ส.ส.จิราพร เพื่อไทย ชี้ถ้าแพ้คดีเหมืองทองอัครา อาจต้องใช้หนี้เป็น 'เงินสด' จากภาษีประชาชน

‘จิราพร สินธุไพร’ ส.ส.ร้อยเอ็ด และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ชวนประชาชนจับตาคำพิพากษาคดีเหมืองทองอัครา ชี้หากแพ้คดีอาจต้องจ่าย ‘ค่าโง่’ เป็นเงินสดที่มาจากภาษีประชาชน พร้อมชวนประชาชนลงชื่อคัดค้าน ‘ประยุทธ์’ ยกสมบัติชาติใช้หนี้ความผิดพลาดของตนเอง ผ่าน Google Document และ LINE OA

29 ต.ค. 2564 วานนี้ (28 ต.ค. 2564) หลังเสร็จสิ้นการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2564 ของพรรคเพื่อไทย ที่ศูนย์ประชุมแและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น (KICE) จิราพร สินธุไพร ส.ส. จ.ร้อยเอ็ดพรรคเพื่อไทย และกรรมการบริหารพรรคชุดปัจจุบัน ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวประชาไทถึงกรณีข้อพิพาทเหมืองทองอัคราระหว่างบริษัทคิงส์เกตของออสเตรเลียและรัฐบาลไทย ซึ่งจะมีคำตัดสินจากอนุญาโตตุลาการในวันที่ 31 ต.ค. ที่จะถึงนี้ โดยจิราพรกล่าวว่ากรณีนี้ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของประชาชนในพื้นที่ และอาจส่งผลเสียหายต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและออสเตรเลียได้ในอนาคต

“แม้ว่ายังไม่มีการตัดสินคดี แต่เราเห็นได้ว่ามันมีผลกระทบในเรื่องของการจ้างงานในพื้นที่อยู่แล้ว เพราะมีการใช้กฎหมาย ม.44 ปิดเหมืองกะทันหัน ทำให้คนงานเหมืองประมาณพันกว่ารายต้องตกงาน แล้วก็มีปัญหาเรื่องของรายได้ที่ใช้จุนเจือครอบครัว ส่วนผลกระทบที่ใหญ่กว่านั้น เรามองว่าประเมินค่าแทบไม่ได้ ที่ใหญ่โตมหาศาลมากก็คือเรื่องของการลงทุน เพราะว่าไทยกับออสเตรเลียมีความตกลง TAFTA (ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย) ด้วยกัน เป็นความตกลงที่ใช้มานานมากแล้ว แต่รัฐบาล คสช. ในขณะนั้นก็ยังกล้าที่จะใช้ ม.44 มาปิดเหมือน ซึ่งเรามีหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นการทำโดยประมาทเลินเล่อ เพราะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนมาแสดง พอเป็นอย่างนี้ก็เลยทำให้เกิดช่องว่างที่บริษัทคิงส์เกตสามารถที่จะฟ้องร้องประเทศไทยตามข้อตกลงดังกล่าวได้” จิราพรกล่าว

จิราพร สินธุไพร บนเวทีเสวนาในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2564 ของพรรคเพื่อไทยที่ จ.ขอนแก่น
 

จิราพรระบุว่าเรื่องนี้จะทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนกับประเทศไทย เพราะในอนาคต เบี้ยประกันภัยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนในประเทศไทยอาจมีมูลค่าสูงขึ้น ตามความเสี่ยงในการลงทุนที่สูงขึ้น ทั้งยังตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่าข้อต่อรองที่รัฐนำไปเสนอกับบริษัทคิงส์เกตนั้นเป็นข้อเสนอที่เกินกว่าเหตุหรือไม่ เช่น กรณีที่ดิน 4 แสนไร่ที่รัฐบาลอนุญาตให้บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เข้าไปสำรวจพื้นที่ทำเหมือง ซึ่งไม่รวมถึงกรณีการออกอาชญาบัตรสำรวจเหมืองทองในแก่บริษัท ริชภูมิ ไมนิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทอัครารีซอร์สเซส ซึ่งได้รับการต่อต้านอย่างมากจากประชาชนในพื้นที่ อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี จนต้องชะลอการออกอาชญาบัตรออกไป

“ถ้าให้เพิ่มไปอีกก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าคุณกำลังให้ในสิ่งที่มันอาจจะเกินกว่าเหตุ และเป็นการให้ที่เกินกว่าข้อพิพาทของทั้งสองฝ่าย” จิราพรกล่าว

เพื่อไทยชี้ ‘คดีเหมืองทองอัครา’ ไทยมีโอกาสแพ้สูง เตรียมใช้กลไกสภา-ช่องทางกฎหมาย เอาผิด ‘ประยุทธ์’ และพวก

