"จุลพันธ์ เพื่อไทย" อภิปรายใต้รัฐบาลประยุทธ์ GDP โตแค่ 2-3% คนจนเพิ่ม 1.5 ล้าน

"จุลพันธ์ เพื่อไทย" อภิปรายภายใต้รัฐบาลประยุทธ์ จีดีพีไทยโตแค่ปีละ 2-3% เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านที่โต 5-8% อีกทั้งคนจนเพิ่มขึ้นเพิ่ม 1.5 ล้าน คนตกงานก็เพิ่ม

16 ก.พ.2564 เพจพรรคเพื่อไทยรายงานสรุป การอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยภายใต้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ กำลังทำให้เศรษฐกิจและคนไทยอยู่ในสภาวะ “เปราะบางและอ่อนแอ” หลังจากเกิดวิกฤตโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 ที่ผ่านมา ซ้ำยังไม่มีความพร้อมในการรับมือต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้

ภาพจากเพจพรรคเพื่อไทย

ภาพจากเพจพรรคเพื่อไทย

ตัวเลข GDP โดย Financial Times ชี้ว่าภายใต้การบริหารของพลเอกประยุทธ์ ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำมาโดยตลอด โตเฉลี่ยเพียงแค่ 2-3% ขณะที่ประเทศในภูมิภาคเดียวกันเช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปิน เวียดนาม ซึ่งมีขนาดและโครงสร้างทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกันกับประเทศไทยในสภาวะเดียวกัน พวกเขาสามารถคงระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ถึง 5-8% แปลว่าไม่ได้เป็นเพราะปัจจัยเรื่องโควิด-19 อย่างเดียว แต่เป็นเพราะความไร้ประสิทธิภาพและไม่มีความรู้ความสามารถทางเศรษฐกิจของผู้นำด้วย

ภาวะการว่างงานในประเทศไทย “พุ่งสูงที่สุดในรอบ 11 ปี” ตัวเลขการตกงานที่แท้จริงเพิ่มจาก 300,000 คน เป็น 700,000 คน หรือเพิ่มมากกว่าเท่าตัวในปี 2563 ที่น่าห่วงกว่าคือ “ผู้เสมือนว่างงาน” คือคนตกงานที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับรัฐ เพิ่มมากขึ้น 4 เท่าตัว เป็น 5.4 ล้านคน เมื่อรวมยอดคนว่างงาน และ เสมือนว่างงาน จะเป็นตัวเลขถึง “6 ล้านคน”

World Bank ประเมินว่าคนยากจนรายได้ต่ำกว่า 165 บาท/วัน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกของปี 2563 อยู่ที่ 4.7 ล้านคน มาถึงไตรมาสที่สามของปี 2563 เพิ่มมาที่ 7.8 ล้านคน ภายใต้การนำของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ทำให้คนจนเพิ่มมากขึ้นสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 3 ครั้ง โดยในปีที่แล้วปีเดียว คนจนในประเทศไทยเพิ่มถึง 1.5 ล้านคน

ภาพจากเพจพรรคเพื่อไทย

ภาพจากเพจพรรคเพื่อไทย

ผลกระทบจากการท่องเที่ยวจากโควิด-19 ของไทยสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก ทั้งที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตของประเทศไทยน้อยกว่ามาก หากเทียบกับประเทศที่ได้รับผลกระทบเดียวกันใน 5 อันดับแรก เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติปีละ 1.9 ล้านล้านบาทในปี 62 กลับหดตัวเหลือเพียง 3 แสนกว่าล้านบาทเท่านั้นในปี 63

การแก้พิษเศรษฐกิจที่ไร้ประสิทธิภาพของพล.อ.ประยุทธ์คือ “การแจกเงิน” แต่โดยหลักวิชาการทางเศรษฐศาสตร์แจกเงินแบบ Helicopter Money มีตัวคูณทางเศรษฐกิจต่ำที่สุด หมายความว่าหากจะตั้งเป้าเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ การแจกเงิน “แบบหว่าน” จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มากเมื่อเทียบกับวิธีการอื่นๆ แต่พลเอกประยุทธ์มักเลือกใช้วิธีนี้เสมอ เพราะต้องการสร้างความนิยมชมชอบให้ตนเอง โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของชาติและประชาชน

นอกจานกนั้น ผลการศึกษาจากทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยชี้ว่าการรัฐประหารในปี 2557 และบริหารต่อมาโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหาย ปีละสี่แสนถึงหกแสนล้านบาท โดยพลเอกประยุทธ์สร้างความเสียหายกับเศรษฐกิจไทยเป็นตัวเลขสูงถึง 3,189,538 ล้านบาท หากรวมตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน เป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจไทยเสียหายไม่ต่ำกว่า “สี่ล้านล้านบาท”

หนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นประวัติการณ์ “ตัวเลขหนี้ครัวเรือน 86%” สูงสุดในประเทศรายได้ไม่สูง แต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ใช้งบประมาณประจำปีไปแล้ว 22 ล้านล้านบาท กล่าวได้ว่า งบประมาณของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ขยายตัวขึ้นทุกปีแต่ไม่พยายามลดสัดส่วนรายจ่ายประจำแต่ละปีสูงถึง 80%

'คนไทยไร้จน' โควิดซ้ำปัญหาเศรษฐกิจ คนเป็นหนี้-ธุรกิจล้มเพิ่ม

เงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทที่เตรียมไว้จึงสูญเปล่า แทนที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและสร้างภูมิต้านทานให้ระบบเศรษฐกิจทั้งเอกชนและประชาชนไทย แต่การบริหารที่ล้มเหลวของพลเอกประยุทธ์ แต่เศรษฐกิจไทยกลับอยู่ในสถานะเปราะบาง เพราะกระสุนหมด เงินหมด เหลือแต่หนี้ พอเกิดโควิท-19 ระรอกสอง ประชาชนจึงเดือดร้อนเป็นเท่าทวีคูณ

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์