'โรงเรียนมาแตร์เดอี' ระบุกรณีข้อความห้ามนักเรียนชู 3 นิ้ว ไม่ได้เป็นของโรงเรียน

'โรงเรียนมาแตร์เดอี' ระบุข้อความที่ว่า "โรงเรียนจะไม่อนุญาตให้เด็กชู 3 นิ้ว และถ้าไม่พอใจ ให้พาผู้ปกครองมาลาออกได้" และอื่น ๆ ก่อนหน้านั้น ไม่ได้เป็นของโรงเรียน - กลุ่มผู้ระบุเป็น 'ศิษย์เก่าราชินี' ออกจดหมายเปิดผนึกเผยแพร่ทางโซเชียล เรียกร้องเปิดพื้นที่ให้แสดงออกทางการเมืองได้

23 ส.ค. 2563 เว็บไซต์โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย Mater Dei School ได้โพสต์ระบุว่าตามที่มีข้อความต่าง ๆ ปรากฏในสื่อออนไลน์เช่น “โรงเรียนจะไม่อนุญาตให้เด็กชู 3 นิ้ว และถ้าไม่พอใจ ให้พาผู้ปกครองมาลาออกได้” และอื่น ๆ ก่อนหน้านั้น ขอเรียนว่าทุกข้อความมิได้เป็นของโรงเรียน ประกาศ ณ วันที่ 21 ส.ค. 2563

'ศิษย์เก่าราชินี' ออกจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องเปิดพื้นที่ให้แสดงออกทางการเมืองได้

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563 หลายสื่ออาทิ ผู้จัดการออนไลน์ | เดลินิวส์ | ข่าวสด | The Bangkok Insight รายงานตรงกันว่ามีผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่ง ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้โรงเรียนเปิดพื้นที่ให้นักเรียนสามารถแสดงออกทางการเมือง

มีรายละเอียดว่า

จดหมายเปิดผนึก เรื่องความกังวลต่อประกาศโรงเรียนราชินี เรื่อง “การเรียกร้องทางการเมืองโดยอ้างประชาธิปไตย”

ตามที่โรงเรียนราชินีมีประกาศ เรื่อง “การเรียกร้องทางการเมืองโดยอ้างประชาธิปไตย” ออกจดหมายเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ฉบับที่ สผ.จ035/2563 ที่ผ่านมา

ก่อให้เกิดความไม่สบายใจของศิษย์เก่าราชินีจำนวนมาก ถึงวัตถุประสงค์ของโรงเรียนในการออกประกาศฉบับนี้ ในประเด็นดังต่อไปนี้

ประการที่ 1 ตามที่ปรากฏในจดหมายว่า “...พื้นที่โรงเรียน ไม่เคยใช้ในทางการเมือง และไม่อนุญาตให้กลุ่มบุคคล หรือคณะบุคคลใด มาใช้พื้นที่ โดยผ่านนักเรียน หรือนักเรียนเก่า...” ขัดกับข้อเท็จจริงว่า ในอดีตที่ผ่านมาแม้ไม่ปรากฏชัดว่า มีการใช้พื้นที่ของโรงเรียนประกอบกิจกรรมทางการเมือง แต่ก็มีกลุ่มบุคคลซึ่งมีพฤติกรรมแอบอ้างนำชื่อของโรงเรียนไปใช้ทางการเมืองตลอดจนแสดงความคิดเห็นในนามของโรงเรียนอยู่เสมอโดยที่โรงเรียนไม่ได้โต้แย้ง

ดังนั้น หากโรงเรียนต้องการแสดงออกถึงความเสมอภาคในกลุ่มศิษย์เก่าและนักเรียนปัจจุบันอย่างแท้จริง ต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนศิษย์ปัจจุบันสามารถมีพื้นที่ในการแสดงออกทางความคิดเห็นในมาตรฐานเดียวกัน

ประการที่ 2 ตามหลักสิทธิขั้นพื้นฐานและประกาศของ ศธ 0211.6/10419 ที่ได้ประกาศให้สถานศึกษาคำนึงถึงความปลอดภัยของการแสดงออกของนักเรียน โรงเรียนควรเป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็นและมีบทบาทสำคัญในการรับรองความปลอดภัยของนักเรียนให้ปราศจากการคุกคามทุกรูปแบบ

ประการที่ 3 สืบเนื่องจากประการที่ 2 ที่สถานศึกษาต้องคุ้มครองนักเรียนในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

แต่ทางโรงเรียนกลับกล่าวหานักเรียนว่า “...ก้าวล่วงสถาบันหลักของประเทศ...” ทั้งที่นักเรียนไม่ได้กระทำการใดอันอาจกล่าวได้ว่าเป็นการก้าวล่วงซึ่งเป็นข้อกล่าวหาอันร้ายแรง ดังนั้น โรงเรียนจึงควรตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ และในขณะที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดควรเป็นหลักยึดเหนี่ยวและสร้างขวัญกำลังใจให้นักเรียน รวมถึงสถาบันการศึกษาควรเป็นพื้นที่อันปลอดภัยสำหรับนักเรียนในการแสดงออกทุกรูปแบบ