จิราพรกล่าวว่าแนวทางการพิพากษาของอนุญาโตตุลาการมีความเป็นไปได้ 3 รูปแบบ คือ 1. ไม่มีการออกคำพิพากษาชี้ขาด ในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ แต่จะนำข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายมาบันทึกไว้ โดยที่อนุญาโตตุลาการไม่ลงความเห็น 2. มีการชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาททั้งหมดว่าใครเป็นผู้ชนะหรือแพ้คดี และ 3. อนุญาโตตุลาการอาจจะชี้ขาดข้อพิพาทบางประเด็น ส่วนที่เหลือก็คงค้างไว้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยประเมินไว้ว่าแนวทางสุดท้ายน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด และจากพยานหลักฐานที่พรรคเพื่อไทยรวบรวมมาก็คิดว่าประเทศไทยมีโอกาสแพ้คดีค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยไม่อยากเห็น และเชื่อว่าประชาชนคนไทยก็ไม่อยากเห็นด้วยเช่นกัน

“สิ่งที่รัฐบาลทำคือการใช้ ม.44 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ต่างชาติไม่ยอมรับ โอกาสจะแพ้ก็ค่อนข้างสูงมาก หรือถ้าไม่แพ้ แต่เป็นไปตามที่ทางคิงส์เกตมีแถลงการณ์ออกมาล่าสุด ซึ่งก็คือวันที่ 23 ก.ย. 2564 ที่ระบุว่ากำลังเจรจาแลกเปลี่ยนในหลายๆ ประเด็น ทั้งการคืนเหมืองทองคำชาตรีที่ปิดไป ให้กลับไปดำเนินการได้ หรือการเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งในพื้นที่ที่ให้เข้าไปสำรวจแล้วก็พื้นที่ที่จะให้ทำเหมืองแร่รวมเกือบประมาณ 1 ล้านไร่ เรารู้สึกว่านี่คือการแพ้คดีรูปแบบหนึ่งแล้ว เพราะอย่างที่ดิน 4 แสนไร่ ให้ตั้งแต่ยังไม่มีคำพิพากษาออกมา คืนสิทธิ์ให้เขา แล้วก็ให้เข้าไปสำรวจพื้นที่แล้ว เพราะฉะนั้นมันเท่ากับก้มหน้ายอมรับว่าที่เคยใช้ ม.44 ไปปิดเหมืองเป็นสิ่งที่ผิด จึงต้องให้โอกาสเขามาสำรวจเหมืองต่อ” จิราพรกล่าว

จิราพรกล่าวว่าพรรคเพื่อไทยเปิดให้ประชาชนร่วมกันลงชื่อคัดค้านไม่ให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำผลประโยชน์ของประเทศไปแลกเพื่อให้ตัวเองพ้นจากความผิด ผ่านแบบฟอร์มใน Google Document หรือ Line Offifical ของพรรค หลังจากรวบรวมรายชื่อได้แล้ว พรรคเพื่อไทยจะนำรายชื่อทั้งหมดไปยื่นคัดค้านคำพิพากษาของอนุญาโตตุลาการตามอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ (Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Awards) หรืออนุสัญญานิวยอร์ก ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในภาคีสมาชิก โดยวิธีการนี้เป็นช่องทางที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนปัจจุบันเคยเสนอไว้ในอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เมื่อเดือน ก.ย. 2563 สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค นอกจากนี้ จิราพรยังระบุว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่สภาทันทีที่มีโอกาส เพราะวาระประชุมสภาสามัญประจำปีครั้งที่ 2 จะเริ่มขึ้นในวันที่ 1 พ.ย. นี้

ปัญหาจะไม่เกิดถ้าไม่ใช้ ‘ม.44’ และมีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย

จิราพรกล่าวว่าคดีเหมืองทองอัคราเกิดขึ้นเพราะการลุแก่อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ใช้กฎหมายพิเศษอย่าง ม.44 เร่งรัดตัดตอนปัญหาจนเกิดความเสียหายตามมาแก่ประเทศ ซึ่งตนเข้าใจว่าการใช้กฎหมายนี้เกิดขึ้นในยุครัฐบาล คสช. ที่มาจากการทำรัฐประหาร คงเคยชินกับการใช้กฎหมายที่เด็ดขาดและนำมาสู่การตัดสินใจที่ไม่รอบคอบ ทั้งๆ ที่การแก้ปัญหาเหมืองทองอัคราไม่ได้ยากหรือซับซ้อน สามารถทำได้โดยใช้กฎหมายและกระบวนการทางกฎหมายตามปกติ หากเกิดการฟ้องร้องระหว่างประชาชนและบริษัทเหมืองขึ้นจริง ในกระบวนการศาลปกติก็ยังสามารถเจรจาหาข้อยุติแบบประนีประนอมได้ ซึ่งตนคิดว่าปัญหาเหล่านี้จะไม่บานปลายถึงขั้นเป็นเรื่องพิพาทระหว่างประเทศ หากรัฐบาลที่มีอำนาจในขณะนั้นเป็นรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย และรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้ได้ในอนาคต

