5 ผู้ต้องหาคดีไทยศึกษาออกหนังสือขอความเป็นธรรม ร้องอัยการสอบพยานเพิ่มตามที่ขอ

หลังส่งรายชื่อพยาน 5 คนเพื่อขอให้สอบสวนเพิ่มไว้ตั้งแต่ 1 ก.ย. แต่ยังไม่คืบ มติที่ประชุม จ.เชียงใหม่สั่งฟ้อง ตัวแทนทนายความระบุเหลือเวลาสั่งฟ้องแค่ผลัดเดียว แต่อัยการมีสิทธิ์ขออัยการเขตฟ้องหลังหมดผลัดได้ ผู้ต้องหามั่นใจพยานเพราะเป็นนักวิชาการมือฉมัง จะเป็นประโยชน์กับรูปคดี

5 ผู้ต้องหาคดีไทยศึกษาไปสำนักงานอัยการศาลแขวงเชียงใหม่ 11 ก.ย. 2560 ตามนัดหมาย (ที่มา:เว็บไซต์ข่าวประชาธรรม)

11 ก.ย. 2560 สืบเนื่องจากมติที่ประชุมของจังหวัดเชียงใหม่ (8 ก.ย.) กรณีกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดเชียงใหม่แจ้งความกลุ่มนักวิชาการ นักศึกษา นักกิจกรรมและสื่อมวลชนรวม 5 คน ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 เรื่องการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย โดยที่ประชุมมีมติสั่งฟ้องคดีต่ออัยการ และให้นัดหมายผู้ต้องหาไปที่สำนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ เวลา 10.00 น. ในวันนี้

วันนี้ (11 ก.ย.) เว็บไซต์ข่าวประชาธรรม รายงานว่า ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ได้แก่ ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคศึกษาด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และยังเป็นประธานกรรมการและประธานฝ่ายวิชาการจัดงานประชุมไทยศึกษาครั้งที่ 13 ที่ จ.เชียงใหม่เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกคือ ธีรมล บัวงาม นักศึกษาปริญญาโท คณะการสื่อสารมวลชน มช. และยังเป็นบรรณาธิการสำนักข่าวประชาธรรม, ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลและนักเขียนอิสระ, ชัยพงษ์ สำเนียง นักศึกษาปริญญาเอกคณะสังคมศาสตร์ มช. และนลธวัช มะชัย นักศึกษาปริญญาตรีคณะการสื่อสารมวลชน มช. ที่ร่วมงานไทยศึกษา ได้เดินทางไปยังสำนักงานอัยการคดีศาลแขวงเชียงใหม่ตามเวลานัดหมาย

ทั้งนี้ ทางผู้ต้องหาได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมในกรณีพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบพยานบุคคลเพิ่มเติมทั้งสิ้น 5 คน เพื่อสนับสนุนคำให้การของผู้ต้องหา เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา แต่ทางพนักงานสอบสวนยังไม่ได้สอบพยานบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใด  โดยพยานนักวิชาการที่ผู้ต้องหาได้ขอให้พนักงานสอบสวนทำการสอบเพิ่มเติม ได้แก่

  1. ศ.อานันท์ กาญจนพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  2. จณิษฐ์ เฟื่องฟู อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  3. ผศ.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

  4. รศ.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

  5. รศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สุมิตรชัย หัตถสาร ตัวแทนทีมทนายความให้สัมภาษณ์กับกลุ่มผู้สื่อข่าวที่ไปทำข่าวในเหตุการณ์ ระบุถึงสาเหตุของการยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ใจความว่า

“หลังจากที่ประสานมาก่อนหน้านี้ก็ทราบว่า ที่ประชุมจังหวัดยืนยันให้ส่งฟ้อง เขาจึงต้องสรุปเรื่องและส่งให้อัยการวันนี้ ก็เลยต้องนัดผู้ต้องหาทุกคนมาที่สำนักงานอัยการวันนี้ พอทราบอย่างนั้น พยานที่เป็นนักวิชาการ 5 คน ที่เสนอให้มีการสืบเพิ่มเติมยังไม่ได้มีการสอบเลย เราเลยยื่นร้องขอไปทางอัยการวันนี้ให้มีการสอบ ”

