เม.ย.59 นี้ โดยนำ มติ ครม.30 มิ.ย.41 มาใช้ ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะถูกผูกขาดอำนาจโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียว ไม่มีประชาชนตัดสินใจในการมีส่วนร่วมแต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้ หากดำเนินการขับไล่ตามหนังสือคำสั่งดังกล่าว จะทำให้ชาวบ้านกว่า 800 ครอบครัว ไร้ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เพราะอุทยานฯ ไม่มีนโยบายในการจัดสรรที่ให้แก่ประชาชน ดังนั้น เพื่อการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของผู้เดือดร้อน จึงใคร่ขอให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด เร่งพิจารณาออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ยุติ การดำเนินการใดๆที่ส่งผลต่อความสุขของประชาชน ตามหนังสือที่ชาวบ้านยื่นเรียกร้อง โดยด่วน” ไพโรจน์ กล่าว
 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์