ยกฟ้องคดี 'ชายชุดดำ' ระเบิดเตรียมคาร์บอม

 
14 มิ.ย.2559 วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจากสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) แจ้งว่าเมื่อเวลา 14.45 น. ที่ศาลอาญา ห้องพิจารณาคดีที่ 813 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1940/2558 คดีระเบิดคาร์บอมที่อพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง ย่านถนนรามอินทรา ระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ กับกิตติศักดิ์ สุ่มศรี จำเลย โดยโจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ร่วมกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันครอบครองวัตถุระเบิด วงจรระเบิด อาวุธปืนสงครามซุกซ่อนในรถยนต์ฮอนด้าซีวิคซึ่งมีผู้แจ้งหายจอดทิ้งไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โคกคราม พร้อมด้วยเจ้าหน้าเก็บกู้วัตถุระเบิด(EOD) ทราบเหตุได้รับแจ้งจากผู้หวังดี จึงเข้าตรวจค้นรถยนต์ของกลาง พบของกลางระเบิดซีโฟร์ ทีเอ็นที ดินระเบิด ระเบิดขวด ถังดับเพลิงบรรจุปุ๋ยูเรีย ประกับอาวุธปืนอาก้า ลูกกระสุนเอ็ม 79 รวมจำนวน 20 รายการ
 
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์แล้ว ทั้งพยานบุคคลที่มีผู้ดูแลอพาร์ทเมนต์ที่เคยให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความในศาลขัดแย้งกับที่มาเบิกความในศาล และเป็นผู้มีส่วนได้เสียจึงไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับผลการตรวจดีเอ็นเอ และลายนิ้วมือแฝงของจำเลยเทียบกับวัตถุพยานของกลางไม่ตรงกับจำเลย จึงเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้ลงโทษจำเลยได้ พิพากษายกฟ้อง
 
วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจำเลย กล่าวว่า กิตติศักดิ์ ถูกฟ้องคดีนี้คนเดียวภายหลังจากถูกฟ้องมาแล้วอีกหนึ่งคดีซึ่งกิตติศักดิ์ ตกเป็น 1 ในผู้ต้องหา 5 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น "ชายชุดดำ" ที่ก่อเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ในวันที่ 10 เม.ย. 2553 ที่แยกคอกวัว ถูกจับกุมในช่วงเดือน ก.ย. 2557 โดยทหารชุดทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และพนักงานสอบสวนที่ตั้งขึ้นเป็นคณะทำงานพิเศษ นำตัวไปควบคุมที่ค่ายทหารหลายวัน ต่อมานำตัวมาแถลงข่าวว่า ชายชุดดำทั้ง 5 คน (ในจำนวนนี้มีหญิง 1 คน) ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุในวันที่ 10 เม.ย. 2553 แต่หลังจากนั้นผู้ต้องหาทั้ง 5 ได้มอบหมายให้ทนายความนำหนังสือยืนยันว่าพวกเขาถูกบังคับและทำร้ายร่างกายในการสอบปากคำในสถานที่แห่งหนึ่ง และได้ขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาสั่งไม่ฟ้อง อย่างไรก็ตามต่อมาอัยการได้ฟ้องชายชุดดำทั้ง 5 คน ต่อศาลอาญา ข้อหาร่วมกันมีและครอบครองงอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกมบอนุญาตได้ และข้อหาพาอาวุธไปในเมือง ร่วมกันก่อการร้าย เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.4022/2557 ซึ่งคดีชายชุดดำดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ โดยที่ตัวจำเลยทั้งหมดไม่ได้รับการอนุญาติให้ประกันตัวแต่อย่างใด