ครบรอบ 1 ปีสุรชัยถูกอุ้มหาย ศพหาไม่พบ ความเป็นธรรมหาไม่เจอ

อัพเดทความไม่คืบหน้ากรณีสุรชัย แซ่ด่าน ถูกอุ้มฆ่าหาศพไม่เจอ หลังเหตุการณ์ผ่านมาหนึ่งปี ป้าน้อยภรรยาสุรชัยระบุ เรื่องราวทางคดีไม่มีอะไรคืบหน้า ยังมองไม่เห็นความเป็นธรรม รับเวลานี้ประสบปัญหาต้องจ่ายค่าปรับนายประกันหลังไม่สามารถพิจน์ได้ว่าสุรชัยเสียชีวิตแล้ว หวังศาลพัทยาเมตตาลดหยอนค่าปรับ ส่วนกรณีของสยาม ธีรวุฒิ ผู้ลี้ภัยที่มีข่าวว่าถูกส่งจากเวียดนามกลับมาไทย ไร้ความคืบหน้าทุกช่องทาง

ย้อนหลังกลับไปในวันที่ 12 ธ.ค. ของปีที่แล้ว ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่าวันนั้นจะเป็นวันที่ สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) นักเคลื่อนไหวทางการเมืองซึ่งต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยหลังการรัฐประหารปี 2557 จะได้มีโอกาสติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่วันถัดมาเพื่อนผู้ลี้ภัยทางการเมืองซึ่งอยู่ในประเทศลาวจะเดินทางไปหาเขาที่บ้านพัก และพบว่า สุรชัย พร้อมผู้ติดตามอีกสองคนคือ  ชัชชาญ บุปผาวัลย์ หรือ”สหายภูชนะ” และอีกคนคือ ไกรเดช ลือเลิศ หรือ “สหายกาสะลอง” ไม่อยู่ที่บ้าน กระทั่ง 10 วันให้หลัง เพื่อนผู้ลี้ภัยอีกคนได้เดินทางไปหาพวกเขาที่บ้านพักอีกครั้งก็ได้สังเกตพบว่า ไม่มีใครอยู่ในบ้านเช่นเดิม นอกจากนี้ยังพบว่าบ้านพักไม่ได้ล็อคกุญแจ ส่วนรถตู้ที่เคยใช้งานประจำก็ยังจอดอยู่ และเครื่องใช้ส่วนตัวก็ไม่ได้หายไป 

ไม่แน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่ แต่ในช่วงที่สุรชัยและผู้ติดตามหายตัวไปนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเดินทางไปเยือนนครเวียงจันทร์ สาธารณรัฐประชาชนลาว ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในเวลานั้น นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องที่รู้กันในหมู่ผู้ลี้ภัยว่า ช่วงเวลานี้จะต้องหลบจากที่อยู่เดิมสักพักหนึ่งก่อน ทว่าสุรชัยเลือกที่จะไม่หลบไปไหน และเลือกที่จะอยู่ในบ้านโดยไม่ออกไปไหน 

ข่าวคราวของสุรชัย และผู้ติดตามทั้งสองคน เงียบหายไปเกือบครึ่งเดือน จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจังหวัดนครพนม และสื่อหลักอย่างข่าวสด และสำนักข่าวไทย เผยแพร่ข่าวการก่ออาชญากรรมโหด ฆ่าผ่าท้องควักไส้ออก และนำแท่งปูนยัดเข้าไปในร่างกายเพื่อนำไปทิ้งถ่วงลงแม่น้ำโขง สภาพศพถูกมัดแขนและขา รัดคอ ถูกทุบจนใบหน้าเละ เนื้อหาในข่าวช่วงนั้นระบุว่ามีการพบศพทั้งหมด 3 ครั้ง แรกสุดคือวันที่ 26 ธ.ค. บ้านท่าจำปา อ.ท่าอุเทน แต่กลับมีข่าวต่อมาว่าศพดังกล่าวได้หลุดลอยไปตามกระแสน้ำแม้จะมีเชือกขนาดใหญ่ผูกที่ศพ รั้งปลายเชือกอีกได้ไปที่ริมตลิ่งก็ตาม ถัดมาอีกวัน 27 ธ.ค. มีการพบศพที่หน้าวัดหัวเวียง ต.ธาตุพนม และวันที่ 29 ธ.ค. ที่ บ้านท่าสำราญ ต.อาจสามารถ มีการพบศพอีก 2 ศพ อย่างไรก็ตามยังไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า ศพที่พบในสองวันหลังเป็นหนึ่งในศพที่ถูกอ้างว่าหลุดลอยไปกลับกระแสน้ำ กระทั่ง 21 ม.ค. 2562 ผลการพิจสูจน์ DNA ได้ยืนยันชัดเจนว่า ศพทั้งสองที่ถูกพบนั้นคือ สหายภูชนะ และสหายกาสะลอง ขณะที่สุรชัย ยังไม่ใครพบว่ายังมีชีวิตอยู่ หรือเสียชีวิตไปแล้ว และหากเสียชีวิตไปแล้วก็ยังไม่มีใครพบว่าศพของเขาอยู่ที่ใด