“จริงๆ ไม่ใช่แค่ พล.อ.ประยุทธ์เท่านั้นที่มีส่วนในการใช้ ม.44 พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนใช้ ม.44 คนเดียวก็จริง แต่ที่ผ่านมา ในการตั้งคณะทำงานเพื่อเจรจาระงับข้อพิพาท รวมถึงข้อตกลงต่างๆ ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีทั้งหมด ฉะนั้น ผู้ที่ส่วนเกี่ยวข้อง คือ พล.อ.ประยุทธ์และคณะรัฐมนตรีที่รู้เห็นเป็นใจในการนำประโยชน์และทรัพยากรประเทศไปเจรจาในครั้งนี้ ซึ่งเราจะรวบรวมพยานหลักฐาน แล้วหาช่องทางว่าจะสามารถฟ้องร้องในเรื่องไหนได้บ้าง” จิราพรกล่าว พร้อมระบุว่าจริงๆ แล้วการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องเหมืองทองอัคราไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายพิเศษอย่าง ม.44 เพราะไทยมีกฎหมายสิ่งแวดล้อม และกฎหมายอื่นๆ รวมถึงข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพียงพอแล้วในการสืบสวนหาสาเหตุไปจนถึงการเจรจาหาทางออกเพื่อหาข้อยุติระหว่างประชาชนในพื้นที่ที่อ้างว่าได้รับผลกระทบกับบริษัทเจ้าของเหมืองทอง

“การตัดตอนโดยใช้ ม.44 เรามองว่าเป็นการเร่งด่วนตัดสินใจเกินไป เป็นกฎหมายป่าเถื่อนที่ไม่ได้ผ่านรัฐสภา จึงทำให้เกิดปัญหาตามมา จริงๆ แล้วมันมีกลไกตามกฎหมายปกติที่สามารถเข้าไปบริหารจัดการดูแลในเรื่องนี้ ถ้ามีพยานหลักฐานดีๆ เก็บข้อมูล มีหลักฐานที่ชัดเจน ดีไม่ดีอาจจะเป็นประเทศไทยที่ต้องฟ้องบริษัทคิงส์เกตเสียด้วยซ้ำ ไม่ใช่บริษัทคิงส์เกตที่เป็นฝ่ายมาฟ้องเรา” จิราพรกล่าว

ถ้าแพ้คดี อาจต้องจ่าย ‘ค่าโง่’ เป็นเงินสดที่มาจากภาษีประชาชน

จิราพรกล่าวว่าหากมองตามหลักฐานพยานและข้อเท็จจริงทั้งหมดจะเห็นว่าไทยมีโอกาสแพ้คดีสูงมาก ซึ่งผลลัพธ์มีอยู่ 2 แนวทาง อย่างแรกคือถ้าแพ้คดี ต้องจ่ายค่าเสียหายให้บริษัทคิงส์เกตแน่นอน และต้องจ่ายเป็น ‘เงินสด’ โดยพรรคเพื่อไทยอ้างอิงจากคำตัดสินในกรณีพิพาทระหว่างประเทศเวเนซุเอลาและแคนาดา แนวทางที่สองคือการเจรจาแลกเปลี่ยน ซึ่งเห็นจากรายงานล่าสุดของบริษัทคิงส์เกตเมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2564 ที่ระบุรายการสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่บริษัทอาจจะได้รับ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ที่ดินรวมเกือบ 1 ล้านไร่

“ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ประเทศไทยก็เสียหาย แต่ถ้าจ่ายเป็นเงินก็น่าจะต้องเป็นเงินภาษีประชาชนที่ต้องนำไปจ่าย เพราะที่ผ่านมา แม้กระทั่งค่าทนายความประมาณ 700 ล้านบาท พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังใช้เงินภาษีประชาชนไปต่อสู้ ทั้งๆ ที่เคยบอกว่าจะรับผิดชอบเอง เพราะฉะนั้นมันเลยเข้าใจเป็นอื่นไม่ได้” จิราพรกล่าว พร้อมขอให้ประชาชนจับตาคำพิพากษาของอนุญาโตตุลาการในวันที่ 31 ต.ค. นี้ ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยและทรัพยากรของประเทศ

ทั้งนี้ จิราพรกล่าวขอบคุณสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ให้ความไว้วางใจให้ตนทำหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการบริหารของพรรคเพื่อไทยชุดล่าสุด ซึ่งตนจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ทั้งในและนอกสภา และจะเป็นตัวแทนของประชาชนในการผลักดันนโยบาย รวมถึงแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์