นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย คาดเหตุระเบียงกันสาดอาคาร 2 ชั้นถล่มที่ถนนพระราม 4 น่าจะเกิดจาก 3 ปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ "การเสื่อมสภาพของอาคารเก่า เหล็กเป็นสนิม และจุดยึดที่ไม่เพียงพอ" พร้อมเรียกร้อง กทม. เร่งสำรวจอาคารเก่าทั่วเมืองก่อนเกิดเหตุซ้ำ
ภาพจาก: สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย
21 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าจากกรณีเหตุระเบียงกันสาดอาคาร 2 ชั้น ถล่มบนถนนพระราม 4 เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายยน 2569 ว่า นอกจากปัจจัยเดิมที่คาดว่าเกิดจากสนิมในเหล็กเส้นและลักษณะโครงสร้างที่เป็นส่วนยื่นแล้ว ยังพบประเด็นสำคัญเพิ่มเติมคือจุดยึดระหว่างพื้นกับตัวอาคารมีจำนวนน้อยและใช้เหล็กเส้นกลมในการยึด ซึ่งอาจทำให้จุดยึดไม่แข็งแรงเพียงพอ จึงสรุปว่าการถล่มครั้งนี้น่าจะเกิดจาก 3 ปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ การเสื่อมสภาพของอาคารเก่า เหล็กเป็นสนิม และจุดยึดที่ไม่เพียงพอ พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบโครงสร้างส่วนที่เหลือของอาคารและระเบียงกันสาดของอาคารข้างเคียงที่มีลักษณะการก่อสร้างคล้ายกัน เนื่องจากมีความเสี่ยงจะถล่มได้เช่นกัน
ศ.ดร.อมร ในฐานะอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังให้ข้อมูลเชิงลึกว่า กรุงเทพมหานครมีอาคารเก่าจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตตัวเมืองชั้นใน บางหลังมีอายุเกินร้อยปี ซึ่งวัสดุก่อสร้างในอดีตอย่างคอนกรีตและเหล็กเส้นกลมผิวเรียบมีกำลังรับน้ำหนักและการยึดเกาะต่ำกว่ามาตรฐานปัจจุบัน เมื่อสัมผัสแดด ฝน และความชื้นเป็นเวลานานจึงเสื่อมสภาพและเกิดสนิมได้ง่าย
ทั้งนี้ เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก โดยย้อนไปในเดือนตุลาคม 2568 เคยเกิดเหตุกันสาดตึกแถวเก่าบริเวณปากซอยสำราญราษฎร์ เขตพระนคร ถล่มลงมาเช่นกัน สะท้อนว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนเร้นและอาจเกิดขึ้นได้อีกกับอาคารเก่าจำนวนมากในกรุงเทพฯ
จากการรวบรวมข้อมูล ศ.ดร.อมรสรุปปัจจัยเสี่ยงของการถล่มโครงสร้างส่วนยื่นไว้ 5 ข้อ ได้แก่ อาคารมีอายุเกินอายุการใช้งานปกติ โครงสร้างมีจุดยึดด้านเดียว จำนวนจุดยึดน้อยหรือไม่แข็งแรงเพียงพอ การวางสิ่งของน้ำหนักมากบนโครงสร้าง และการต่อเติมส่วนยื่นโดยไม่ได้มาตรฐาน
ในตอนท้าย ศ.ดร.อมรเสนอให้กรุงเทพมหานครใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารและกฎกระทรวงปี 2563 ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ 3 ขั้นตอน ได้แก่ การสำรวจอาคารเก่าทั้งหมดโดยเฉพาะอาคารอายุเกิน 50 ปีที่มีโครงสร้างยื่น และจัดทำฐานข้อมูล การตรวจประเมินสภาพความแข็งแรงของอาคารโดยนายช่างโยธาและผู้ตรวจสอบอาคารตามกฎหมาย พร้อมขอความร่วมมือวิศวกรอาสาจากองค์กรวิชาชีพ และการออกคำสั่งให้แก้ไขอาคารที่พบว่าไม่แข็งแรง พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
