'โชติกา ยุภิญโญ' พนักงานกวาดขยะ กทม. วัย 45 ปี สมัครเลือกตั้งเป็นผู้แทนบุคลากรกรุงเทพมหานคร หวังผลักดันนโยบายสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลกลุ่มเกษียณอายุราชการ ปรับฐานเงินเดือนลูกจ้างทุกกลุ่มงาน และเพิ่มอัตราบรรจุงาน ยกระดับสวัสดิการ
สืบเนื่องจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดรับสมัครผู้ลงชิงตำแหน่งผู้แทนบุคลากร กทม. ระหว่าง 3-4 และ 7 ส.ค. 2566 เพื่อเข้าไปเสนอหรือผลักดันนโยบายต่างๆ เกี่ยวกับแรงงาน สวัสดิการของคนทำงาน และหลังจากนั้น บุคลาการจำนวนกว่า 4 หมื่นกว่าคนจาก 50 เขต จะต้องมาเลือกตั้งในวันที่ 30 ส.ค. 2566
เมื่อ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เดิม) เสาชิงช้า โชติกา ยุภิญโญ พนักงานทั่วไปกวาด ลูกจ้างประจำ บ.2 เขตยานนาวา ได้เข้ามาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนบุคลากรกรุงเทพมหานคร หลังสมัครเลือกตั้งผู้แทนบุคลากรฯ โชติกา ยุภิญโญ ได้ให้สัมภาษณ์ โดยเธอประกาศจุดยืนว่าจะขอเข้าไปผลักดันสวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของลูกจ้างทุกกลุ่มงาน

โชติกา ยุภิญโญ (ถ่ายโดย สหภาพคนทำงาน)
สำหรับตำแหน่งผู้แทนบุคลากรกรุงเทพมหานคร เป็นคณะกรรมการที่จะนำนโยบาย และก็ข้อเสนอของลูกจ้างขึ้นมาเขียนนโยบาย และเสนอผู้ใหญ่ให้เข้าไปอยู่ในญัตติของกรุงเทพมหานคร
สำหรับนโยบายในใจของโชติกา ผู้ผ่านประสบการณ์ทำงานมากว่า 25 ปี ในตำแหน่งพนักงานกวาดของ กทม. ระบุว่า เธออยากผลักดันนโยบายค่ารักษาพยาบาลของลูกจ้างที่เกษียณอายุงานไปแล้ว เพราะว่าถ้าพวกเขาโดนตัดสิทธิ์ก็จะต้องกลับไปใช้บัตรทอง หรือบัตร 30 รักษาทุกโรค ซึ่งเธออยากให้ผู้ที่ทำงานจนเกษียณได้สิทธิรักษาค่าพยาบาลอย่างเดิมมากกว่า
โชติกา อายุ 45 ปี ระบุต่อว่า นโยบายที่ 2 เธออยากให้ลดอายุงานของลูกจ้างที่จะได้รับบำเหน็จ หรือบำนาญ จาก 25 ปีถึงจะได้บำเหน็จรายเดือน ให้เหลือเพียง 10 ปี เท่ากับข้าราชการสังกัด กทม. เพราะเธอมองว่าอายุงาน 25 ปี มันนานเกินไป บางคนอายุ 40 ปี แล้วยังไม่ได้รับบรรจุงาน หรือบางคนทำงานมาตั้งแต่ปี 2549 หรือ 14 ปีที่แล้วยังไม่ได้บรรจุงานเลย ถ้าเข้ามาทำงานจริงๆ ใน กทม.จนถึงวันเกษียณ ก็จะไม่ได้บำนาญ/บำเหน็จเลย เธอก็เลยอยากผลักดันพนักงานประจำที่มีอายุงานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ให้ได้รับบำเหน็จบำนาญรายเดือนยกระดับเท่าเทียมข้าราชการ
พนักงานกวาด กทม. ระบุต่อว่า นโยบายต่อมา เธออยากให้ลูกจ้างชั่วคราวที่อายุงาน 8 ปีที่ยังไม่ได้บรรจุ เธออยากผลักดันให้ลูกจ้างชั่วคราวได้รับการบรรจุมากขึ้น โดยหากมีอายุงาน 3 ปีขึ้นไปให้ได้รับการบรรจุเป็นลูกจ้างประจำ
โชติกา ระบุต่อว่า สำหรับการบรรจุงาน เปรียบได้เหมือนกับการผ่านโปรฯ จากลูกจ้างชั่วคราว ได้ยกระดับเป็นพนักงานประจำ การเป็นพนักงานประจำจะทำให้ได้สวัสดิการการรักษาพยาบาลครอบคลุมสามี-ภรรยา และบิดา-มารดา และสามารถเบิกค่าเล่าเรียนได้ให้ลูกได้ แต่ถ้าเป็นลูกจ้างชั่วคราวเวลาไปรักษาพยาบาลต้องสำรองเงินตัวเองจ่ายล่วงหน้า และเบิกตามหลัง ซึ่งการรอเบิกเงินอาจต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือน
"ปกติเงินเดือนลูกจ้างชั่วคราวมันน้อยอยู่แล้ว มีเงินเริ่มต้นที่ 8,690 บาทต่อเดือน และถ้าสมมติต้องเจอหมอบ่อยๆ ต้องสำรองออกไปก่อน และมาตั้งงบประมาณเบิกทีหลัง ซึ่งมันได้ช้า … เรารู้ว่าเป็นลูกจ้างชั่วคราวมันลำบากจริงๆ ค่ารักษาพยาบาลของพ่อแม่ก็เช่นกันต้องสำรองออกไปก่อน และค่าเล่าเรียนเบิกไม่ได้เลย และถ้าเรามีลูกเนอะ เราทำงานและไม่ได้บรรจุ ค่าเล่าเรียนลูกเบิกไม่ได้ แต่เรามองพนักงานประจำเบิกได้ แต่ทำไมลูกจ้างชั่วคราวเบิกไม่ได้ ทำงานด้านเดียวกัน กลุ่มเดียวกัน แต่ 2 มาตรฐาน" โชติกา ระบุ

พนักงาน กทม. ประสบการณ์ทำงานกว่า 25 ปี ระบุต่อว่า นอกจากนี้ เธออยากให้ปรับฐานวงเงินเดือนของลูกจ้างชั่วคราว และพนักงานประจำ บ.1 บ. 2 และ บ.3 ขยับขึ้นทุกกลุ่มงาน
"ปัญหาจริงๆ ตอนนี้ลูกจ้างประจำเงินเดือนน้อย 8,690 บาท ซึ่งมีแค่นี้จริงๆ ไม่พอใช้จ่ายแน่นอน… แม่บ้านตามโลตัส หรือเซ็นทรัล เงินเดือนยังแพงกว่า ถามว่าพวกพี่ทำงานครึ่งวันจริง แต่ 8 ชั่วโมงเหมือนกัน คือรอบเช้า คือตี 5 เลิกบ่ายโมงเย็น รอบ 2 คือบ่ายโมง เลิก 3 ทุ่ม ทุกคนทำงานหน้าเดียวกัน ทำทุกอย่างเหมือนกันหมด ไม่มีการแบ่งว่าชั่วคราวทำตรงนี้ ประจำทำตรงนี้ ต้องทำงานนี้ ทำเหมือนกันหมด ชั่วคราวทำอาจจะทำหนักกว่าคนที่ประจำ
"ฐานเงินเดือนของลูกจ้างประจำ 8,690 บาทต่อเดือน มันแทบจะใช้ไม่ชนเดือน ไหนจะมีผลกระทบว่าเราต้องรักษาพยาบาล พ่อ-แม่เราอีกในจะค่ากินของเราในแต่ละวัน ซึ่งค่าครองชีพสูงมาก บอกได้เลยว่า 100 บาท คุณซื้อของอาจจะได้กับข้าวแค่อย่างเดียว ซึ่งอันนี้ต้องเข้าใจ เศรษฐกิจ และรัฐบาลแบบนี้ เราต้องเข้าใจนะว่าเราจะซื้อของถูกประเทศไทยไม่มี มันเป็นผลกระทบให้กับลูกจ้างชั่วคราวที่ได้รับเงินเดือนน้อย และมันก็น้อยจริงๆ น้อยสำหรับพวกเรา" โชติกา ระบุ
พนักงานกวาดถนน บ.2 กล่าวต่อว่า ปกติเงินเดือนของลูกจ้างประจำได้ปรับขึ้นประมาณ 2 ครั้งต่อปีตามปีงบประมาณ แต่ละครั้งขึ้นเงินเดือนราว 100-300 บาท (ขึ้นอยู่กับฐานเงินเดือนของแต่ละคน) และขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชากลุ่มงาน และถ้าเป็นลูกจ้างชั่วคราวจะไม่สามารถลาได้ เพราะถ้าหากใช้สิทธิลาเกิน 15 วัน วันที่ 16 จะโดนหักเงินเดือน
พนักงานกวาด กทม. คนเดิมระบุต่อด้วยว่า สำหรับแผนต่อจากนี้ เธอวางแผนจะลงพื้นที่รับฟังปัญหาให้ได้มากที่สุด เพื่อหาเสียงและรวบรวมความคิดเห็นเพื่อมาทำเป็นนโยบายสำหรับแรงงาน กทม. ต่อไป
เมื่อถามถึงความคาดหวังในการลงสมัคร ผู้แทนบุคลากร กทม. โชติกา มองว่า นโยบายแต่ละนโยบายอาจจะไม่สำเร็จในวาระ 4 ปี ของการดำรงตำแหน่งผู้แทนบุคลากรฯ ซึ่งมีปัจจัยทั้งในเรื่องกระบวนการเสนอนโยบายที่ค่อนข้างยุ่งยาก และมีขั้นตอนจำนวนมากกว่าเรื่องจะส่งถึงผู้ว่าฯ กทม. แต่อย่างไรก็ตาม เธอยังยืนยันว่าจะ "ขอผลักดัน" จนถึงที่สุด
