มูลนิธิมานุษยะ-เครือข่ายธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนฯ เรียกร้องเยียวยา 14 ชาวบ้านซับหวาย

มูลนิธิมานุษยะและเครือข่ายธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย  เรียกร้องให้ทางการไทยให้การเยียวยาหลังศาลตัดสินชาวบ้านซับหวาย 14 คน รับโทษจำคุก-สั่งชดใช้ กรณีพิพาทที่ดินอุทยานไทรทอง โดยเรียกร้องให้ยุติข้อกล่าวหาทั้งหมดและเรียกร้องสิทธิที่ถูกลิดรอนกลับคืนมาทั้งสิทธิในที่ดิน การดำรงชีวิต สิทธิในอาหาร สิทธิในที่อยู่อาศัยและสิทธิในการได้รับกระบวนการที่เหมาะสม

ชาวบ้านซับหวาย อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ หลังทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีทวงคืนผืนป่าเมื่อ 3 ก.ค. 2562 (ที่มา: สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน)

แถลงการณ์ของมูลนิธิมานุษยะและเครือข่ายระบุว่า เมื่อวันที่ 2 และ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มูลนิธิมานุษยะได้ติดตามการดำเนินคดีของศาลจังหวัดชัยภูมิในการฟังคำพิพากษาตัดสินในชั้นอุทธรณ์ โดยได้มีการฟังคำพิพากษาใน 5 คดีสุดท้าย คดีของชาวบ้านหมู่บ้านซับหวายทั้ง 14 คน โดยในการตัดสินชั้นอุทธรณ์ศาลพิพากษาให้ พุธ สุขบงกช จำคุกเป็นเวลา 6 เดือนและ 20 วัน ทั้งชดใช้ค่าเสียหาย เป็นจำนวนเงิน 370,000 บาท, สมพิตร แท่นนอก จำคุกเป็นเวลาทั้งสิ้น 20 เดือน 20 วัน และชดใช้ค่าเสียหาย เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท, นริสรา ม่วงกลาง จำคุกเป็นเวลา 9 เดือนและ 10 วัน และเพิ่มค่าชดใช้ค่าเสียหายจาก 130,000 บาทเป็น 607,161 บาท, สุวลี โพธิ์งาม จำคุกเป็นเวลา 5 เดือน 10 วัน ชดใช้ค่าเสียหาย เป็นจำนวนเงิน 160,000 บาท และสุวิทย์ รัตนะไชยศรี จำคุกเป็นเวลา 17 เดือน และค่าเสียหาย เพิ่มจาก 40,000 บาท เป็น 110,762 บาท อีกทั้งศาลยังสั่งขับไล่พวกเขาให้ออกจากที่ดินที่พวกเขาอยู่อาศัย และทำไร่นา มากว่าชั่วอายุคน ก่อนที่รัฐจะกำหนดพื้นที่ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ

ชาวบ้านทั้ง 14 คน หญิง 9 คนและชาย 5 คนได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมในฐานะอาชญากรเนื่องจากถูกตั้งข้อหาโดยเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติไทรทองที่ใช้นโยบายทวงคืนผืนป่าปี พ.ศ. 2557 ที่ออกโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติภายใต้รัฐบาลทหาร  รวมถึงแผนแม่บทป่าไม้คำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 และคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 โดยนโยบายการอนุรักษ์ป่าไม้นี้มีไว้เพื่อหยุดยั้งนักลงทุนภายใต้ระบบทุนนิยมในการทำลายป่าไม้ แต่หากคำสั่งเหล่านั้นกลับกลายเป็นการทำร้ายชุมชนที่ยากจนแทน  คำสั่งเหล่านี้ส่งผลกระทบที่เห็นได้ชัด ในคดีของการตัดสินของศาลจังหวัดชัยภูมิ ของชาวบ้านทั้ง 14 คนที่ถูกตัดสินลงโทษในคดีอาญา อย่างไม่เป็นสัดส่วนโดยมีระยะเวลาสูงสุดถึง 4 ปี และ ชำระค่าเสียหายเป็นเงินสูงสุดกว่า 1.5 ล้านบาทเนื่องจากความเสียหายจากการทำลายป่า ภายใต้พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ทำให้มีชาวบ้าน 13 คนที่ถูกตัดสินให้จำคุกอยู่ในขณะนี้และอีก 1 คนถูกควบคุมความประพฤติ ชาวบ้านทั้ง 14 คนกำลังสูญเสียอิสรภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่อยู่อาศัยและความมั่นคงด้านอาหารทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและครอบครัวของพวกเขาและเด็กๆถูกทิ้งอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถเลี้ยงดูและหาชีพได้ “ตอนนี้เหลือแค่ฉันคนเดียวที่ต้องดูแลลูกๆทั้งหมดของน้องสาวและพ่อที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง” สุรินทร ม่วงกลางกล่าว