ในขณะที่ชยันต์ วรรธนะภูติ ระบุถึงเหตุจำเป็นในการสอบพยานเพิ่มกับกลุ่มสื่อมวลชนที่ไปทำข่าว ใจความว่า

“เรามาเพื่อขอความเป็นธรรมให้พนักงานสอบสวนได้สอบสวนพยาน 5 คนที่เราเคยเสนอไว้แล้ว แต่เนื่องจากเวลาจำกัด พนักงานสอบสวนจึงยังไม่ได้สอบปากคำพยาน ที่มาวันนี้ก็เพื่อขอความเป็นธรรมให้เราได้สามารถเสนอให้พนักงานสอบสวนได้สอบพยานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่เราคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี”

“ถ้าดูจากข้อกล่าวหาเรื่องการชูป้าย มันก็ต้องมีการตีความว่าข้อความดังกล่าวเป็นการทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และนำไปสู่การยั่วยุ ทำให้ผู้ที่ได้เห็นภาพเกิดความเกลียดชังหรือไม่” ชยันต์กล่าว

สุมิตรชัยยังให้ข้อมูลกับเหล่าสื่อมวลชนเกี่ยวกับขั้นตอนการขอพิจารณาหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ดุลยพินิจและเวลาที่เหลืออยู่ของอัยการในการสั่งฟ้องว่า ถึงแม้จะผ่านกำหนดระยะเวลาสั่งฟ้อง 5 ผลัดหรือ 30 วันตามกฎหมาย แต่อัยการสามารถขอยื่นฟ้องไปที่อัยการเขตหลังจากนั้นได้

“อัยการต้องส่งหนังสือร้องความเป็นธรรมให้อัยการภาคพิจารณา ถ้าอัยการภาคเห็นชอบให้มีการสอบเพิ่มเติมก็จะมีคำสั่งให้ดำเนินการสอบเพิ่มเติม ถ้าไม่สอบเพิ่มเติมก็ดูว่าอัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ ก็ต้องไปพิจารณาหลักฐานทั้งหมดในสำนวนที่ตำรวจส่งมา ถ้าสั่งฟ้องก็จะนัดผู้ต้องไปหาไปที่ศาลแขวงเพื่อสั่งฟ้อง แต่ถ้าไม่สั่งฟ้องเรื่องก็จะกลับไปที่ตำรวจเพื่อพิจารณาว่าจะยังยืนยันสั่งฟ้องหรือไม่ ถ้ายังยืนยันสั่งฟ้อง เรื่องก็จะไปที่อัยการสูงสุด”

“ตามกฎหมายอัยการมีเวลาเหลือแค่ 2 ผลัด หรือผลัดเดียวด้วย เพราะตำรวจใช้ไป 4 ผลัดแล้ว ตามกฎหมายคือ 5 ผลัด ผลัดละ 6 วัน หมายความว่าอัยการเหลือผลัดเดียว แต่ถ้าอัยการเลยผลัดฟ้อง 5 ผลัดแล้วจะฟ้องต้องขออนุญาตอัยการเขต ถ้าอัยการตัดสินใจไม่ฟ้องใน 6 ผลัด ก็ได้ แต่พอเวลาจะฟ้องก็ไปขอที่อัยการเขต”

“ทุกคนก็ยังมั่นใจ เพราะนักวิชาการแต่ละท่านที่มาให้ความเห็นคิดว่าจะมีประโยชน์กับคดีนี้ไม่ว่าจะเป็นสายนิติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ว่าถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลอะไร” ตัวแทนทีมทนายกล่าวถึงความมั่นใจของผู้ต้องหา

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า เจ้าหน้าที่ทหารที่เป็นผู้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ กับพนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือกคือ ร.ท.เอกภณ แก้วศิริ อัยการผู้ช่วยศาลมณฑลทหารบกที่ 33 จ.เชียงใหม่ ได้รับมอบอำนาจจาก พ.อ.สืบสกุล บัวระวงศ์ รองผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย จ.เชียงใหม่ โดยตามกำหนดการจะมีการนัดหมายผู้ต้องหาเข้ารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 15 ก.ย. 2560 เวลา 13.30 น.