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของสุรชัย ในช่วงที่ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในประเทศลาวนั้น เขาได้จัดรายการวิทยุลงใน You Tube หรือที่เรียกในหมู่ผู้ฟังว่า “วิทยุใต้ดิน” นำเสนอเนื้อหาที่พิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทย รัฐบาลเผด็จการ และสถาบันกษัตริย์ กระนั้นก็ตามต้องบอกก่อนว่าในกลุ่มผู้ลี้ภัยเองแม้จะมีจุดร่วมกันที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และการใช้อำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซงการเมือง แต่กรอบมุมมองต่อสถานการณ์ และแนวทางการเคลื่อนไหวและการต่อสู้ทางการเมืองจากนอกประเทศก็แตกต่างกันไป และการเคลื่อนไหวของสุรชัยเองก็เป็นคนละส่วนกับการเคลื่อนไหวต่อสู้ของกลุ่ม "สหพันธรัฐไท"

มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า การหายตัวไปของสุรชัย และการพบศพผู้ติดตามทั้งสองคนซึ่งลอยมาติดตลิ่งแม่น้ำโขงนั้นอาจมีเป็นผลจากปฏิกิริยาโต้กลับจากเหตุการณ์ที่กลุ่มสหพันธรัฐไท ได้เชิญชวนให้คนที่ติดตามวิทยุของกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวโดยใส่ชุดดำ และติดธงสัญลักษณ์ของกลุ่มซึ่งมีลักษณะคล้ายธงชาติไทย แต่เป็นธงที่มีเพียงสีขาวและสีแดง ไม่มีสีน้ำเงิน ในวันที่ 5 ธ.ค. 2561 ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานคร เช่นบริเวณสกายวอล์คเชื่อมห้างมาบุญครอง และต่างจังหวัด จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นมีผู้ที่ถูกจำกุมดำเนินคดีไปหลายราย

กรณีที่เกิดขึ้นกับสุรชัย และผู้ติดตามทั้งสองคนนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะก่อนหน้านี้ตั้งแต่ปี 2559 มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่ถูกอุ้มหายไปก่อนหน้าทั้งหมดสองคนคือ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ “โกตี๋” (2559) และ อิทธิพล สุขแป้น หรือ “ดีเจซุนโฮ” (2560) ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นมาหลังจากนั้นคือการหายตัวไปขงผู้ลี้ภัยอีกสามคนซึ่งเลือกที่จะออกจากประเทศลาวไปยังเวียดนาม แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบพบว่ามีการปลอมแปลงหนังสือเดินทางและมีข่าวว่ามีการส่งตัวกลับมายังประเทศไทย แต่ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดของไทยยืนยันว่าได้รับตัวกลับมาคือ  ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ “ลุงสนามหลวง” (กลุ่มสหพัธรัฐไท) สยาม ธีรวุฒิ และ กฤษณะ ทัพไทย หรือ “สหายยังบลัด” (2562)

สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ลี้ภัยกลุ่มล่าสุดนั้น เพียงดิน รักไทย หนึ่งในผู้ลี้ภัยทางการเมืองได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2562 ว่า ผู้ลี้ภัยทางการเมือง 3 คนที่ถูกควบคุมตัวที่เวียดนามนั้น ถูกส่งตัวกลับไทยแล้ว เมื่อเวลาบ่ายแก่ ๆ ของวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา ตามเวลาของประเทศเวียดนาม หลังถูกจับกุมที่ประเทศเวียดนามมาระยะหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามไม่มีการยืนยันว่าทั้งสามคนได้ถูกส่งตัวกลับมาที่ประเทศไทย จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบข่าวว่าทั้งสามคนอยู่ที่ใด หรือยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์