โดยมารดาของเธอคือ ทองปั่น ม่วงกลาง ส่วนพี่น้องทั้งสามคน คือนิตยา ม่วงกลาง, สุภาพร ศรีสุข และนริสรา ม่วงกลาง ทั้งหมดถูกตัดสินให้จำคุก  “ฉันไม่รู้ว่าความยุติธรรมหมายถึงอะไรอีกต่อไปเมื่อคนจนเท่านั้นที่ถูกขังอยู่ในคุก” สุรินทรกล่าวด้วยความโศกเศร้า

ศาลอุทธรณ์ชัยภูมิพิพากษาคดี "ทวงคืนผืนป่า" จ.ชัยภูมิ เพิ่มเป็น 9 ราย, 25 มิ.ย. 2562

226 ประชาสังคมทั่วโลก เรียกร้องไทยยุติดำเนินคดี-รับรองสิทธิที่ดินชาวบ้านซับหวาย, 1 ก.ค. 2562

อุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นจำคุกชาวบ้านซับหวายอีก 2 รายคดีทวงคืนผืนป่า, 2 ก.ค. 2562

การจัดทำนโยบายการทวงคืนผืนป่าบนพื้นฐานของการเพิ่มการครอบคลุมของพื้นที่ป่าเพื่อลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  รัฐบาลมีเป้าหมายกับชุมชนเกษตรกรรมในท้องถิ่นแต่ไม่ใช่มุ่งเป้าหมายกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และนักลงทุน อภิรักษ์ นันทเสรี นักวิจัยของ iLaw กล่าวว่า“กรณีอุทยานแห่งชาติไทรทองแสดงภาพผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดของคำสั่ง คสช. 64/2557 และ คำสั่ง คสช. ที่ 66/2557  สิ่งเหล่านี้ถูกใช้เพื่อส่งผู้คนเข้าคุกโดยอ้างว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล”  เขากล่าวเสริมว่า “เราต้องการช่วยสื่อสารในประเด็นที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากกฎหมายให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและหวังว่าประชาชนทั่วไปจะสนใจในเนื้อหาในประเด็นที่ดินไม่น้อยไปกว่าเรื่องทางการเมืองหรืออื่นๆที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่ง คสช.”

นอกเหนือจากผลกระทบที่เป็นอันตรายในการประยุกต์ใช้นโยบายทวงคืนผืนป่าในชุมชนชนบททั่วประเทศไทย ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เน้นย้ำว่า“การจัดการป่าของประเทศไทยในอดีตยึดหลักอรรถประโยชน์นิยม โดยการนำไปให้ภาคเอกชนผ่านข้อตกลงสัมปทาน แต่เมื่อรัฐบาลไทยรับแนวคิดการอนุรักษ์ป่ามาใช้ มันถูกใช้โดยการแยกผู้คนออกจากธรรมชาติ  นโยบายการอนุรักษ์เช่นนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ  ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องตั้งคำถามกลับสิ่งที่พวกเขาได้รับจากนโยบายการอนุรักษ์ป่าไม้ซึ่งนำไปสู่การที่คนจนเท่านั้นที่จะถูกจับกุมและคุมขัง”

ด้วยกระบวนการอุทธรณ์ก่อนที่ศาลจังหวัดชัยภูมินั้นแล้วเสร็จ คดีเหล่านี้มีการยื่นอุทธรณ์ในระหว่างการยื่นต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณา “กระบวนการในขณะนี้ภายหลังจากฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ฯ เราต้องขอให้รับรองฎีกา เพราะเราเห็นว่าคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 และคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ดังกล่าว ซึ่งยังไม่มีระเบียบให้ต้องนำแนวทางหรือมาตรการการดำเนินทางนโยบายตาม มติ ครม. 30 มิ.ย.2541 มาใช้   การพิจาณาจึงมิอาจวางแนวนโยบายแทนฝ่ายบริหารได้”  สมนึก ตุ้มสุภาพ ทนายความในการยื่นฎีกา  เน้นย้ำว่า “ความหวังของผมยังคงอยู่ที่ศาลฎีกาจะตีความคำสั่ง คสช.ไปในทางที่เป็นคุณต่อชาวบ้าน”

