ศาลอุทธรณ์จำคุกชาวบ้านชัยภูมิ 4 คดี 'ทวงคืนผืนป่า' รวมพิพากษาทั้งหมด 14 ราย

ศาลจังหวัดชัยภูมิอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดี 'ทวงคืนผืนป่า' อุทยานแห่งชาติไทรทอง จ.ชัยภูมิ พิพาทที่ดินชาวบ้านซับหวาย โดยอ่านคำพิพากษาจำเลย 4 คดีเป็นกลุ่มสุดท้าย โดยพิพากษายืนจำคุกทั้ง 4 ราย ในจำนวนนี้เพิ่มปรับค่าเสียหาย 3 ราย สรุปอ่านคำพิพากษาในชั้นศาลอุทธรณ์ครบทั้งหมด 14 ราย สั่งจำคุก 13 ราย รอลงอาญา 1 ราย จำเลยถูกปรับตั้งแต่ 1 แสนบาท จนถึง 1.5 ล้านบาท


ชาวบ้านซับหวาย อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ หลังทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีทวงคืนผืนป่าเมื่อ 3 ก.ค. 2562 (ที่มา: สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน)

ชาวบ้านซับหวาย อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ให้ข้อมูลกับทนายความ และผู้สังเกตการณ์คดีทั้งจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเครือข่ายภาคประชาสังคมทั้งจากไทยและต่างประเทศ (ที่มา: สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน)

3 ก.ค. 62 ที่ศาลจังหวัดชัยภูมิ ผู้พิพากษาอ่านคำพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม ในคดีทวงคืนผืนป่า อุทยานแห่งชาติไทรทอง จ.ชัยภูมิ พิพาทกับชาวบ้านซับหวาย ต.ห้วยแย้ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ มีจำเลยที่นัดหมายคดีในวันนี้ทั้งหมด 4 คน ในจำนวนนี้มีจำเลยที่มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นคดีที่ 2 อีก 1 คน โดยถือเป็นจำเลยกลุ่มสุดท้ายชาวบ้านซับหวาย ทั้งนี้ตามรายงานของสำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

โดยตั้งแต่เวลา 8.30 น. มีจำเลยทั้ง 4 คนและชาวบ้านไทรทองราว 20 คน พร้อมด้วยผู้แทนจากเครือข่ายภาคประชาสังคมเช่น เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน, องค์กรโพรเทคชัน อินเตอร์เนชันแนล และสมาคมผู้หญิง กฎหมายและการพัฒนาแห่งเอเชียแปซิฟิก (APWLD) เข้าร่วมสังเกตการณ์การพิพากษา โดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ระบุถึงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ทั้ง 4 คดี มีดังนี้

1. เวลา 09.45 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก นายสุวิทย์ รัตนะไชยศรี 7 เดือน และชดใช้ค่าเสียหาย 110,762 บาท โดยโทษจำคุกเท่ากับศาลชั้นต้น แต่ให้ชดใช้เสียหายเพิ่ม จากเดิมที่ให้ชดใช้ค่าเสียหาย 40,000 บาท

2. เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก น.ส.นริสรา ม่วงกลาง เป็นเวลา 9 เดือน 10 วัน และชดใช้ค่าเสียหายจากการบุกรุกที่ดิน 2 แปลงรวม 607,161 บาท โดยโทษจำคุกเท่ากับศาลชั้นต้น แต่ให้ชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติม จากเดิมที่ให้ชดใช้ค่าเสียหาย 130,000 บาท

3. เวลา 10.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 4 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก น.ส.สุวลี โพธิ์งาม เป็นเวลา 5 เดือน 10 วัน ชดใช้ค่าเสียหาย 160,00 บาท โดยลงโทษเท่ากับคำพิพากษาศาลชั้นต้น

และ 4. เวลา 10.40 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 8 ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาคดีที่ 2 ของนายสมพิตร แท่นนอก โดยศาลตัดสินจำคุก 10 เดือน 20 วัน ชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท โดยลงโทษเท่ากับคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับสมพิตรมาฟังคำพิพากษาในชุดนักโทษ พร้อมล่ามตรวน เนื่องจากศาลอุทธรณ์ตัดสินคดีแรกของเขาไปเมื่อวานนี้ (2 ก.ค.)

สำหรับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันนี้ ในคดีที่ 1, 2 ที่มีการเพิ่มเงินชดใช้ค่าเสียหายนั้น ศาลไม่รับฟังข้ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งคดีที่ 1 และ คดีที่ 2 ที่ว่า เจ้าพนักงานอุทยานแห่งชาติไทรทองไม่มีอำนาจในการแจ้งความดำเนินคดี เพราะไม่ได้รับมอบอำนาจจากทางอุทยานฯ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี ศาลเห็นว่า ข้ออุทธรณ์จำเลยประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น เนื่องจากพนักงานพิทักษ์ป่า และเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ร้องทุกข์กล่าวโทษนั้นกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ คดีเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน พนักงานสอบสวนมีอำนาจตามกฎหมายโดยตรงที่จะสอบสวนได้เมื่อมีความผิดเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีผู้ริเริ่มคดีก็ได้ เพราะฉะนั้นพนักงานสอบสวนสามารถดำเนินการได้เลย

นอกจากนี้ศาลยังรับฟังคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ขอให้เพิ่มมูลค่าการชดใช้ค่าเสียหายของจำเลย โดยในคดีที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นให้ชดใช้ 40,000 บาทนั้น ศาลอุทธรณ์ระบุว่า พยานที่โจทก์นำมาเบิกความมีความน่าเชื่อถือทางวิชาการ และโปรแกรมที่ใช้ประเมินค่าเสียหายแล้วคำนวนได้ 110,762 บาท นั้นเป็นโปรแกรมที่สร้างความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี พยานโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐ การคิดคำนวนค่าเสียหายเป็นไปตามหลักวิชาการ และสากล จึงมีความน่าเชื่อถือและเหมาะสมพอสมควร ศาลอุทธรณ์จึงเห็นควรให้อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น เพิ่มค่าเสียหายตามที่ขอมาเป็น 110,762 บาท

