'หลงไฟ' กับเศรษฐศาสตร์การเมืองของไทย


ที่มาภาพ
www.guchill.com

ดังเป็นพลุแตกสำหรับก้านแก้ว นางเอกของละครเรื่องหลงไฟ ละครดัง ละครแรงแห่งปี ที่นาทีนี้ไม่มีใครไม่พูดถึง และเมื่อคุณกำลังอ่านคอมเม้นในโลกโซเชียล ผู้ชมที่ติดตามละครก็พร้อมจะเทใจและส่งแรงเชียร์ให้กับ ก้านแก้ว ด้วยเสียงอย่างเป็นเอกฉันท์ – เอ๊ะ ? ก้านแก้วนี่นะ เพราะอะไร?

ก้านแก้ว ชื่อเรียกแบบสนิท ให้เรียกว่า ‘ก้าน’ แต่ถ้ารับงาน ก้านจะให้เรียกว่า ‘แก้ว’ เป็นตัวละครที่พ่อแม่แยกทางกัน พ่อเอามาทิ้งไว้บ้านป้าที่สลัม ป้ากับลุงของก้าน แถมลุงของก้านเองจะเป็นโรคจิตจ้องจะงาบก้านอยู่ทุกวี่ทุกวัน แค่เริ่มก็รู้สึกสงสารลุ้นและเอาใจช่วยในโชคชะตาของก้านเสียแล้ว ความยากลำบากทำให้ก้านต้องดิ้นรนทำงานหนักหน่วงเพื่อดูแลตัวเอง ส่วนงานที่ก้านทำ เธอระบุเองว่า ‘ก้านรับแต่งานทานข้าวนะคะ งานนั่งดริ๊ง เต้น ก้านไม่รับนะคะ’ ซึ่งก้านแก้วก็เป็นนางเอกจากนวนิยายเรื่องเก่าในยุคใหม่ ซึ่งแค่คาแรคเตอร์ของตัวละครก้านแก้วเอง ก็ฉายภาพของ Class Struggle ได้อย่างเด่นชัด  ก้าน พยายามที่จะไต่ระดับทางสังคมขึ้นไป ด้วยการใช้ข้าวเครื่องเครื่องใช้แบรนด์เนม พยายามพูดถึงชีวิตที่สะดวกสบายและอนาคตที่สดใส กลไกการขับเคลื่อนละครเรื่องหลงไฟมีแค่นี้เท่านั้น ความพยายามที่จะไต่ระดับทางสังคมของก้านแก้ว คือ แกนกลางของเรื่องที่แบกละครเรื่องหลงไฟมาจนใกล้ถึงจุดอวสานต่อสายตาผู้ชมชาวไทยทั้งประเทศ

สรุปง่ายๆ สั้นคือ ก้านแก้ว ทำงานเป็นผู้หญิงขายบริการ, โสเภณี หรืออีกชื่อ **** นั่นเอง วิธีคิดของตัวละครนี้ พยายามที่จะพาตัวเองออกจากสังคมที่เธอมองว่าไม่ดี การต่อสู้ในการไต่ระดับทางสังคมของเธอจึงเริ่มต้นขึ้น เมื่อย้อนกลับไปเมื่อนวนิยายเรื่องหลงไฟถือกำเนิดขึ้นในปี 2532 จริงๆ แล้วหลงไฟ ถูกทำเป็นละครมาก่อนหน้านี้ถึงสองครั้ง นั่นก็หมายความว่า ชีวิตของก้านแก้วโลดแล่นบนหน้าจอมาแล้วรวมสามรอบ 20 ปีมานี้ ตั้งแต่ก้านแก้วเกิดขึ้น มีอะไรเกิดขึ้นกับเศรษฐศาสตร์การเมืองไทยบ้าง ?

