อัยการสั่งไม่ฟ้อง 'ชัยวัฒน์กับพวก' คดีหน่วงเหนี่ยวกักขัง-ฆ่า 'บิลลี่' เหลือสั่งฟ้องปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ

อัยการสั่งไม่ฟ้อง 'ชัยวัฒน์ กับพวก' อดีตเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เหตุฆาตกรรมบิลลี่ 'ดีเอสไอ' ยังมีอำนาจทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องอยู่ เหลือสั่งฟ้องเฉพาะข้อหาปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ไม่ส่งตัวบิลลี่ให้ตำรวจดำเนินคดีลักของป่า 

24 ม.ค.2563 ความคืบหน้า คดีฆาตกรรม พอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หลังจากที่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เนื่องจากมีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครองเป็นจำนวน 6 ขวด เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2557 และหลังจากวันนั้นก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นบิลลี่อีกเลยเป็นเวลากว่า 5 ปี จนกระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงพบชิ้นส่วนที่สามารถสันนิษฐานได้ว่าบิลลี่เสียชีวิตลงแล้ว โดยการฆาตกรรม นั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดวันนี้ (24 ม.ค.63) สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน รายงานผ่านเฟสบุ๊คแฟนเพจ 'Human Rights Lawyers Association' พนักงานอัยการมีหนังสือถึง ดีเอสไอ เรื่องการสั่งไม่ฟ้อง ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวกรวม 4 คน สืบเนื่องจากกรณีการหายตัวไปของ พอละจี 

ซึ่งจากกรณีสั่งไม่ฟ้องนี้ ดีเอสไอ ยังมีอำนาจในการทำความเห็นแย้งอยู่ ตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ ในกรณีที่อัยการมีความเห็นไม่ตรงกับพนักงานสอบสวน ความว่า “หากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นชอบด้วยกับคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ คำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการเป็นคำสั่งเด็ดขาด หากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาแล้วมีความเห็นแย้งกับคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการก็จะต้องส่งความเห็นพร้อมทั้งเหตุผลในการแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาชี้ขาดต่อไป หากอัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้อง (เห็นด้วยกับความเห็นแย้ง) ก็จะมีคำสั่งให้พนักงานอัยการฟ้องคดี ต่อศาล หรือหากอัยการสูงสุดชี้ขาดไม่ฟ้อง (เห็นด้วยกับคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ) คำชี้ขาดของอัยการสูงสุด เป็นที่ยุติ และมีผลเป็นคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง” โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145

ทั้งนี้ หากพนักงานอัยการหรืออัยการสูงสุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี ผู้เสียหายก็ยังมีสิทธิที่จะฟ้องคดีเองได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 34

สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน รายงานรายละเอียดคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ ไว้ดังนี้

สั่งไม่ฟ้อง ชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1, นายบุญแทน ผู้ต้องหาที่ 2 และ ธนเสฏฐ์หรือไพฑูรย์ ผู้ต้องหาที่ 3 ในข้อหาดังนี้

1. ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดจากการที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้
2. ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย
3. ร่วมกันโดยมีอาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น
4. ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันโดยทุจริตหรือเพื่ออำพรางคดีกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อม ในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป
5. ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต
6. ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น

และสั่งไม่ฟ้อง กฤษณพงษ์ ผู้ต้องหาที่ 4 ในข้อหาดังนี้

1. ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดจากการที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้
2. ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย
3. ร่วมกันโดยมีอาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น
4. ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดติดตัวไปด้วยเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
5. ร่วมกันโดยทุจริตหรือเพื่ออำพรางคดีกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อม ในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป
6. ร่วมกันโดยทุจริตเพื่ออำพรางคดีกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนหารชันสูตรเสร็จสิ้นในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป
7. เป็นผู้สนับสนุนมีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต
8. เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น

โพสต์ทูเดย์ รายงานด้วยว่า อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 คงมีความเห็นสั่งฟ้อง ชัยวัฒน์กับพวก ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาตรา 157 กรณียึดน้ำผึ้งป่าของบิลลี่ แล้วปล่อยตัวไปโดยไม่นำตัวส่งให้ตำรวจดำเนินคดีในข้อหาลักของป่า  ทั้งนี้ทางพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมดในคดีฆาตกรรมนายพอละจี จำนวน 8 ข้อกล่าวหา

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์