ส่วนในคดีที่ 2 ศาลรับฟังคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ระบุว่า ค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นวางมาน้อยกว่าที่เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญการประเมินไว้ฟังขึ้น สั่งแก้ไขค่าเสียหายเป็นแปลงที่หนึ่ง 162,805 บาท แปลงที่สอง 444,356 บาท รวมให้ชดใช้ค่าเสียหาย 607,161 บาท

กรณีของคดีที่ 1 ศาลไม่ถือว่าจำเลยครอบครองที่ดินมาก่อน พ.ร.บ.ที่ดินฯ ประกาศใช้ ส่วนที่อ้างว่าครอบครองที่ดินก่อนประกาศเขตอุทยานแห่งชาตินั้น การประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 แล้ว ถือว่าเป็นที่รับรู้โดยทั่วกัน โดยจำเลยไม่ได้ทำการคัดค้าน จึงถือว่าไม่ได้ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิในที่ดิน และหลังจากมีมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 จำเลยก็ไม่ได้ยื่นหนังสือแจ้งการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นการครอบครองที่ดินมาก่อนจึงฟังไม่ขึ้น 

สำหรับคดีที่ 4 ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 ไม่ได้กำหนดให้เจ้าพนักงานต้องทวงคืนพื้นที่แต่อย่างใด ศาลเห็นว่า คำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 นั้นเป็นให้หน่วยงานติดตามเกี่ยวกับป่าไม้ ไม่ได้กำหนดวิธิการไว้เป็นพิเศษ ที่ผ่านมาการขอคืนพื้นที่มีการกำหนดมาตรการและแนวทางที่ใช้ทั่วทั้งประเทศมาใช้บังคับ

ศาลอุทธรณ์ชัยภูมิพิพากษาคดี "ทวงคืนผืนป่า" จ.ชัยภูมิ เพิ่มเป็น 9 ราย, 25 มิ.ย. 2562

226 ประชาสังคมทั่วโลก เรียกร้องไทยยุติดำเนินคดี-รับรองสิทธิที่ดินชาวบ้านซับหวาย, 1 ก.ค. 2562

อุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นจำคุกชาวบ้านซับหวายอีก 2 รายคดีทวงคืนผืนป่า, 2 ก.ค. 2562

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า สถานภาพทางคดีในปัจจุบัน จนถึงวันที่ 3 ก.ค. 62 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำเลยครบทั้ง 14 รายแล้ว มีรายละเอียดดังนี้

1. วันที่ 15 พ.ค. 62 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก นิตยา ม่วงกลาง 4 เดือน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 40,000 บาท (คดีที่ 1)

2. วันที่ 4 มิ ย. 62 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก สีนวล พาสังข์ 5 เดือน 10 วัน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 150,000 บาท

3. วันที่ 5 มิ.ย. 62 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก นิตยา ม่วงกลาง (คดีที่ 2) 8 เดือน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 150,000 บาท

3.วันที่ 12 มิ.ย. 62 ศาลอุทธรณ์นัดจำเลย 3 ราย ฟังคำพิพากษา ดังนี้

3.1) ศาลพิพากษาจำคุก สุนี นาริน 5 เดือน 10 วัน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 439,027 บาท
3.2) ศาลพิพากษาจำคุกสุภาพร สีสุข 5 เดือน 10 วัน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 380,000 บาท
3.3) ศาลพิพากษาจำคุก ปัทมา โกเม็ด 8 เดือน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท

4. วันที่ 18 มิ.ย.62 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก สากล ประกิจ 4 ปี ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1,587,211 บาท

5. วันที่ 25 มิ.ย. 62 ศาลอุทธรณ์นัดจำเลย 3 ราย ฟังคำพิพากษา ดังนี้
5.1) ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก ทองปั่น ม่วงกลาง 8 เดือน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท
5.2) ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกนายวันชัย อาภรแก้ว 6 เดือน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 860,395 บาท 
และ 5.3) ศาลอุทธรณ์พิพากษานายสมร สมจิตร จำคุก 1 ปี ให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 366,663 บาท รวมทั้งให้บำเพ็ญประโยชน์เป็นเวลา 1 ปี

6. วันที่ 2 ก.ค. 62 ศาลอุทธรณ์นัดจำเลย 2 ราย ฟังคำพิพากษาดังนี้

6.1) สมพิตร แท่น​นอก​ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น​ จำคุก 10 เดือน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท

6.2) พุธ​ สุข​บงกช​ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก​ 6 เดือน 20 วัน ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 370,00 บาท

7. วันที่ 3 ก.ค. 62 ศาลอุทธรณ์นัดฟังคำพิพากษา 4 คดีดังนี้

7.1) สุวิทย์ รัตนะไชยศรี พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 7 เดือน และชดใช้ค่าเสียหาย 110,762 บาท เพิ่มจากเดิมที่ให้ชดใช้ค่าเสียหาย 40,000 บาท

7.2) นริสรา ม่วงกลาง พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 9 เดือน 10 วัน และชดใช้ค่าเสียหาย 607,161 บาท เพิ่มจากเดิมที่ให้ชดใช้ค่าเสียหาย 130,000 บาท

7.3) สุวลี โพธิ์งาม พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 5 เดือน 10 วัน ชดใช้ค่าเสียหาย 160,00 บาท

และ 7.4) สมพิตร แท่นนอก (คดีที่ 2) พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 10 เดือน 20 วัน ชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์