ปี 2532 เป็นปีที่สองของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เจ้าของวลีเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า ซึ่งก็สอดรับกับการทำงานและบริบทของทุนนิยมโลกรวมถึงกลุ่มนักคิดสาย Liberalism ที่ไม่ศรัทธาในการสู้รบเพื่อแย่งชิงแบบพวก Realism อีกต่อไป แต่กลับมองหาและแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก นอกจากนี้ ในห้วงเวลาเดียวกันของการดำรงตำแหน่งของพลเอกชาติชาย ยังเป็นช่วงเวลาของการขยายตัวของลัทธิเสรีนิยมใหม่ ซึ่งหัวขบวนนำโดย มากาเร็ต แทชเชอร์ และ โรนัล เรแกน นั่นเอง แล้ว... ลัทธิเสรีนิยมใหม่คืออะไร? (แล้วคนพวกนี้คือใครรรรร เกี่ยวอะไรกับก้านล่ะคะ?)

ย้อนกลับไปก่อนยุคที่หลงไฟจะถูกเขียนขึ้น (2532) ประเทศไทยได้รับอานิสงค์จากเกิดขึ้นของสงครามเย็นในช่วงทศวรรษ 2500 รวมถึงสงครามเวียดนาม ที่สหรัฐอเมริกาได้หอบเงินถุงเงินถังเข้ามาลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับประเทศไทย ตัดถนนมิตรภาพให้ สร้างฐานทัพให้ การเข้ามาของสหรัฐฯในครั้งนั้น ได้กระตุ้นการทำงานการจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจอย่างมาก สหรัฐฯมาพัฒนาอยู่หลายปีก่อนจะถอนตัวออกจากไทย จังหวะนั้นไทยก็ถือว่าพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด มีการเคลื่อนย้ายแรงงานภายในประเทศ คนจากต่างจังหวัดทุกภูมิภาคมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพ ภาคชนบทไหลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมกันแทบหมด ตั้งรกรากกันขวักไขว่ไขว่คว้าในเมืองหลวง (ซึ่งการอพยพเคลื่อนย้ายแบบเร่งรีบส่งผลทำให้เกิดการก่อต่อของชุมชนแออัด หรือสลัมนั่นเอง)

หลังจากสหรัฐฯถอนตัวไปก็มี  Plaza Accord หล่นทับใส่หัว อยู่ดีดีก็ได้เป็นฐานการผลิตให้ญี่ปุ่น เศรษฐกิจการค้ารุ่งเรืองเฟื่องฟู ขณะเดียวกันการดำเนินนโยบายแบบ Psuedo Urbanization อย่างเต็มสูบจากทศวรรษก่อนหน้าก็เกิดผลเสีย ผลเสียที่เห็นได้ชัดคือ บ้านป้าบ้านลุงน้องก้านที่บอกว่าอยู่สลัม ก็เป็นผลมาจากการพัฒนาเภทนี้ พื้นที่ไม่พอต่อความต้องการในการอยู่อาศัย ก็อยู่ทับๆ แออัดกันเข้าไปกลายเป็นสลัม ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานไม่พอต่อความต้องการ น้ำไฟฟ้ารถสาธารณะ หลายๆ อย่างล้วนเป็นปัญหาที่เกิดจากการพัฒนาประเภทนี้นั่นเอง

และในยุคที่หลงไฟถือกำเนิดขึ้นมา ปี 2532 ก็เป็นช่วงรอยตัวยุค Plaza Accord กับการเป็นประเทศที่พัฒนาด้วยระบอบลัทธิเสรีนิยมใหม่ ประเทศไทยมีนายกทหารที่มีวิสัยทัศน์ทางการค้า และการทำเศรษฐกิจเป็นคนแรก (ปรบมืออออ)

ผู้เขียนเลยสรุปเอาว่า บ้านลุงกับป้าก้านที่บอกว่าอยู่สลัม คงเป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาเมืองอย่างเร่งรีบและขาดการวางแผนและผังเมือง ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับปัญหาและประเด็นการกระจายทรัพย์สินที่ไม่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทย โดยเป็นที่รู้กันดีว่าชนชั้นนำและอภิสิทธิชนในสังคมไทย จำนวนหย่อมมือเดียว มีทรัพย์สินที่ดินที่ได้รับจากการการเกาะเกี่ยวผลประโยชน์ในช่วงสร้างเนื้อสร้างตัวของรัฐไทย ทำให้พวกเขาครอบครัวได้ครอบครองสิ่งเหล่านี้ไว้จำนวนมาก ตัวละครโชนที่เป็นลูกชายคนเดียวของเศรษฐีนี ที่เป็นชายที่ก้านหมายปอง ก็จัดเรียงลำดับชั้นอยู่กลุ่มชนชั้นนำเหล่านี้เห็นจะได้ การที่เธอไขว่คว้าโชน ยิ่งสะท้อนภาพความเด่นชัดของ class struggle ที่ก้านแก้วกับต่อสู้อยู่ ขณะที่พ่อแม่ของก้านที่เลิกรากันไป ก็ได้มาทิ้งก้านไว้กับลุงกับป้า ทำให้สันนิษฐานได้ว่าพ่อและแม่ของก้านเชื่อเป็นแรงงานอพยพที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพขณะนั้น ไม่น่าใช่คนพื้นที่ดังเดิม เพราะลุงป้าของก้านน่าจะมาตั้งรกราก (Settle down) ในช่วงทศวรรษ 2500 ในยุคที่อเมริกาเข้ามาครั้งแรก เลยเดาได้ว่า พ่อน้องก้านก็น่าจะเป็นแรงงานจากภาคชนบทที่เข้ามาทำงาน อยู่กินและเลิกรากันกับแม่ของเธอ

ทำไมก้านต้องทำงานนี้แบบนี้ด้วยล่ะ จริงๆ แล้วลัทธิเสรีนิยมใหม่ เป็นลัทธิที่จัดการในระบบบนของระบบ ไม่ได้ลงวุ่นวายหรือมีข้อบังคับอะไรมากมายกับคนในระดับล่าง การที่ก้านจะเป็นเพื่อนเที่ยว เด็กนั่งดริ๊ง โสเภณี หรือ **** เป็นเรื่องปกติมากในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ตราบใดที่มีดีมานด์ของก็ขายได้ แต่มันสำคัญยังไงกับ ลัทธิเสรีนิยมใหม่กันล่ะ ??? ความต้องการและความปรารถนาของก้านแก้ว คือกลไกการทำงานของลัทธิเสรีนิยมใหม่ และมันทำงานได้ดีเมื่อจับคู่กับประเทศกำลังพัฒนาที่ขาดสวัสดิการและการประกันความมั่นคงในชีวิต  แต่แฟนขับ น้องก้านบางกลุ่มอาจจะมองว่า ไม่ใช่ สิ่งที่น้องก้านทำคือกิเลสตัณหา ซึ่งนั่นจะเป็นอีกประเด็นที่เอาไว้ให้ถกเถียง แต่ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์การเมือง เรากำลังพยายามหาที่ทางของก้าน และอำนาจเศรษฐกิจการเมืองของก้านแก้วอยู่ เมื่อมันไม่มี ก็ต้องต่อสู้ วิธีต่อสู้แบบก้าน ก็เป็นสิ่งที่แฟนละครหลงไฟได้เห็นกันแล้ว เพราะนั้นเราจะโฟกัสที่แรงขับและแรงผลักที่ทำให้ก้านตัดสินใจที่จะทำงานอย่างในเรื่อง

ความทะเยอทะยานมีแน่นอน บวกกับความอยากได้อยากมี ได้ก่อรูปแบบก้านแก้ว --- แต่เรา เราจะไม่พูดถึงศาสนากันนะ เราจะไม่พูดว่าน้องแก้วหลงในรูป น้องแก้วไม่รู้จักพอ น้องแก้วทำผิดศีลธรรม --- แต่สิ่งที่กระตุ้นการตัดสินใจของก้านจริงๆ คือระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนี่แหละ ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่เมื่อมีผู้ซื้อก็มีผู้ขาย ตราบใดที่มีสองสิ่งนี้ ก็มีคนซื้อก้านและก้านก็ขายด้วย ตัวระบบเศรษฐกิจแบบตลาดนี่เข้ามาในไทยมาซักพักใหญ่ๆ เลยแหละ แต่ครอบคลุมไทยทุกภูมิภาคคือยุคที่อเมริกาเข้ามา ดังนั้นอาชีพแบบ sex worker จึงเป็นอีกอาชีพนึงในช้อยส์ของคนทำมาหากิน

มาถึงสิ่งที่ค้างไว้มาซักพักเรื่องลัทธิเสรีนิยมใหม่ จริงๆ มันก็คือเศรษฐกิจแบบตลาดนั่นแหละ ที่ยกระดับขึ้นมาก อย่างที่บอกไปข้างต้นว่ามันไม่ลงมาวุ่นวายกับคนระดับล่าง แต่จะจัดการในระดับบนระหว่างรัฐกับเอกชนเท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การจัดการในระดับบนจะส่งผลโดยตรงกับปัจเจกในระดับล่าง ความไม่แน่นอนที่เกิดจากการไร้หลักประกันของระบบที่ควบคุมโดยลัทธิเสรีนิยมนั้นทำให้ชีวิตน้องก้านต้องดิ้นรนหาเงินเพื่อสร้างความมั่นคง (เราเทียบความมั่นคงของก้านได้กับคอนโดของเธอในเรื่อง)

เหตุผลที่เสรีนิยมใหม่ทำให้ชีวิตไร้หลักประกัน เพราะกระบวนการการทำงานของมัน เน้นการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของรัฐในการดูแลประชาชนในรัฐ จะเห็นว่าก้านไม่มีบ้านของตัวเอง ก้านไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ก้านเลยต้องออกมาหางานทำ (สมัยก่อนก้านดรอปเรียน) ซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีต้นทุนในมุมมองของลัทธิเสรีนิยมใหม่ ดังนั้นเสรีนิยมใหม่จึงเน้นหาให้ประชาชนขวนขวายฝักใฝ่หามันมาด้วยกำลังแรงของตนเอง คนที่พยายามมากกว่าคนอื่นจะประสบผลสำเร็จ จริงๆ ก้านก็ชอบพูดแบบนี้กับเพื่อนของเธอ เธอมักพูดกับชาลาว่า คิดให้มันยาวๆ หน่อย ทำแค่นี้จะไปได้อะไร ชีวิตจะไปได้แค่ไหนกันทำเหมือนแก (ชาลา) จริงๆ ก้านก็มีความคิดที่ดีตามแบบที่เสรีนิยมใหม่อย่างให้มีนะ แต่วางแผนผิดไปในหลายๆ ครั้งแค่นั้นเอง

ลัทธิเสรีนิยมใหม่นี้แหละที่ทำให้ก้านพาตัวเองไปถึงจุดที่คนดูรู้สึกอินและรู้สึกเอาใจช่วย เพราะลึกๆ แล้วคนดูก็รู้สึกว่าเธอก็เป็นแค่คนทำงานคนนึง และรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับความทุกข์ยากในการทำงานเหมือนกัน แค่ต่างกรรมต่างวาระ จริงๆ แล้ว ก้านเป็นคนทำงานอย่างหนักคนนึง รับแขกทีละหลายๆ คน เธอก็ควรได้รับความเป็นธรรมและจำนวนเงินอย่างเหมาะสมจากการทำงาน หลายๆ คนก็เห็นใจและลุ้นให้ก้านแก้วกลับใจไปทำงานอื่น (ที่รู้สึกว่าเป็นที่ยอมรับมากกว่านี้) และเริ่มต้นชีวิตใหม่ ซึ่งหาได้ยากในหมู่ผู้ชมชาวไทยที่จะเอาช่วยตัวละครที่เป็น ****  นั่นก็เป็นเพราะ ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในฐานะเป็นตัวละครในระบบเศรษฐกิจเหมือนกันนั่นเอง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก้านแก้วในละครจะพาพวกเราดำดิ่งไปลึกแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่เราต้องตระหนักคือ ชีวิตจริงของพวกเราขณะที่ดูหลงไฟอยู่ก็กำลังดำดิ่งกับหายนะทางเศรษฐกิจในรัฐบาลทหารกับการทำงานของเสรีนิยมใหม่อยู่เช่นกัน