วันผู้ลี้ภัยโลก ประจำปี 2567 มูลนิธิเสมสิกขาลัย จัดเทศกาลฉายภาพยนตร์ "Myanmar Film Tour 2024" ธีม "คิดถึงบ้าน" หวังบอกเล่าความรู้สึก และสร้างความเข้าใจต่อชีวิตของผู้ลี้ภัยพม่า หลังเข้าสู่ปีที่ 3 รัฐประหารเมียนมา
18 มิ.ย. 2567 เนื่องในวันผู้ลี้ภัยสากล ประจำปี 2567 มูลนิธิเสมสิกขาลัย (Spirit in Education Movement - SEM) จัดงานฉายภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัย "Myanmar Film Tour 2024" ในธีม "Homesick" (คิดถึงบ้าน) ระหว่างวันที่ 6-30 มิ.ย. 2567 ซึ่งมูลนิธิเสมฯ จะตระเวนฉายภาพยนตร์ตามเมืองชายแดน ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงราย กรุงเทพฯ และระนอง

เมื่อ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา มูลนิธิเสมฯ ได้จัดงานฉายภาพยนตร์กลางแปลงที่หน้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีภาพยนตร์ไฮไลท์คือ "รอวัน" (Hours of Ours) กำกับโดยผู้กำกับชาวไทย คมน์ธัช ณ พัทลุง ที่ได้ติดตามชีวิตของครอบครัวอิบรอฮิม ผู้ลี้ภัยชาวซูดาน ที่ต้องระหกระเหินลี้ภัยเข้ามาอาศัยในประเทศไทยอย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพื่อ ‘รอวัน’ เดินทางต่อไปที่ประเทศที่ 3
นอกจากสารคดีเรื่อง "รอวัน" ภายในงานมีการฉายภาพยนตร์ที่สะท้อนการเมืองไทยอย่าง “อยู่เย็นเป็นตาย” ว่าด้วยเรื่องราวการเมืองไทยตั้งแต่การสลายการชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2553 จนถึงยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องของการเมืองใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด
สารคดี "Women in War" ว่าด้วยเรื่องราวและความรู้สึกของผู้พลัดถิ่นหญิงภายในรัฐกะเหรี่ยง หลังการทำรัฐประหารยึดอำนาจของ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพพม่า เมื่อปี 2564 ผู้กำกับได้สัมภาษณ์ผู้พลัดถิ่นภายในหญิง 3 ราย ซึ่งพวกเธอได้ร่วมบอกเล่าเหตุผลที่พวกเธอต้องมาอาศัยในป่า การคุกคามจากกองทัพพม่า และความรู้สึกนึกคิดของพวกเธอต่ออนาคต และการทำรัฐประหารครั้งล่าสุด
ศิลปะในฐานะเครื่องมือทำงานด้านความรู้สึก
วิชัย จันทวาโร มูลนิธิเสมสิกขาลัย เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของเทศกาลภาพยนตร์ว่า เดิมทีนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทางมูลนิธิฯ จัดงานเทศกาลภาพยนตร์เกี่ยวกับผู้ลี้ภัย เพราะว่าย้อนไปเมื่อปี 2566 มูลนิธิฯ เคยจัดฉายภาพยนตร์ในช่วงครบรอบวันรัฐประหารเมียนมาปีที่ 2 แต่คราวนี้จัดในช่วง 3 ปีหลังรัฐประหารเมียนมา และจัดในช่วงวาระวันผู้ลี้ภัยโลก สถานการณ์ในประเทศเมียนมาก็เดินไปข้างหน้า ก็มีผลงานภาพยนตร์ ประเด็นใหม่ๆ เกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ไปจนถึงทิศทางความเป็นไปของประเทศเมียนมา
วิชัย เผยว่า ปกติเสมสิกขาลัยมักใช้ 'ศิลปะ' เป็นเครื่องมือสื่อสารเรื่องราวประเด็นทางสังคมต่างๆ เพราะว่าสำหรับเขา ศิลปะถือเป็น 'ซอฟต์พาวเวอร์' ที่ทรงพลัง อย่างข้อมูลมันมีงานสัมมนาหรือโลกออนไลน์ที่สามารถไปค้นหาได้ แต่การมีข้อมูลไม่ได้ทำให้เรารู้สึกถึงชีวิตคน แต่งานศิลปะมันทำงานด้านนั้น มันทำงานเรื่องความรู้สึก และมีชีวิตคนอยู่ในนั้น เป็นสื่อกลางทำให้เราเข้าใจความรู้สึกคนอื่นๆ มากขึ้น