ประการที่ 4 ตามที่ประกาศระบุว่ามีปัญหาการกลั่นแกล้งภายในโรงเรียน หากปรากฏว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขอแสดงความเชื่อมั่นว่า ทางโรงเรียนย่อมจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างที่ดำเนินการมาตลอดตามครรลองของสถานศึกษาที่มีคุณภาพ และขอให้นักเรียนศิษย์ปัจจุบันแสดงความคิดเห็นทางการเมืองด้วยสันติวิธี โดยปราศจากการคุกคามหรือกลั่นแกล้งผู้เห็นต่างทางความคิด

ในฐานะตัวแทนศิษย์เก่าฯ จำนวนหนึ่งขอแสดงความห่วงใยศิษย์ปัจจุบัน และขอความกรุณาจากโรงเรียนโปรดแสดงจุดยืนที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออก โดยเชื่อมั่นว่าโรงเรียนจะเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนเฉกเช่นที่นักเรียนได้รับฟังและปฏิบัติตามกฎของโรงเรียนมาโดยตลอด ซึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็น ลดช่องว่างทางความคิด และนำไปสู่ความเข้าใจและร่วมมือกันแก้ปัญหาได้ในที่สุด

บรรดาศิษย์เก่าฯ ที่มีรายนามข้างท้ายทุกคน ยังคงมีความรัก หวงแหน และตั้งใจที่จะสืบทอดวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีในส่วนที่ดีงามของโรงเรียนราชินีดังเดิม มิได้มีอคติหรือตั้งใจทำลายชื่อเสียงของโรงเรียนแต่อย่างใด ทั้งมิได้ต้องการก้าวล่วงหรือโจมตีความเชื่อความศรัทธาของบุคคลใด

ท้ายที่สุด ขอเป็นกำลังใจให้กับนักเรียนศิษย์ปัจจุบันที่กล้าหาญในการแสดงความคิดของตนเองและขอเป็นกำลังใจให้กับคณะครูทุกท่านให้ผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ และเชื่อมั่นว่า โรงเรียนจะพัฒนาวิถีราชินีไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อดำรงอยู่เป็นสถานศึกษาอันทรงเกียรติ และเป็นหลักยึดเหนี่ยวของศิษย์ทุกคนสืบไป

ขอแสดงความนับถือ

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า เมื่อเวลา 20.00 น. ของวันที่ 22 ส.ค. 2563 มีศิษย์เก่าร่วมลงชื่อแล้วกว่า 800 คน และจะไปยื่นจดหมายเปิดผนึกฉบับดังกล่าวถึงโรงเรียน ในวันที่ 24 ส.ค. 2563 นี้ เวลา 07.30 น.

ครูและนักเรียน จ.ร้อยเอ็ด ยืนยันเหตุการณ์ครูหยิกเด็กที่ผูกริบบิ้นขาวไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563 สำนักข่าวไทย รายงานกรณีความคืบหน้าครูหยิกนักเรียนชู 3 นิ้ว เด็กยืนยันครูทำจริงแต่ไม่ได้เขียวช้ำอย่างที่เป็นข่าว และไม่รู้ใครถ่ายภาพตนลงโซเชียล ขณะที่ครูเผยไม่เกี่ยวกับการปิดกั้นแนวคิดเด็กผูกริบบิ้นขาว แต่ต้องไม่ผูกที่ผม เพราะขัดระเบียบที่กำหนดให้ต้องผูกผมด้วยสีดำเท่านั้น

จากกรณีเฟสบุ๊ค “สหภาพร้อยเอ็ดปลดแอก” โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า “หยิกแขนเด็กจนช้ำเหตุเพียงเพราะผูกโบว์ขาว” ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด จากการสอบถามนักเรียนหลายคน รวมถึงเด็กหญิงที่โดนครูหยิก เล่าให้ฟังว่า เหตุเกิดเมื่อเวลา 09.00 น วันที่ 21 สิงหาคม ขณะเดินเข้าห้องประชุม ครูคนหนึ่งได้เรียกให้หยุด แล้วดุเรื่องห้ามผูกผมด้วยโบว์ หรือริบบิ้นขาว ซึ่งผิดระเบียบของโรงเรียนที่ให้ผูกด้วยโบว์สีดำเท่านั้น และใช้มือหยิกที่แขนด้านซ้าย แต่ยืนยันว่าไม่ได้เขียวช้ำอย่างที่ถูกนำไปโพสต์ และตัวเองก็ไม่ได้เป็นคนนำภาพไปโพสต์ ซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นคนถ่ายรูปไปโพสต์ลงในเพจดังกล่าว และไม่เคยคิดที่จะโพสต์ในโซเชียล เพราะก็ยอมรับว่าตนทำผิดระเบียบจริง และไม่มีเจตนา ไม่เคยคิดที่จะทำให้ชื่อเสียงของโรงเรียนเสียหาย