คดีดังกล่าวตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างจากเครือข่ายนักวิชาการ ศิลปิน ภาคประชาสังคมและหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในและนอกประเทศ โดยที่ผ่านมาก็มีคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และเครือข่ายนักวิชาการและศิลปินเพื่อนไทยศึกษา ตลอดจนนิสิตปัจจุบันและศิษย์เก่าของศูนย์ไทยศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 42 ราย ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนพลเมือง-นักวิชาการที่ร่วมงานไทยศึกษาครั้งที่ 13 (ICTS13) ที่ถูกกองกำลังรักษาความสงบฯ เชียงใหม่ ดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. 3/2558 โดยเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีและข่มขู่นักวิชาการทุกรูปแบบ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

หนังสือร้องขอความเป็นธรรมขอให้สอบพยานเพิ่ม ระบุ ทหารแทรกแซงงานวิชาการทำลายบรรยากาศ ย้ำ ป้าย "เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร" ไม่ส่อยุยง ปลุกปั่น

หนังสือร้องขอความเป็นธรรมฉบับเต็ม

ทำที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วันที่ 11 กันยายน 2560

เรื่อง ​ร้องขอความเป็นธรรม

เรียน​ พนักงานอัยการ

​ข้าพเจ้านายชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้ต้องหาที่ 1  นางภัควดี จิตสกุลชัยเดช (วีระภาสพงษ์) ผู้ต้องหาที่ 2 นายนลธวัช มะชัย  ผู้ต้องหาที่ 3  นายชัยพงษ์ สำเนียง ผู้ต้องหาที่ 4  นายธีรมล บัวงาม  ผู้ต้องหาที่ 5  ขอยืนยันให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และมีความประสงค์ร้องขอความเป็นธรรมต่อท่าน  ดังนี้

​ผู้ต้องหาทั้งห้า ได้ยื่นคำให้การเป็นหนังสือต่อพนักงานสอบสวนและอ้างบุคคลให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำในฐานะเป็นพยานของผู้ต้องหาทั้งห้า  เพื่อสนับสนุนคำให้การของผู้ต้องหาทั้งห้า รายละเอียดปรากฏในสำนวนการสอบสวนแล้วนั้น แต่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนมิได้สอบพยานบุคคลตามที่ผู้ต้องหาทั้งห้าอ้างแต่อย่างใด

​ผู้ต้องหาทั้งห้าขอเรียนว่า  ผู้ต้องหาทั้งห้าไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา  การกระทำของผู้ต้องหาทั้งห้าไม่เป็นการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านทางการเมือง  และไม่ได้ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลให้มีการนำไปเผยแพร่ทางสื่ออินเตอร์เน็ตเพื่อให้กลุ่มบุคคลที่ต่อต้านรัฐบาลรับรู้รับทราบ ถึงขนาดจะก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง  ไม่เป็นการกระทำอันเป็นการต่อต้านยุยง ปลุกปั่น  หรือการปลุกระดมทางการเมือง  และไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือละเมิดคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ที่ 3/2558  กล่าวคือ

​การจัดการประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษาครั้งที่ 13 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 กรกฎาคม 2560 ณ  ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่ โดยความร่วมมือระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นเวทีวิชาการสำหรับนักวิชาการไทยและต่างประเทศนำเสนอผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับไทยศึกษาและเอเชียศึกษา

​ในระหว่างการประชุมตั้งแต่วันที่ 15 ถึงวันที่ 18  กรกฎาคม 2560  มีเจ้าหน้าที่ทหารแต่งกายในเครื่องแบบทหาร  และมีบุคคลลักษณะคล้ายเจ้าหน้าที่  จำนวนประมาณ 20 คน เข้ามาในพื้นที่ประชุมโดยไม่ได้แจ้งให้ผู้จัดงานทราบ  ไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน  และไม่มีบัตรผู้เข้าร่วมงาน กลุ่มบุคคลดังกล่าวเข้ามาภายในบริเวณที่จัดงานโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการยินยอมจากผู้จัดงาน  ได้ทำการถ่ายภาพเฉพาะเจาะจงผู้นำเสนอบทความวิชาการและผู้เข้าร่วมประชุม  และสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วมประชุม ได้ทำการบันทึกเสียงการนำเสนอของวิทยากรและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุม  และพูดคุยโทรศัพท์เสียงดังขณะที่มีการนำเสนอบทความวิชาการในห้องประชุม  ทั้งยังมีการพูดโทรศัพท์ในลักษณะรายงานเนื้อหาที่วิทยากรนำเสนอ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ที่จะเข้ามาร่วมประชุมตามปกติ ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วมประชุม ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเกิดความอึดอัดและวิตกกังวล  ซึ่งทำลายบรรยากาศของเวทีประชุมวิชาการที่จำเป็นต้องนำเสนอหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างเปิดกว้าง  อีกทั้งยังเป็นการแทรกแซงและรบกวนการประชุมอย่างมาก  เนื่องจากผู้จัดได้จัดให้มีการประชุมในห้องประชุมที่ถูกจัดไว้เป็นสัดส่วน  และระหว่างที่มีการประชุมจะปิดประตูห้องประชุม  เพื่อไม่ให้มีการรบกวนการประชุม  การกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นการแทรกแซงการจัดการประชุมทางวิชาการและกระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการอย่างร้ายแรง  ซึ่งในเวทีวิชาการระดับโลกถือว่าเป็นการเสียมารยาทในการประชุมอย่างมาก

​ข้อความว่า “เวทีวิชาการ  ไม่ใช่ค่ายทหาร” เป็นข้อความบอกเล่าปกติทั่วไป  ไม่ได้มีเนื้อหาที่ส่อไปในทางการเมืองหรือมีความหมายเป็นการต่อต้าน  ยุยง  ปลุกปั่น  หรือเป็นการปลุกระดมทางการเมือง ซึ่งเวทีวิชาการจะต้องเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างและไม่ควรมีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นการแสดงออกสนับสนุนเสรีภาพทางวิชาการในการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติในครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าเสรีภาพทางวิชาการในการประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้กำลังถูกลิดรอน

​เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงตามที่ผู้ต้องหาทั้งห้าได้เรียนข้างต้น  ผู้ต้องหาทั้งห้า  ยังมีความประสงค์จะขออ้างพยานบุคคลเพื่อสนับสนุนข้อต่อสู้และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาทั้งห้า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131 ที่กำหนดให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิด  เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา  ผู้ต้องหาทั้งห้าจึงขออ้างบุคคลเป็นพยาน ดังต่อไปนี้

1. ศ.ดร.อานันท์  กาญจนพันธุ์  อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา  คณะสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ในประเด็นเรื่องความเป็นมาและความสำคัญของการประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา  เสรีภาพทางวิชาการ และการให้ความหมายข้อความ

2. ดร.จณิษฐ์ เฟื่องฟู  อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในประเด็นให้ความหมายข้อความ

3. ผศ.ดร.จันทจิรา  เอี่ยมมยุรา  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ในประเด็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกตามรัฐธรรมนูญ  พันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายที่เกี่ยวกับการชุมนุม

4. รศ.ดร.อุบลรัตน์  ศิริยุวศักดิ์  อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ ภาควิชาสื่อสารมวลชน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ประเด็นเรื่องผลสืบเนื่องจากการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสารมวลชน

5. รศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ประเด็นเรื่องการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ที่จะส่งผลไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมือง

​ด้วยเหตุที่เรียนข้างต้น  จึงขอพนักงานอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบพยานบุคคลที่ผู้ต้องหาอ้างและมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีผู้ต้องหาทั้งห้าต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

ลงชื่อ​ผู้ต้องหาที่ 1

(นายชยันต์  วรรธนะภูมิ)

 

ลงชื่อ​ผู้ต้องหาที่ 2

​(นางภัควดี  จิตสกุลชัยเดช)

 

ลงชื่อ​ผู้ต้องหาที่ 3

(นายนลธวัช  มะชัย)

 

ลงชื่อ​ผู้ต้องหาที่ 4

​ (นายชัยพงษ์  สำเนียง)

 

ลงชื่อ​ผู้ต้องหาที่ 5

​ (นายธีรมล  บัวงาม)