เครือข่ายทำงานด้านเอดส์ฯ ฟ้องศาลทรัพย์สินทางปัญญายกคำขอรับสิทธิบัตรยา “เบดาควิลีน” หวังให้ราคาถูกลง

เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านเอดส์ร่วมกันยื่นฟ้องอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ให้ยกคำขอรับสิทธิบัตรยารักษาวัณโรคชนิดดื้อยา “เบดาควิลีน” หวังราคาถูกลงเนื่องจากปัจจุบันยาตัวนี้ค่ารักษาต่อ 6 เดือนสูงถึง 36,000 บาท และยาอีกชนิดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันส่งผลข้างเคียงรุนแรงส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมาก

เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านเอดส์ยื่นฟ้อง

2 ก.พ.2564 มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ รายงานว่า เครือข่ายภาคประชาสังคมด้านเอดส์ ประกอบด้วยตัวแทนจากมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีกรมฯ ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพื่อให้ศาลฯ พิจารณายกคำขอรับสิทธิบัตรยารักษาวัณโรคชนิดดื้อยา

นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ ให้ข้อมูลว่า ยารักษาวัณโรค “เบดาควิลีน” (Bedaquiline) เป็นยาที่มีความสำคัญในการรักษาวัณโรคชนิดดื้อยา ที่ทำให้การรักษาใช้เวลาสั้นลงมาก โดยหลายประเทศมีการยื่นคัดค้านคำขอรับสิทธิบัตรนี้ ซึ่งการยกหรือปฏิเสธคำขอรับสิทธิบัตรนั้นจะทำให้ผู้ป่วยวัณโรคเข้าถึงยาได้มากขึ้น ทั้งนี้ ตามหน้าที่ของกรมฯ สามารถยกเลิกคำขอรับสิทธิบัตรยาตัวนี้ได้เลย เพราะเป็นการขอด้วยวิธีการใช้เพื่อการรักษา ซึ่งไม่เข้าองค์ประกอบในการได้รับสิทธิบัตร ขัดกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สิทธิบัตร พ.ศ.2522 โดยกรมฯ มีอำนาจตามกฎหมายที่จะปฏิเสธคำขอรับสิทธิบัตรนี้ แต่ทำไมถึงไม่ทำ

“กรมฯ มีหน้าที่สร้างความสมดุลระหว่างคุ้มครองผู้ทรงสิทธิ และคุ้มครองผู้บริโภค คุ้มครองประชาชน หากเห็นว่าคำขอรับสิทธิบัตรไหนที่ไม่เข้าข่ายอย่างชัดเจน ก็ควรใช้อำนาจตามกฎหมายคุ้มครองประชาชนอย่างเคร่งครัดมากกว่านี้” นิมิตร์ กล่าว

ผู้อำนวยการมูลนิธิฯ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้วัณโรคชนิดดื้อยาเป็นปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากว่ายาที่ใช้ในการรักษามีราคาสูง โดยก่อนหน้านี้ต้องใช้เวลารักษาวัณโรคนาน 1 - 2 ปี แต่หากทำให้ยามีราคาถูกลง ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษาสั้นลงเหลือเพียง 6 – 9 เดือน ประเทศไทยจะคุมเชื้อวัณโรคได้ดีกว่านี้ โดยองค์การอนามัยโลกจัดประเทศไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่มีภาระวัณโรคสูง รวมถึงวัณโรคชนิดเชื้อดื้อยาหลายขนาน

ด้านอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ให้ความเห็นว่า ยารักษาวัณโรคที่ใช้ในปัจจุบันนั้นมีผลข้างเคียงจากยารุนแรงมาก โดยอดีตผู้ป่วยวัณโรค หนึ่งในผู้ฟ้องคดี เคยรักษาวัณโรคด้วยยาสูตรอื่นนานถึง 23 เดือน และได้รับผลข้างเคียงจากการรักษา ทั้งซึมเศร้า นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย มึนงง คลื่นไส้อาเจียน บางช่วงอาการเหม่อลอยจนเกิดอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชน จนบางครั้งต้องการหยุดการรักษาไปเลย ซึ่งถ้าในตอนนั้นมียาที่ใช้รักษาสั้นลง เขาคงไม่ต้องทนทุกข์ยาวนานเป็นปี จึงไม่ต้องการให้ผู้ป่วยวัณโรคคนอื่น ๆ ต้องเผชิญกับการรักษาที่ยาวนานแบบนี้

ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ กล่าวว่า ยารักษาวัณโรค “เบดาควิลีน” อยู่ในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปีงบประมาณ 2564 แล้ว แต่มีราคาสูงถึง 36,000 บาทต่อการรักษาวัณโรค 6 เดือน ทำให้มียาสำหรับรักษาผู้ป่วยในไทยด้วยยาชนิดนี้เพียง 1,100 คน ขณะเดียวกัน ยาชนิดนี้ในประเทศอัฟริกาใต้มีราคาเพียง 12,000 บาท ซึ่งหากคำขอรับสิทธิบัตรนี้ถูกกรมฯ ปฏิเสธ จะทำให้ยาราคาถูกลง และผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยานี้จะเข้าถึงยาได้มากขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคม 2563 มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เคยยื่นหนังสือทักท้วงให้กรมฯ ยกเลิกคำขอรับสิทธิบัตรยาดังกล่าวของบริษัท แจนซ์เซ่น ฟาร์มาซูติกา เอ็น.วี.แล้ว แต่กรมฯ มีจดหมายตอบกลับว่าคำขอรับสิทธิบัตรยารักษาวัณโรค “เบดาควิลีน” ไม่ขัดกับกฎหมาย ทางมูลนิธิฯ และเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ จึงฟ้องคดีต่อศาลฯ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระบบทรัพย์สินทางปัญญา

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์