ด้านนายสมพงษ์ ประภากรพิไล รองผู้อำนวยการโรงเรียน เปิดเผยว่า จากเหตุดังกล่าวทางโรงเรียนได้ทราบเรื่องและได้เรียกตัวผู้ที่เห็นเหตุการณ์ มาสอบถามในความเป็นจริงทั้งหมด แต่ในการกระทำนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นกฎระเบียบของทางโรงเรียนที่จะต้องใช้โบว์ผูกผมสีดำ ส่วนนักเรียนที่ทำผิดระเบียบคุณครูก็ว่ากล่าวตักเตือน ซึ่งทางโรงเรียนได้รับหนังสือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 27 ในเรื่องของสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกโดยหลักประชาธิปไตย ซึ่งโรงเรียนเราก็ไม่มีการปิดกั้นสำหรับนักเรียนที่จะแสดงออก แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของกติกาและห้ามคนนอกเข้ามาร่วมเกี่ยวข้อง ในวันนี้ได้ประสานไปยังผู้ปกครองเด็กหญิง มาพบเพื่อชี้แจงและแจ้งให้ทราบว่า เด็กทำผิดระเบียบ ที่นักเรียนทุกคนต้องยึดแนวเดียวกัน คือผูกผมด้วยสีดำเท่านั้น ซึ่งนัดผู้ปกครองมาพบในวันนี้ เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการห้ามความเคลื่อนไหวและแนวคิด หรือการแสดงออกของนักเรียนแต่อย่างใด ทั้งสิ้น

'ศรีสุวรรณ' เตรียมเอาผิดพรรคการเมือง โพสต์รูปอนุบาลชูสามนิ้ว

เว็บไซต์ข่าวสด รายงานเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2563 ว่านายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ทางสมาคมได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีบุคคลที่อ้างว่าเป็นทีมคณะก้าวหน้า และสมาชิกพรรคก้าวไกลคนหนึ่ง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว รูปเด็กอนุบาลปี 2 ในจ.ยโสธร ที่แต่งชุดนักเรียนอนุบาลพร้อมกับการชูมือสามนิ้วขึ้นเหนือศีรษะ โดยไม่มีการปิดบังหน้าตา พร้อมข้อความติดแฮชแท็กว่า "#อนุบาลต้านเผด็จการ ไม่หวั่น ม.116 ภัยต่อความมั่นคงเผด็จการไดโนกะลา"

ซึ่งพฤติการณ์และการกระทำดังกล่าว เป็นการท้าทายกฎหมาย ไม่คำนึงถึงศีลธรรมและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็กคนดังกล่าว ที่อาจจะเสียหายเกิดขึ้นในอนาคต เป็นความเห็นแก่ตัวของผู้กระทำที่ตกต่ำถึงขั้นต้องอาศัยเด็กมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไร้จริยธรรม และไม่มีมโนสำนึก และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเด็กอย่างร้ายแรง และเป็นที่แปลกใจอย่างยิ่งว่าผู้ที่อ้างเป็นนักประชาธิปไตยทั้งหลายและองค์กรยูนิเซฟ (Unicef) ที่เคยออกแถลงการณ์ปกป้องสิทธิเด็กกรณีการชุมนุมทางการเมือง กลับหายหน้าไปไหนปล่อยให้เกิดกรณีเยี่ยงนี้ได้อย่างไร

นายศรีสุวรรณ กล่าวต่อว่า การนำรูปเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ (ยกเว้นเด็กที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส) มาเผยแพร่ทางสื่อมวลชน หรือสื่อสารสนเทศ โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็ก หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เป็นการกระทำที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า เป็นการฝ่าฝืน มาตรา 27 แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก 2546 มีความผิดตาม มาตรา 79 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีความผิดตาม มาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับอีกด้วย

นายศรีสุวรรณ กล่าวด้วยว่า ส่วนผู้ที่แชร์รูปและข้อความดังกล่าวไปกว่า 195 คน เป็นการเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวาง โทษจําคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ดังนั้นสมาคมฯจะยื่นร้องเรียนกล่าวโทษผู้โพสต์และผู้แชร์รูปและข้อความดังกล่าว เพื่อดำเนินการเอาผิดผู้ที่โพสต์รูปและแชร์รูปเด็กที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมดังกล่าวต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ในวันที่ 24 ส.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อาคาร B ชั้น 4 ถ.แจ้งวัฒนะ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์