วิชัย จันทวาโร จากแฟ้มภาพเมื่อปี 2566
อนึ่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มูลนิธิเสมสิกขาลัย ใช้ศิลปะสื่อสารเรื่องราวและสร้างความเข้าใจกับผู้ลี้ภัย ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2566 เสมสิกขาลัยจัดงานนิทรรศการศิลปะ "In-Between" ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน กรุงเทพฯ ศิลปะภายในงานสร้างสรรค์โดยกลุ่ม Federal Arts Space โดยผู้เข้าชมสามารถดูและซื้อผลงานของพวกเขาได้ โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นภายในจากสงครามกลางเมืองเมียนมา
เมื่อช่วงต้นปีนี้ มูลนิธิเสมสิกขาลัย ได้ร่วมจัดนิทรรศการในชื่อ "In Between" อีกครั้ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสัมมนาการเมืองพม่า วาระครบรอบ 3 ปี รัฐประหารเมียนมา โดยภายในนิทรรศการมีการจัดแสดงเครื่องมือ เครื่องใช้ และสิ่งของของชาวเมียนมาในพื้นที่สงครามรัฐกะเรนนี เพื่อให้ประชาชนได้รู้สึกและสัมผัสความรู้สึกของผู้ลี้ภัยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองเมียนมาอย่างเป็นรูปธรรม
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทำไมงานภาพยนตร์ครั้งนี้ถึงบอกเล่าเรื่องความคิดถึงบ้าน
วิชัย กล่าวว่า ธีมเทศกาลภาพยนตร์ครั้งนี้คือ "คิดถึงบ้าน" (Homesick) เพราะเนื่องในวันผู้ลี้ภัยโลก เขาอยากให้ภาพยนตร์สะท้อนความรู้สึกภายในของผู้ลี้ภัย และ ‘ความคิดถึงบ้าน’ เขาคิดว่ามันเป็นความรู้สึกที่คนไทยและพม่าสามารถรู้สึกร่วมกันได้ ไม่ใช่เฉพาะชาวพม่าออกจากบ้านเพราะรัฐประหาร หรือเข้ามาเป็นแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยตั้งแต่ก่อนช่วงโควิด-19 แพร่ระบาดหนัก (พ.ศ. 2564-2565) จนตอนนี้บางคนยังไม่ได้กลับบ้าน แต่รวมถึงคนไทยที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศในฐานะแรงงาน หรือเป็นผู้ลี้ภัยการเมือง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ครอบคลุมทุกคน ทุกคนสามารถคิดถึงบ้านมันเป็นเรื่องปกติ อย่างตัวเขาเองก็พอได้ดูภาพยนตร์แล้ว ก็รู้สึกกับตัวเองเหมือนกันว่า เขาไม่ได้กลับไปเยี่ยมที่บ้านมานานแล้วเหมือนกัน
ถึงเวลาทบทวนกฎหมายผู้ลี้ภัยของประเทศไทยหรือยัง
วิชัย เผยว่า เขาอยากให้รัฐไทยทบทวนนโยบายด้านผู้ลี้ภัย ยอมรับการมีอยู่ และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้พวกเขา เพราะว่าประเทศไทยปฏิเสธไม่ได้ว่าเราเป็นเหมือนจุดที่ผู้ลี้ภัยเดินทางเข้ามา ทั้งเพื่อรอไปประเทศที่ 3 หรือบางคนก็อยากอยู่ในประเทศไทย แต่เขาอยู่ไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีกฎหมายคุ้มครองหรือให้อยู่อาศัยได้ชั่วคราว ซึ่งอาจถึงเวลาที่เราต้องทบทวนเรื่องกฎหมายผู้ลี้ภัยของเราแล้วหรือไม่ ว่าควรเป็นเช่นไร ทำไมผู้แสวงหาที่ลี้ภัยถึงหาได้ยากเย็น ทำไมมีผู้ลี้ภัยหลายคนต้องอาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลายาวนานก่อนไปประเทศที่ 3 หรือบางรายไม่ทราบว่าจะได้ไปเมื่อไร อย่างเช่น กรณีของชาวอุยกูร์ ที่ติดอยู่ในห้องกักของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไทยมาแล้วกว่า 10 ปี โดยยังไม่ทราบชะตากรรมในอนาคต และช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีชาวอุยกูร์เสียชีวิตระหว่างถูกกักอีกด้วย อันนี้เป็นที่รับรู้ทางสาธารณะว่ามันก็เกิดเหตุการณ์นั้นจริงๆ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
"ต้องถามถึงผู้ออกนโยบาย ผู้ออกกฎหมาย รัฐ รวมถึงผู้บังคับใช้กฎหมายและนโยบายเหล่านี้ เราจะไม่ทำอะไรหน่อยเหรอ อาจจะต้องถึงเวลาที่เราอาจจะต้องมองเรื่องนี้ใหม่ไหมว่า เราไม่ยอมรับผู้ลี้ภัย หรือไม่อยากรับผู้ลี้ภัย เราไม่เคยมีสถานะผู้ลี้ภัย แต่ในความเป็นจริง เราเคยมีไหมที่เราไม่มีผู้ลี้ภัย หรือแค่เราดีใจแค่ตัวเลขทางกฎหมาย หรือตัวเลขทางการที่ผู้ลี้ภัยเป็นศูนย์ … เราไม่ได้คิดว่าที่ผ่านมามันผิด แต่บริบทมันเปลี่ยนไปเยอะ เพราะฉะนั้น อาจจะต้องถึงเวลาที่ต้องกลับมาทบทวนเรื่องนี้ และก็ผมว่าอาจต้องยอมรับความจริง และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้ผู้ลี้ภัยในประเทศไทย โดยให้มีสถานะผู้ลี้ภัย" วิชัย กล่าว
ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่เคยให้สัตยาบันในอนุสัญญา ว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 ซึ่งหากไทยมีการรับอนุสัญญาฯ และเป็นรัฐภาคี ผู้ลี้ภัยจะไม่ถูกกำหนดโทษตามกฎหมายคนเข้าเมืองหรือพำนักอยู่ในไทยอย่างผิดกฎหมาย และจะไม่ถูกผลักดันกลับประเทศต้นทาง
ท้ายสุด วิชัย ระบุว่า หลังจาก่ฉายภาพยนตร์ตามแนวชายแดนเสร็จสิ้นแล้ว ท้ายที่สุด เสมสิกขาลัยจะนำเรื่องราวตามจุดต่างๆ ไปฉายสรุปรวมและพูดคุยกันที่กรุงเทพฯ ซึ่งวันนั้นจะมีการเชิญกรรมาธิการการกฎหมายฯ กรรมาธิการชายแดนฯ เชิญคนที่อยู่กรรมาธิการแรงงาน คนทำงานนโยบายหลายระดับมาร่วมดูภาพยนตร์ พร้อมพูดคุยหาทางออกร่วมกัน และคาดหวังว่ามันจะนำไปสู่การถกเถียงการพูดในสาธารณะ เพื่อจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคต
บรรยากาศข้อมูลเรื่องเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย และการใช้การโจมตีทางอากาศในประเทศเมียนมา หลังรัฐประหารเมื่อปี 2564
หลังจากนี้ เสมสิกขาลัยจะมีกำหนดการจัดงานภาพยนตร์ที่มูลนิธิเสฐียรโกเศศ นาคะประทีป ถ.เจริญนคร กรุงเทพฯ ตั้งแต่ 21-22 มิ.ย. 2567 โดยภายในงานนอกจากจะมีการฉายภาพยนตร์เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยหลายเรื่องแล้ว จะมีการเสวนา จำหน่ายอาหาร และการแสดงอื่นๆ หลังจากนั้นจะมีการจัดฉายภาพยนตร์ที่ จ.ระนอง วันที่ 30 มิ.ย. 2567 ปิดท้ายในประเทศไทย
นอกจากเทศกาลภาพยนตร์ในประเทศไทย ทางเสมสิกขาลัยได้ส่งภาพยนตร์ไปฉายที่ต่างประเทศอีก 2 แห่ง ได้แก่ ไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศที่ชาวพม่าจำนวนมากเดินทางไปทำงาน และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านอาเซียน เพื่อให้ประเทศอื่นๆ ได้ทราบเรื่องราวของชาวเมียนมามากขึ้น
หมายเหตุ มีการแก้ไขชื่อ Myanmar Film Festival 2024 เป็นชื่อ "Myanmar Film Tour 2024" เมื่อ 19 มิ.ย. 2567 เวลา 00.15 น.
