Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สรุปผลการประชุม กมธ. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย นัดแรก 'รังสิมันต์ โรม' ชี้ ร่าง ครม. มีข้อบกพร่อง 5 จุดที่ต้องอุดรอยรั่ว ขณะที่ บก.ลายจุด เผย 'ตำรวจใหญ่' อดีต สนช. พยายามล็อบบี้ถอนกฎหมายนี้ ด้าน 'ศิริภา อินทวิเชียร' โฆษก กมธ. เตรียมเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานและผู้เสียหายร่วมให้ความเห็น เร่งผลักดันให้เสร็จทันประชุมสมัยหน้า

5 ต.ค. 2564 วันนี้ (5 ต.ค. 2564) รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล และหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม ระบุว่า วันนี้เป็นการประชุม กมธ. วันแรก โดยมีการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ กำหนดวันเวลาประชุม และเสนอกรอบการดำเนินงานเบื้องต้น โดยที่ประชุมมีมติให้ชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส. จ.นครพนม พรรคเพื่อไทย เป็นประธานกรรมาธิการชุดนี้ ส่วนตนได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองประธาน กมธ. คนที่ 4

รังสิมันต์ ระบุว่า ในการพิจารณากฎหมายนี้ มีร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านการรับหลักการวาระแรกทั้งหมด 4 ฉบับ โดยฉบับที่ถูกยกให้เป็นร่างหลัก คือ ฉบับของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เมื่อพิจารณาร่างดังกล่าวแล้ว พบว่ายังขาดหายประเด็นสำคัญหลายประการซึ่งควรมีและพบว่าประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่ขาดหายไปนั้นมีอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับของคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ (กมธ.) และร่างฉบับอื่นๆ อยู่แล้ว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความมีประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย รังสิมันต์ได้ยก 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ ที่จำเป็นต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมในร่าง พ.ร.บ. ฉบับ ครม. ดังต่อไปนี้

โฆษณา - Advertising

1. ต้องเพิ่มความผิดฐานย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ในร่างฉบับ ครม. แม้มีการกำหนดฐานความผิดของการซ้อมทรมาน (Torture) และการอุ้มหาย (Enforce Disappearance) เอาไว้ แต่กลับไม่ได้กำหนดฐานความผิดของการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Cruel, Inhumane or Degrading Treatment or Punishment) ซึ่งมีอยู่ในอนุสัญญาระหว่างประเทศเอาไว้ด้วย โดยในร่างฉบับ กมธ. ได้นิยามความหมายของฐานความผิดดังกล่าวไว้ว่า เป็นการกระทำไม่ว่าด้วยประการใดอันก่อให้เกิดอันตรายแก่กาย จิตใจ หรือลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ที่อยู่นอกเหนือนิยามของการทรมาน หากให้ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่อาจเข้าใจได้โดยทั่วไป ก็เช่นการบังคับให้บุคคลแก้ผ้าประจานต่อธารกำนัล หรือการบังคับให้บุคคลไปสัมผัสคลุกคลีกับสิ่งปฏิกูลต่างๆ ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่มนุษย์ไม่ว่าจะใครก็ตามไม่สมควรได้รับ จำเป็นต้องบัญญัติให้เป็นความผิดด้วยเช่นกัน

2. ต้องไม่มีอายุความ

ในร่างฉบับ ครม. ไม่ได้กำหนดเรื่องอายุความไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้นจึงต้องใช้หลักเกณฑ์ทั่วไปเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกำหนดไว้สูงสุดเพียง 20 ปีนับแต่วันที่กระทำความผิด หากพ้นจากนั้นก็จะไม่สามารถดำเนินคดีอะไรได้อีก การไม่กำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะนั้นเป็นการไม่คำนึงถึงธรรมชาติของคดีการซ้อมทรมานและอุ้มหาย ที่การสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ กว่าจะสามารถระบุตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อที่จะฟ้องคดีและนำตัวมายังศาลได้นั้น อาจใช้เวลายาวนานเป็นอย่างยิ่ง จึงสมควรกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ เพื่อไม่เปิดช่องให้ผู้กระทำผิดปกปิดการกระทำของตัวเองจนสามารถลอยนวลพ้นผิดได้ โดยในร่างฉบับ กมธ. ได้กำหนดไว้ว่าความผิดทั้งหมดตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ทั้งการซ้อมทรมาน, การอุ้มหาย และการย่ำยีศักดิ์ศรี ให้เป็นความผิดที่ไม่มีอายุความ

โฆษณา - Advertising

3. คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย ควรนำโดยภาคประชาชน

ในร่างทั้ง 4 ฉบับ กำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เป็นผู้คอยออกมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ทว่าในร่างฉบับ ครม. นั้น กำหนดองค์ประกอบจากทั้งหมด 16 คน เป็นคนจากหน่วยงานรัฐเป็นกรรมการโดยตำแหน่งถึง 9 คน เช่น ปลัดกระทรวงยุติธรรม, ปลัดกระทรวงกลาโหม, ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ, ผบ.ตร. ฯลฯ (กรรมการโดยตำแหน่งคนเดียวที่ไม่ได้มาจากหน่วยงานรัฐ คือ นายกสภาทนายความ) ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คนก็มาจากการตั้งโดย ครม. ทำให้ส่วนใหญ่ของกรรมการนี้มาจากภาครัฐ ซึ่งโดยปรกติแล้วในคดีการซ้อมทรมานและอุ้มหาย ภาครัฐมักเป็นผู้ต้องสงสัยในการกระทำผิดดังกล่าว

คณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทรมาน-อุ้มหาย ควรมีไว้เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้ถูกกระทำ ครอบครัว และประชาชนโดยทั่วไปที่มีความเสี่ยงถูกกระทำเป็นสำคัญ คณะกรรมการดังกล่าวจึงควรนำโดยภาคประชาชน โดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องกับการถูกกระทำ โดยในร่างฉบับ กมธ. กำหนดให้กรรมการจาก 11 คน มาจากภาคประชาชน 9 คน ทั้งตัวแทนผู้เสียหาย, ผู้มีประสบการณ์หรือทำงานด้านคุ้มครองสิทธิ, ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย-นิติเวช-พิสูจน์หลักฐาน ฯลฯ โดยให้มาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาที่มีประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานกรรมการ และมีผู้แทนองค์กรสิทธิ, ผู้แทนพรรคการเมือง, ผู้แทนสื่อมวลชน เป็นกรรมการสรรหาด้วย นอกจากนี้ยังมีอำนาจหน้าที่กว้างกว่าในร่างฉบับ ครม. เช่น สามารถติดตามตรวจสอบกรณีต่างๆ โดยไม่ต้องมีข้อร้องเรียน สามารถตรวจเยี่ยมสถานที่คุมตัวโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

4. ต้องให้มีการสืบสวนคดีในอดีต

โฆษณา - Advertising

ในอดีตประเทศไทยเกิดกรณีการอุ้มหายมาแล้วหลายครั้ง แค่เฉพาะหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ก็มีการอุ้มหายเกิดขึ้นแล้ว 10 ครั้ง เช่น กรณีของสุรชัย แซ่ด่าน หรือวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ กรณีเหล่านี้ควรได้รับการค้นหาความจริงด้วยกระบวนการตามร่าง พ.ร.บ. ที่กำลังพิจารณาอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งในร่างฉบับ กมธ. ได้กำหนดให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนกรณีการอุ้มหายที่เกิดขึ้นก่อนร่าง พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับด้วย แต่ในร่างฉบับ ครม. ไม่ได้กำหนดไว้ ทั้งนี้ การให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนดังกล่าวไม่ได้เป็นการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นโทษแก่บุคคล เพราะเป็นเพียงการให้สืบสวนสอบสวนคดีย้อนหลังเท่านั้น ไม่ได้นำความผิดตามร่าง พ.ร.บ. นี้มาใช้ลงโทษ โดยหากพบว่ามีการกระทำจริงก็อาจใช้ฐานความผิดที่มีอยู่ก่อนแล้ว เช่น ความผิดฐานฆ่าคนตาย

5. ต้องตัดอำนาจศาลทหาร

อีกประเด็นที่ต้องระวังคือการดำเนินคดีตามร่าง พ.ร.บ. นี้ จะยังมีช่องให้นำคดีที่มีจำเลยเป็นทหารไปพิจารณาในศาลทหารได้หรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นอาจเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียหายได้เนื่องจากตุลาการที่พิจารณาก็เป็นข้าราชการทหารด้วยกันเอง จึงควรกำหนดให้ชัดว่าศาลทหารจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีตามร่าง พ.ร.บ. นี้ไม่ได้

ในช่วงเวลาที่ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมาน-อุ้มหาย กำลังพิจารณาในชั้นกรรมาธิการนี้ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่จะกำหนดว่ารายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. จะออกมาเป็นเช่นไร โดยในเบื้องต้นคณะกรรมาธิการฯ กำหนดให้มีการประชุมในทุกวันอังคารและวันพุธของทุกสัปดาห์ และจะพยายามให้เสร็จลุล่วงภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อที่จะนำเข้าสู่สภาได้ทันทีหลังเปิดสมัยประชุมถัดไป ขอให้พี่น้องประชาชนโปรดติดตาม แล้วผมจะนำความคืบหน้ามาแจ้งให้ทราบกันอย่างต่อเนื่อง

โฆษณา - Advertising

ด้าน สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด หนึ่งในสมาชิก กมธ. ซึ่งเป็นตัวแทนภาคประชาชนได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวภายหลังการประชุม กมธ. ว่ามีเรื่องเล่าเกิดขึ้น 2 เรื่องในการประชุมวันนี้ คือ เรื่องแรก มีผู้เสนอให้ถอนร่าง พ.ร.บ. ออกจากชั้น กมธ. เพื่อนำไปทำประชาพิจารณ์ก่อน และเรื่องที่ 2 มีจดหมายน้อยและมีนายตำรวจใหญ่ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) พยายามล็อบบี้ให้เอาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ออก เพราะหากร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านเป็นกฏหมาย ตำรวจจะทำงานไม่ได้ และจะโดนฟ้องร้องถึงขั้นติดคุก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมพยายามผลักดันร่างนี้เข้าสภาอีกครั้ง และเรียกร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้นี้ว่าเป็น 'ร่างของรัฐบาล' เนื่องจากประเทศไทยไปลงนามในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี จึงต้องมาผลักดันกฏหมายในประเทศ ณ ขณะนี้ นอกจากนี้ สมบัติยังระบุว่าสมาชิก กมธ. ตั้งใจผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านวาระ 2 ให้เร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน ไทยรัฐออนไลน์ รายงานเพิ่มเติมว่า ศิริภา อินทวิเชียร ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร
และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษก กมธ.พิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กล่าวถึงการประชุมในวันนี้ว่าจะเร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวโดยด่วน โดยที่ประชุมมีมติเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานตรวจสอบ รวมถึงครอบครัว และผู้ที่ต้องเผชิญกับการกระทำความการทรมานและบังคับให้สูญหาย ให้เข้ามามีส่วนร่วมแสดงความเห็นในการประชุมครั้งถัดไป เพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นไปตามหลักมนุษยธรรมสากล และสอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ กมธ. ได้วางกรอบการทำงานเพื่อให้การพิจารณาดังกล่าวแล้วเสร็จภายในการประชุมสมัยหน้า

โฆษณา - Advertising
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising