กรรมการคสป.ยื่นหนังสือลาออก สกัดรัฐบาลใช้เป็นข้ออ้างออกกฎหมายคุมเอ็นจีโอ

กรรมการคสป.ยื่นหนังสือลาออก สกัดรัฐบาลใช้เป็นข้ออ้างฉวยโอกาสออกกฎหมายควบคุมเอ็นจีโอ ชี้ทำลายเสรีภาพกิจกรรมเพื่อสังคม เพิ่มบทลงโทษอาญา เห็นการรวมกลุ่มของประชาชนเป็นอาชญากร   

 

18 ก.ค.2564 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า จะเด็จ เชาวน์วิไล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 19ก.ค.นี้ จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการ คสป. ที่มี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อชี้แจงความคืบหน้า มติคณะรัฐมนตรีเรื่องร่างกฎหมายควบคุมองค์กรภาคประชาชน หรือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน พ.ศ….. ผู้เข้าร่วมประชุมจะมีทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคม ซึ่งร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ถือว่าเป็นการทำลายเสรีภาพการรวมกลุ่มของประชาชนขั้นรุนแรง เพราะต้องจดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งการเข้ามาตรวจสอบการสื่อสารในสื่อออนไลน์ต่างๆโดยไม่ต้องขออนุญาต  นอกจากนี้ยังขาดหลักประกันของประชาชนที่แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆที่มีผลต่อการพัฒนาในระดับปัจเจก ระดับชุมชน ที่ต้องการให้เสียงประชาชน ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อการพัฒนาของรัฐ และกฎหมายนี้ยังมีโทษอาญา ที่รุนแรงถ้าไม่ปฏิบัติตาม เท่ากับว่าเห็นการรวมกลุ่มของประชาชนเป็นอาชญากร 

“ผมในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ มิอาจรับร่างกฎหมายนี้ได้ และกรรมการชุดนี้มีบทบาทในการส่งเสริม และสนับสนุนการรวมกลุ่มภาคประสังคมชนเป็นหลัก การทำแบบนี้ ถือเป็นการทำลายเสรีภาพการรวมกลุ่มประชาชน ผมจึงขอลาออกและจะยื่นจดหมายลาออกอย่างเป็นทางการจากกรรมการชุดนี้ และไม่ขอร่วมประชุมที่เกิดขึ้นและเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ฉวยโอกาสใช้คณะกรรมการชุดนี้เป็นเครื่องมือ เพื่อเอากฎหมายมาเป็นช่องทางควบคุมประชาชนมากกว่าสนับสนุน ซึ่งเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทำให้ขาดอำนาจต่อรอง และส่งเสียงต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคม เกิดเป็นช่องว่างทางชนชั้น และการพัฒนามากขึ้นในอนาคต” จะเด็จ กล่าว

สุภาวดี เพชรรัตน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม (คสป.) กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีความจริงใจในการสนับสนุนและพัฒนาความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม แต่ในทางกลับกันได้พยายามที่จะผลักร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรมาแบ่งปัน ต้องการควบคุมสิทธิเสรีภาพการรวมกลุ่มของประชาชน โดยให้ภาคประชาชนที่ต้องการรวมกลุ่มต้องจดแจ้งกับกรมการปกครอง ถ้าไม่จดแจ้งจะมีโทษทั้งจำ ทั้งปรับ รวมทั้งสามารถเข้าไปในสถานที่ทำงานและเรียกข้อมูลทางอิเล็กโทรนิกส์ต่างๆ ได้ และการดำเนินงานต้องอยู่ภายใต้การกำหนดของ รมต.กระทรวงมหาดไทย ซึ่งในปัจจุบันองค์กรภาคประชาสังคมที่ต้องการจดทะเบียนมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว และต้องทำรายงานการเงิน รายงานการทำงานให้หน่วยงานรัฐทุกปี 

สุภาวดี กล่าวว่า ก่อนที่จะมีร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้รัฐบาลไม่ได้เชิญคณะกรรมการชุดนี้มาปรึกษาหารือแต่อย่างใด กรรมการ คสป.ในส่วนผู้แทนขององค์กรภาคประชาสังคมไม่เคยมีใครรับทราบเรื่องนี้มาก่อน กรรมการที่เป็นผู้แทนจากภาคประชาสังคม ได้ทำหนังสือเพื่อขอให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ แต่ไม่ได้รับการตอบรับ และเดินหน้าเพื่อให้ ร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่าน ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาภาคประชาสังคมได้พยายามผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม โดยมีเจตนารมณ์ชัดเจนว่าภาคประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ที่ไม่ใช่ภาครัฐและภาคเอกชนเท่านั้น ได้พยามผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ฉบับบนี้ก่อนมีรัฐประหารปี 2557 และหลังจากนั้นได้เข้าชื่อเสนอร่าง กฎหมายจากประชาชน  โดยเนื้อหาที่สำคัญคือให้มีความเป็นอิสระและมีกองทุนส่งเสริมพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม แต่ดูเหมือนว่าร่างที่ประชาชนเสนอไปหายเงียบ แต่กลับมีร่าง พ.ร.บ.ที่ต้องการควบคุมและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน มาแทนที่ 

“สิ่งนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลต้องการควบคุมและจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน และไม่ได้ทำตามสิทธิที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และตามหลักการสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และอนุสัญญาที่เกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ไทยได้ไปลงนามไว้ ดังนั้นการประชุมวันที่19 นี้ เป็นการประชุมที่น่ากังวลว่ารัฐจะใช้เป็นข้ออ้างว่าได้ปรึกษา คณะกรรมการ คสป แล้ว เพื่อเดินหน้าผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ที่ต้องการควบคุมและจำกัดสิทธิเสรีภาพการรวมกลุ่มของประชาชน และไม่ฟังเสียงของประชาชน โดยวันจันทร์ที่ 19 ก.ค.นี้ เตรียมจะยื่นจดหมายลาออกจากตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม อย่างเป็นทางการ” สุภาวดี  กล่าว 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์