ชาวบ้าน 14 รายและครอบครัวได้มีการต่อสู้ผ่านกระบวนการพิจารณาคดี นอกเหนือจากความพยายามหลายครั้งที่จะแก้ปัญหากรณีโดยทำงานร่วมกับรัฐบาลเพื่อหาทางออกร่วมกัน อรนุช กรรมการบริหาร เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (ILRN) กล่าวว่า “ความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะทำงานร่วมกับหน่วยงานของจังหวัดที่จะไปถึงวิธีการแก้ปัญหาโดยการจัดสรรที่ดินที่ยั่งยืนและแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ผลจากการเจรจาครั้งนี้รองผู้ว่าราชการ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานคณะทำงานในการแก้ไขปัญหากรณีที่อุทยานแห่งชาติไทรทองมีเพียงกล่าวว่าจะจัดทำหนังสือเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ จนถึงตอนนี้เรายังไม่เห็นการกระทำใด ๆ ที่เป็นรูปธรรมใน แม้แต่การสนับสนุนเบื้องต้นสำหรับการช่วยเยียวยาสมาชิกในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ” 

สิ่งสำคัญคือต้องระลึกถึง นั่นคือชุมชนและป่าไม้เป็นศูนย์กลางของการปกป้องป่าเสมอ ชาวบ้านไม่ได้เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แต่พวกเขาอาศัยอยู่กับธรรมชาติด้วยความสงบสุขกลมกลืน เอมิลี่ ประดิจิต ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิมานุษยะ อธิบายว่า“นโยบายการอนุรักษ์ป่าไม้ที่ดีนั้นต้องได้รับการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายจากชุมชนที่เกี่ยวข้อง ทางเราจะต่อสู้กับการเอาข้ออ้างการลดภาวะโลกร้อนที่ไม่เป็นธรรมนี้และยังคงยืนหยัดต่อสู้คู่กับชาวบ้านบ้านซับหวาย และครอบครัวที่ต่อสู้อย่างกล้าหาญเพื่อความยุติธรรมโดยตรวจสอบกระบวนการอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา”เอมิลี่กล่าวสรุป “นี่เป็นกรณีที่เป็นจุดประกายสำคัญสำหรับเราทุกคน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เป็นธรรมและผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์จากนโยบายการฟื้นฟูป่าและคำสั่ง คสช.64/2557 และ  66/2557 ต่อชาวบ้านที่ยากจน หากนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้ง 14รายแห่งหมู่บ้านซับหวายชนะคดีในชั้นศาลฎีกา กรณีการต่อสู้ทางศาลครั้งนี้จะถูกนำไปใช้และคุ้มครองชุมชนหลายพันในประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับความผิดทางอาญาและทางแพ่งในลักษณะเดียวกันเนื่องจากนโยบายการอนุรักษ์ป่าดังกล่าว”

ด้วยการร่วมมือของพันธมิตรขององค์กรสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการที่สนับสนุนชาวบ้านหมู่บ้านซับหวายทั้ง 14 คน พวกเราจะหา วิธีการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิพื้นฐานของชุมชนที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งสิทธิของพวกเขาในการดำรงชีวิต สิทธิการประกอบอาชีพ สิทธิในการอยู่อาศัยอาหารและสิทธิการใช้พื้นที่อีกทั้ง มีชาวบ้านหลายรายที่ได้รับผลกระทบเพราะกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนี้ ไม่ใช่แค่ชาวบ้านหมู่บ้านซับหวายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหลายชุมชนทั่วประเทศไทย พวกเขายืนยันเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเพื่อปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวบ้าน 14 ราย:

1. ยกฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งทั้งหมดต่อชาวบ้าน 14 คนทันที เนื่องจากพวกเขาได้ใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างถูกกฎหมาย

2. ยุติการใช้กฎหมายและนโยบายการอนุรักษ์ป่าคำสั่ง คสช. เพื่อขับไล่ชุมชนท้องถิ่นและบุคคลจากที่ดินที่พวกเขาอาศัยอยู่มาหลายชั่วอายุคนโดยทันที

3. ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 และ 66/2557 ซึ่งส่งผลกระทบเกินส่วนต่อชุมชนชายขอบและคนจนในชุมชนและปฏิเสธสิทธิในที่ดินสิทธิในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนของพวกเขา แทนที่จะมุ่งเป้าไปที่นักลงทุนและธุรกิจขนาดใหญ่

4. หาวิธีการเยียวยาที่เป็นธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้กฎหมายอย่างไม่ยุติธรรมและทั้งปกป้องสิทธิพื้นฐานของพวกเขา

5. ให้ยืนยันการดำเนินการตามแผนการจัดการทรัพยากรที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนซึ่งได้รับมติเห็นชอบจากคณะทำงานระดับจังหวัด (ที่ตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินในอุทยานแห่งชาติไทรทอง) เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2561

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์

เรื่องที่เกี่ยวข้อง