จากสองกรณีที่กล่าวมานั้นถือว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อเนืองในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ในด้านของปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือ ป้าน้อย วัย 62 ปี ภรรยาสุรชัย ได้เดินทางไปแจ้งความกับต่อ พ.ต.ท.สุขสวัสดิ์ บัวอิ่น รองผู้กำกับ (สอบสวน) สภ.ท่าอุเทน เนื่องจากเชื่อว่าศพของ สุรชัย ได้ลอยมาติดที่บ้านท่าจำปา ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เมื่อวัน 26 ธ.ค. 2561 และหลังจากนั้นได้มีข่าวว่าศพได้ลอยหายไป เพื่อให้ทางจากหน้าที่ช่วยสืบสวน ตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2562 แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

ต่อมาในวันที่ 5 มี.ค. 2562 ป้าน้อยได้เดินทางเข้าพบกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอให้ตรวจสอบการบังคับบุคคลสูญหายและเรียกร้องให้ตำรวจทำการสืบสวนสอบสวนกรณีการอุ้มฆ่าสุรชัยและผู้ติดตาม ต่อมา 20 ก.ย. ป้าน้อยได้เดินทางไปยัง สำนักงานกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรมยื่นหนังสือร้องเรียนให้ติดตามกรณีชะตากรรมของสุรชัย ต่ออธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ กรณีถูกกระทําทรมานและถูกบังคับให้หายสาบสูญ

นอกจากนี้ปัญหาหลักที่ป้าน้อยกำลังเผชิญหน้า คือการที่สุรชัยถูกฟ้องเป็นจำเลยอยู่ที่ศาลพัทยาใต้ และเวลานี้ยังไม่อะไรปรากฎในเชิงประจักษ์ว่า สรุชัยได้เสียชีวิตแล้ว เมื่อสรุชัยไม่สามารถเดินทางมาขึ้นศาลตามนัดได้ ศาลจึงได้สั่งปรับนายประกันเต็มตามสัญญาประกันเพื่อการขอปล่อยตัวชั่วคราวเป็นเงินถึง 500,0000 บาท โดยศาลได้ยึดเงินสดจํานวน 50,000 บาทไปแล้ว ยังคงค้างชําระ 450,000 บาท ป้าและนายประกันซึ่งเป็นหลานได้ทําเรื่องขอผ่อนผันการช่ำระค่าปรับต่อศาลเป็นการผ่อนชําระเดือนละ 3,000 บาท ตั้งแต่เดือน ก.พ. 2561 จนกว่าจะชําระเสร็จสิ้น

ป้าน้อยเล่าว่า การผ่อนชำระค่าปรับให้ศาลนี้สร้างภาระให้แก่ตัวเธอและนายประกันอย่างมาก ทำให้ต้องหารายได้การขายหนังสือที่สุรชัยเขียน, หมวกและเสื้อรณรงค์ เพื่อหาเงินมาผ่อน ช่าระคําปรับที่ยังคงค้าง ซึ่งจะเป็นภาระให้กับเธอไปอีก 10 ปี

ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2562 ป้าน้อยได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กขอความช่วยเหลือว่า ขอความช่วยเหลือจากผู้รักปชต.และรักนับถืออ.สุรชัย แซ่ด่าน ช่วยเหลือค่าปรับฯคนละเล็กน้อยต่อเดือนตามกำลังทรัพย์ของท่าน ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้มีผู้ให้ความช่วยเหลืออยู่บ้าง ตามเลขบัญชี 382-222250-1 ชื่อนางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ธนาคารไทยพานิชย์

ป้าน้อย ให้สัมภาษณ์กับประชาไทเพิ่มเติ่มด้วยว่า มีหลายคนแนะนำว่า เวลานี้สรุชัยไม่อยู่แล้ว ไม่ควรจะต้องจ่ายค่าปรับนายประกันอีก โดยให้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อกองทุนยุติธรรมเพื่อขอให้ช่วยเหลือเรื่องดังกล่าว แต่ป้าน้อยได้ปรึกษากับกรมคุ้มครองสิทธิแล้วพบว่า กรณีของสุรชัยไม่เข้าข่ายที่กองทุนยุติธรรมจะช่วยเหลือได้เนื่องจากไม่ใช่การจ่ายเงินเพื่อขอประกันตัว ส่วนการขอความช่วยเหลือในฐานะผู้ที่ถูกบังคับสูญหายก็ต้องรอให้เวลาผ่านไป 5 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตามทนายความได้เดินทางไปศาลพัทยาเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านเพื่อขอให้ศาลไต่สวขอลดค่าปรับนายประกัน โดยศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 27 ธ.ค. 2562 เวลา 09.00 น.

“ทุกวันนี้ป้าก็ยังเสียใจ และยังต้องการได้รับความเป็นธรรมบ้างก็ยังดี เพราะตอนนี้ไปตามเรื่องอาจารย์สุรชัยที่ไหนก็เงียบทั้งหมด อยากให้รัฐบาลเขาจริงจังในการสืบสวนค้นหาข้อเท็จจริงบ้าง ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลย น่าจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปสืบสวนที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างน้อยก็ให้เห็นว่ามันมีอะไรคืบหน้า ส่วนเรื่องค่าปรับนายประกัน ป้าก็หวังว่า ศาลจะมีเมตตา” ป้าน้อยกล่าว

สยาม กับแม่ และครอบครัว เมื่อครั้งรับปริญญา ปี 2556

ส่วนกรณีของกลุ่มผู้ลี้ภัยซึ่งมีข่าวว่าถูกส่งตัวกลับจากประเทศเวียดนามมายังประเทศไทยนั้น เบื้องต้น กัญญา ธีรวุฒิ มารดาของ สยาม หนึ่งในผู้ลี้ภัยการเมือง ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงผู้บังคับการกองปราบปราม ขอทราบผลการจับกุมตัวสยาม โดยมี ภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เดินทางมายื่นหนังสือด้วยเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2562 เจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวพร้อมทั้งยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการนำตัวสยามหรือคนอื่นๆ ที่ตกเป็นข่าวมาควบคุมตัวที่กองปราบแต่อย่างใด นอกจากนี้ได้ได้ยื่นหนังสือต่อสถานฑูตเวียดนาม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ชาติ เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งเดือนจากนั้นก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

“คิดถึงเขา ไม่ได้เจอมา 5 ปีแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ยังคุยไลน์เห็นหน้ากันอยู่ แต่ไม่ได้คุยไลน์กันมา 5 เดือนแล้ว ไม่รู้จะทำยังไงต่อเหมือนกัน แต่ยังไม่ถอดใจ เขาเป็นลูกแม่จะถอดได้ยังไง ยังไงแม่ก็ยังอยากเจอเขา อยากรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ถ้าเขาตายก็ขอเศษส่วนที่ยังบำเพ็ญกุศลได้” กัญญากล่าว (ให้สัมภาณ์กับประชาไท เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.)

ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ก.ค. น้องสาวของสยาม (ไม่เปิดเผยชื่อ) ได้ห้สัมภาษณ์กับประชาไทว่า  ทางสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ชี้แจงผ่าน ผอ.กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศว่า ได้สอบถามเป็นการภายในไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเวียดนามเกี่ยวกับข้อมูลการเข้าไปในประเทศเวียดนามของสยามและเพื่อน และได้รับแจ้งว่าทางการเวียดนามไม่มีข้อมูลกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้น้องสาวของสยาม ให้ข้อมูลด้วยว่า มีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงยุติธรรม มาพบเมื่อวันที่ 12 ก.ค. เพื่อสอบถามเพิ่มเติมว่ามีหลักฐานอะไรนอกเหนือจากคำพูดของเพียงที่จะยืนยันว่าสยามอยู่เวียดนามจริง โดยเธอบอกกับเจ้าหน้าที่ว่ามีการสนทนาในไลน์ แต่เนื่องจากลบไปแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จึงเสนอว่าจะสอบถามไปยังหัวหน้าเพื่อดูว่าสามารถกู้ได้ไหม อย่างไรก็ตามล่าสุดวันที่ 13 ธ.ค. 2562 เธอให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับประชาไทว่า ยังไม่มีการติดต่อกลับมาจากเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์