Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เสวนาวิชาการ “TEA Time with Transmasc & TALK SERIES TRANSMISSION: ข้ามเพศ ข้ามเวลา สู่ภารกิจความเท่าเทียม” ตั้งคำถามประเทศไทยคือ “สวรรค์ของคนข้ามเพศ” จริงหรือ? หรือเป็นเพียงฉากทัศน์สวยงามที่ถูกเคลือบไว้ด้วยทุนนิยม ขณะที่ในความเป็นจริงทางโครงสร้าง “กฎหมายยังคงมองไม่เห็นตัวตน” และสวัสดิการพื้นฐานอย่างฮอร์โมนข้ามเพศยังถูกตราหน้าว่าเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย

เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2569 เวทีเสวนาวิชาการ “TEA Time with Transmasc & TALK SERIES TRANSMISSION: ข้ามเพศ ข้ามเวลา สู่ภารกิจความเท่าเทียม” ณ AIS Siam ได้นำเสนอถึงการลุกขึ้นมาส่งเสียงของเหล่านักวิชาการและเครือข่ายฐานราก เพื่อทวงคืนสิทธิในการกำหนดเนื้อตัวร่างกายตนเอง (Self-determination) และรื้อถอนวาทกรรมใจแคบของรัฐที่แช่แข็งความหลากหลายทางเพศให้อยู่ในระบบขั้วตรงข้ามชาย-หญิงอย่างไม่สิ้นสุด

ในเวทีเปิดด้วยการฉายภาพรวมด้านองค์ความรู้จาก ผศ.ดร. โกสุม โอมพรนุวัฒน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้สะท้อนให้เห็นว่า “การมองเห็น (Visibility) ในพื้นที่สาธารณะไม่ได้เท่ากับความเท่าเทียมเสมอไป” อาจารย์โกสุมพังทลายมายาคติที่ว่าประเทศไทยคือ ‘สวรรค์ของคนข้ามเพศ’ (Transgender Paradise) โดยชี้ให้เห็นว่าในระดับโครงสร้าง คนข้ามเพศยังเผชิญหน้ากับการตีตรา (Stigmatization) และการเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรง เนื่องจากการขาด “กฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ” (Legal Gender Recognition)

นอกจากนี้ อาจารย์ยังสะท้อน “ช่องว่างทางวิชาการ” (Knowledge Gap) ที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายรัฐว่า งานวิจัยในอดีตมักกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มหญิงข้ามเพศ (Transwomen) ทำให้ประสบการณ์ชีวิตและสุขภาวะของกลุ่มทอม ผู้ชายข้ามเพศ (Transmen) และนอนไบนารี (Nonbinary) กลายเป็นกลุ่มประชากรที่ถูกทำให้เลือนหายไปในทางโครงสร้างความรู้ พร้อมตอกย้ำว่า “งานวิจัยไม่ใช่แค่กองเอกสารบนหิ้ง แต่มันคือเรื่องของ ‘อำนาจ’ (Power) ว่าใครสำคัญพอที่จะอยู่ในการศึกษาเพื่อรับสิทธิ์และสวัสดิการจากรัฐ” โดยเสนอทางออกให้รัฐสนับสนุนการวิจัยเชิงรุกร่วมกับชุมชน (Community-based participatory research) และการศึกษาเชิงติดตามระยะยาวในระดับภูมิภาค

ด้าน เอเดรียน ไบเยอร์ (Adrian Beyer) นักวิจัยและนักศึกษาปริญญาเอกจาก University of Wisconsin-Madison (UW-Madison) ได้นำเสนอในหัวข้อ “Fluid Solidarities: Transmasculine Health in Thailand” โดยนำเสนอภาพความจริงในชุมชนว่า แม้ผู้คนจะมีการระบุตัวตนทางเพศที่ลื่นไหลและใช้คำศัพท์แตกต่างกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทอม, ผู้ชายข้ามเพศ, นอนไบนารี, หรือ FTM แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง “ทุกคนเผชิญปัญหาทางสุขภาวะและการถูกปฏิเสธจากสังคมในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน”

เอเดรียนได้วิพากษ์และชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการยึดติดกับกรอบคิดเรื่อง “อัตลักษณ์ทางเพศ” (Gender Identity) เพียงอย่างเดียวในการแก้ปัญหาการเข้าถึงระบบสาธารณสุข เพราะโรคภัยและความเจ็บปวดไม่ได้เลือกปฏิบัติเฉพาะคนที่ระบุนิยามตัวตนชัดเจน และการตีกรอบแบบเดิมมักผลิตซ้ำอคติว่ามีแค่คนบางกลุ่มเท่านั้นที่ต้องเผชิญปัญหานี้

เอเดรียนจึงเสนอให้สังคมใช้กรอบคิดเรื่อง “ความลื่นไหล” (Fluidity) มาพิจารณาเรื่องสุขภาพกายโดยไม่ต้องผูกติดกับเพศสภาพ เพราะความจริงคือ “ไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่มีประจำเดือน ไม่ใช่แค่ผู้ชายข้ามเพศที่โดนปฏิเสธการรักษา และไม่ใช่แค่นอนไบนารีที่ครอบครัวไม่เข้าใจ” ระบบสาธารณสุขจึงต้องโอบรับความเป็นมนุษย์ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของอัตลักษณ์เพื่อความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

อาจารย์ ดร.พรทิพย์ นิพพานนท์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอมิติที่แหลมคมในหัวข้อ “ร่างกาย ความหมาย และอำนาจในการกำหนดตนเองของชายข้ามเพศ” โดยอาจารย์ชวนวิเคราะห์เรือนร่างของชายข้ามเพศที่ถูกปะทะสังสรรค์ด้วยอำนาจ 3 มิติ

เมื่อร่างกลายเป็น “ทุน” (Body as Capital) ในระบบทุนนิยมที่ครอบงำด้วยระบบทวิลักษณ์ (ชาย-หญิง) อุตสาหกรรมศัลยกรรมได้เข้ามาแปรสภาพเนื้อตัวร่างกายให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อตอบสนองวาทกรรม “ความเป็นชาย” ตามที่บรรทัดฐานสังคมยอมรับ

เมื่อร่างกลายเป็น “พื้นที่” รองรับอำนาจรัฐ (Body as Space for Power) ร่างกายถูกกำกับควบคุมโดยสถาบันทางการแพทย์และวาทกรรมสาธารณสุข โดยอาจารย์ได้หยิบยกประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับข้อถกเถียงเรื่อง ‘การให้สิทธิบัตรทองในการเข้าถึงฮอร์โมนข้ามเพศ’ มาวิพากษ์ โดยชี้ให้เห็นว่า สื่อและผู้มีอำนาจมักผลิตซ้ำวาทกรรมใจแคบ เช่น “ฮอร์โมนจำเป็นจริงหรือ?” หรือ “ไม่ให้ฟรี ก็ไม่ตาย” ซึ่งสะท้อนว่าผู้มีอำนาจในโครงสร้างรัฐ มองสุขภาวะคนข้ามเพศเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย

เมื่อร่างกลายเป็น “สนามแห่งการคัดง้าง” (Body as Field of Resistance) ร่างกายนี้ไม่ได้ยอมจำนน แต่เป็นพื้นที่ที่ชุมชนและปัจเจกบุคคลใช้ในการต่อสู้ คัดง้าง เพื่อทวงคืนสิทธิ์ในการ “กำหนดตนเอง” (Self-determination) เหนือเนื้อตัวร่างกายและสวัสดิการที่ตนพึงมี

ปิดท้ายด้วยเสียงสะท้อนจากภาคปฏิบัติการโดย คุณอาทิตยา อาษา จากเครือข่าย TransEqual ที่มาบอกเล่าถึงแนวคิด “ร่างกายลูกผสม” (Hybrid Body) เพื่อทลายกรอบคิดแบบขั้วตรงข้าม (Binary) โดยชี้ให้เห็นปัญหาที่ว่า กลุ่มทอมจำนวนมากปฏิเสธการตรวจภายในเนื่องจากความอึดอัดใจและบรรยากาศสถานพยาบาลที่ไม่เป็นมิตร เครือข่ายจึงต้องทลายกำแพงความกลัวนี้ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น "การชวนมาปั้นจิ๋ม" เพื่อชวนให้คนกลับมาใส่ใจดูแลระบบสรีระดั้งเดิมของตนเอง

นอกจากนี้ คุณอาทิตยายังได้สะท้อนเสียงของ “ทอมภูธร” หรือกลุ่มคนในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ยังคงขาดแคลนพื้นที่ปลอดภัยในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน อาทิ การตรวจภายใน การทำแท้งที่ปลอดภัย การเข้าถึงฮอร์โมนที่มีมาตรฐาน และการเผชิญการเลือกปฏิบัติจากสายการบิน โดยย้ำว่า การขับเคลื่อนนโยบายต้องมาจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) และต้องสร้างความไว้วางใจ (Trust) ในชุมชนที่กระจายตัวอยู่

ความน่าผิดหวังเชิงโครงสร้างที่เครือข่ายนำมาเปิดเผยคือ ความพยายามในการยื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมาธิการให้เปลี่ยนถ้อยคำในกฎหมายสมรสเท่าเทียมจาก "หญิงตั้งครรภ์" เป็น "บุคคลมีครรภ์" เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ชายข้ามเพศหรือนอนไบนารีที่ตั้งครรภ์ได้ ทว่าข้อเสนอนี้กลับถูกปฏิเสธและเผชิญแรงต้านอย่างรุนแรงจากคณะกรรมาธิการบางส่วนที่ยังมีกรอบคิดจำกัดว่า “คนตั้งครรภ์ได้ต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น” คุณอาทิตยาตอกย้ำทิ้งท้ายว่า “สังคมที่ไม่เท่าเทียมไม่ได้เกิดจากตัวเรา แต่เกิดจากโครงสร้าง และหน้าที่ของพวกเราคือการร่วมกันเปลี่ยนเรื่องเล่า (Narrative) นี้ต่อไป”

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง