ความคิดเห็นหนึ่งในชุมชน Reddit (เว็ปบอร์ด Pantip เวอร์ชั่นสหรัฐอเมริกา) เคยเสนอไว้ว่าข่าวไม่ควรเป็นสินค้าที่ถูกนำมาเสนอขายให้ประชาชน เพราะมันขัดกับอุดมการณ์ที่ว่า ‘ข่าว’ เป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนพึงจะได้รับตามเจตนาของการตั้งชื่อของสาขาวิชาชีพ ‘สื่อสารมวลชน’ (Mass communication) ทว่า ในมิติของโลกทุนนิยมที่ทุกคนอาศัยอยู่นี้ จะเข้าใจได้ไม่ยากว่าการข่าวก็เป็นธุรกิจรูปแบบหนึ่งที่มีทั้งต้นทุนการออกไปค้นคว้า ลงพื้นที่ ไปจนถึงการเลี้ยงดูทีมงานแต่ละชีวิตแยกไปตามบทบาทและความถนัด
กล่าวอย่างง่าย คือ นักข่าว (และต้นสังกัดของคนที่ทำข่าว) เองก็ต้องกินต้องใช้ และที่สำคัญ ยุคนี้เป็นยุคที่ทุกอย่างสามารถถูกทำให้เป็นสินค้าได้ตามขนบเสรีนิยมใหม่ การจะรอให้รัฐบาลเทงบประมาณลงมาสนับสนุนการผลิตข่าวให้มีคุณภาพจึงแทบเป็นเรื่องชวนฝัน ขนาดสำนักข่าวหัวใหญ่ระดับโลกอย่าง BBC ของอังกฤษยังโดนตัดงบประมาณไปตั้ง 30% นับประสาอะไรกับในประเทศกำลังพัฒนาแห่งอื่นๆ เช่น ไทย
ประกอบกับที่โลกออนไลน์นั้นเดินทางมาถึงจุดที่ภาคเอกชนล้มเลิกความสนใจที่จะเช่าพื้นที่ลงโฆษณากับสำนักข่าวไปนานแล้ว เพราะแบรนด์ต่างๆเริ่มมีช่องทางการสื่อสารเป็นของตนเอง แถมยังมีพลพรรค social media influencers ระดับน้อย-ใหญ่ตบเท้ามารอรับสารไปกระจายต่อให้ สำนักข่าวและคนทำข่าวจะเหลืออะไร นอกจากหันไปพึ่งระบบสมาชิกรายเดือน (Subscription model) เหมือนเมื่อ 20-30 ปีก่อนที่ต้องมีเด็กส่งหนังสือพิมพ์และนิตยสารตามวงรอบ รายวัน รายสัปดาห์ รายปักษ์ ฯลฯ ร่อนไปตามแต่ละชุมชนทุกเช้า
ว่าไปแล้ว Subscription model สำหรับบริโภคเนื้อหาจากช่องทางออนไลน์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทยเสียทีเดียว เพราะทั้ง Netflix, Disney+, Microsoft Office หรือแม้แต่ Youtube Premium ต่างก็นำร่องเข้ามามีบทบาทในชีวิตคนไทยจำนวนมากไปก่อนแล้ว และได้ผลดีด้วย จะไม่เหมือนกันตรงที่ข่าวไม่ใช่สินค้าหรือบริการที่คนกว่าครึ่งประเทศจำเป็นต้องพึ่งพาในการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นกิจลักษณะจนต้องยอมควักเงินออกมาจ่าย (แต่ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่คนในแวดวงการทำข่าวเริ่มกล่าวถึง Subscription model กันมากขึ้น)
สำคัญที่ในมุมของผู้บริโภคจำนวนมากนั้น ข่าวดูจะยังไม่ใช่สินค้า Premium อะไรจนต้องหาซื้อมาอ่านเป็นรายวันอยู่แล้วตั้งแต่ยุคที่เกิดการย้ายจากแพลตฟอร์มกระดาษมายังออนไลน์ ซึ่งหลายๆหัวก็เปิดให้อ่านและแข่งขันกันนำเสนอให้อ่านได้แบบฟรีๆมาตลอด จึงแทบไม่มีครัวเรือนไหนคิดจะยอมเสียเงินเพื่ออ่านข่าวอีกเลย ปรากฏการณ์นี้หากว่ากันอย่างยุติธรรมมันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่ในไทยเท่านั้น ต่างประเทศก็ไม่แตกต่าง จากการสำรวจของ Reuters Institute เมื่อปีที่ผ่านมา ในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น หรือเยอรมนีนั้นมีประชาชนยอมเจียดเงินมาสมัครสมาชิกเพื่ออ่านข่าวเพียง 9-11% เท่านั้น
ในส่วนของสหรัฐอเมริกา อาจมีสัดส่วนที่ดูมากกว่ากลุ่มแรกอยู่บ้างที่ 21% หรือ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งประเทศ ขนาดแวดวงสื่อของสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ริเริ่มนำโมเดลธุรกิจ Subscription มาใช้ก่อนใคร (กว่า 75% ของหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และวารสารระดับแถวหน้าของสหรัฐอเมริกาบังคับต้องจ่ายเงินก่อนอ่านทั้งหมด) แต่เมื่อพิจารณาจากตัวเลขล่าสุดของไตรมาสแรก ปี 2024 มีคนยอมจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงข่าวจาก The New York Times ประมาณ 10,000,000 คน ส่วน The Wall Street Journal มีเพียง 3,000,000 กว่าคน และ The Washington Post 2,000,000 กว่าคน เทียบกับจำนวนประชากรเกือบ 340,000,000 คนในประเทศเท่ากับว่าในทางทฤษฎีมีประชาชนยอมจ่ายเงินเพื่ออ่านข่าวไม่ถึง 3% เผลอๆในทางปฏิบัติต้องมานับแยกระหว่างสมาชิกที่เป็นคนในและนอกสหรัฐอเมริกาอีก
ไม่ต้องสงสัยว่าคนกว่า 80-90% ที่เหลือในสหรัฐอเมริกาจะเลือกเส้นทางใด
ข้างต้นนี้เป็นความท้าทายอันดับแรกๆสำหรับกลุ่มธุรกิจสื่อของไทยที่ต้องเก็บไว้พิจารณา หากคาดหวังจะประสบความสำเร็จให้ได้แบบ The New York Times ที่รายได้หลักของบริษัทมาจากการขายบัตรสมาชิกออนไลน์ได้ถึงปีละกว่า 1,000,000,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็ต้องไม่ลืมเงื่อนไขเชิงบริบทขั้นพื้นฐานที่ว่าไทยไม่ใช่และไม่ได้ใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ประชาชนในสหรัฐอเมริกามี GDP per capita สูงแตะ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไทยยังขยับไปไม่พ้น 8,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เลย ห่างกันกว่า 10 เท่า รายได้ขั้นต่ำสำหรับของงานระดับปริญญาตรีในไทยยังไม่ทะลุ 20,000 บาทเลย แค่จ่าย Netflix, Youtube Premium และ Spotify ทุกเดือนก็กินไปหลายเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนแล้ว ข่าวก็มีเว็ปให้อ่านฟรีเยอะแยะ โดยเฉพาะจากหัวใหญ่ๆ ค่ายแดง ค่ายเหลือง ค่ายเขียว ค่ายดำ และ “แก๊ง The… ทั้งหลาย” ก็ยังไม่เห็นมีแนวโน้มว่าจะดึง Subscription model มาใช้จริงจังเลย
อีกความท้าทายหนึ่งที่จะไม่นำมาพินิจไม่ได้เลย คือ เรื่องโจรสลัดสินทรัพย์ทางปัญญา (piracy) ซึ่งเกิดขึ้นอย่างหนาหูหนาตาในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ที่บังคับให้ผู้อ่านจ่ายเงินก่อนอ่าน (paywall) มาตลอด ทั้งในกลุ่มที่เป็นวารสารวิชาการ และในกลุ่มสื่อหนังสือพิมพ์ นักวิชาการและนักศึกษาจากประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย (รวมถึงตัวผู้เขียนเอง) ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอจากมหาวิทยาลัยต้นสังกัดน่าจะเข้าใจประเด็นนี้เป็นอย่างดี
เพราะหนึ่งในไม่กี่วิธีที่จะช่วยให้เข้าถึงฐานข้อมูลการวิจัยของวารสารวิชาการต่างประเทศ เช่น Taylor and Francis, SAGE, Routledge และ PubMed ได้นั้นคือการสวมบทบาทโจรสลัดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มรัสเซียอย่าง Sci-Hub ไม่ก็ Library Genesis เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกขูดรีดจากค่าธรรมเนียมการเข้าถึงอันแสนแพงเกินจับต้องได้ของวารสารเหล่านั้น (ที่รวมๆทั้งหมดแล้วน่าจะแรงแซงค่าเทอมไปหลายเท่า หากต้องควักเงินตนเองจ่ายทุกครั้งในการทำการบ้าน) วงการหนังสือพิมพ์ออนไลน์เองก็ประสบปัญหาดังกล่าวไม่ต่างกัน มีนักพัฒนาแอปพลิเคชัน และโปรแกรมเมอร์หัวใสหลายคนพยายามสร้างแอปที่สามารถมุด Paywall ออกมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ที่ใช้งานง่ายและเป็นที่นิยมมากสุดก็ Save to Pocket ถ้าซับซ้อนกว่านั้นอีกหน่อยก็อาจจะเป็นจำพวก web crawlers (ซึ่งก็น่าจะจากรัสเซียอีกนั่นแหละ)
ในแง่หนึ่งบทเรียนที่ดีจึงเป็นบทเรียนจากต่างประเทศ เพราะภูมิทัศน์สื่อไทยนั้นยังตามหลังสถานการณ์ในต่างประเทศอยู่หลายปี ซึ่งข้อมูลน่าสนใจชุดหนึ่งจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 20 ประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกในกลุ่มประเทศร่ำรวย (OECD) สะท้อนว่ากลุ่มประชากรที่มีแนวโน้มจะควักเงินจ่ายค่าอ่านข่าวทุกๆเดือนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ คือ กลุ่มชายอายุ 55 ปีขึ้นไป จบการศึกษาระดับสูง ทำงานรายได้ปานกลาง มีจุดยืนทางการเมืองแบบไม่เอียงซ้ายหรือขวามาก และที่สำคัญ ต้องสนใจติดตามข่าวสารบ้านเมือง โดยเฉพาะข่าวการเมืองมากเป็นพิเศษ ประเด็นที่น่าคิดต่ออยู่ที่ว่าคนกลุ่มนี้เป็นใคร คำตอบก็ไม่น่าพ้นคนในแวดวงที่ต้องติดตามความเคลื่อนไหว ความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองตลอดเวลา เรียกง่ายๆว่า “พวกว๊องค์” (Wonks) ตามทำเนียบขาวและวอลล์สตรีท นั้นแล
กรณีศึกษาข้างต้นนั้นมาจากกลุ่มตัวอย่างในประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี และญี่ปุ่น หากย้อนกลับมาคิดถึงกรณีไทย น่าขบคิดกันต่อมากว่ากลุ่มประชากรที่จะเข้ามาเป็นฐานลูกค้าให้สำนักข่าวที่เปิด Subscription model จะคล้ายกันหรือไม่ จะมีคนไทยสักกี่คนที่ให้ความสำคัญกับการเมืองมากถึงขั้นจะจ่าย Subscription เพื่อติดตามอ่านบทวิเคราะห์การเมืองทั้งวันทั้งคืน (Binge-reading) แบบการดูซีรีส์ใน Netflix ให้ทั้งซีซันภายในคืนเดียว (Binge-watching) ทั้งๆที่ก็มีหลายเว็ปเปิดให้อ่านฟรีๆอยู่แล้ว
ลองประเมินกันดูง่ายๆเอาแบบไม่ต้องพึ่งหลักวิชาการอะไรเลยก็ยังได้ ทุกวันนี้เนื้อหาที่ได้รับความสนใจ และเป็นกระแสถูกกล่าวถึงในระดับที่ขึ้น Hashtag ยอดนิยมบนแพลตฟอร์ม Twitter มากและรวดเร็วที่สุดในสังคมไทย คือหัวข้อแบบใด เช้ามาเปิด Google Trends ส่องกระแสรายวันแล้วเห็นอะไรบ้าง สถิติ Traffic เข้าอันดับแรกๆถูกหัวข้อกีฬา ทายผลบอล ดารา และดราม่าแย่งไปกินหมด สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาเป็นผลทันด่วนที่สุดคือ เนื้อหาประเภท “เปิดประวัติของ X (คนดัง/คนในข่าว)” ไม่ก็ “10 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ…” มักจะผุดขึ้นมาตลอด เว็ปไหนเคยลงแล้วก็นำมาลงซ้ำอีกได้เพื่อแย่งสถิติ Traffic
เพราะคนชอบอ่านเรื่องฉาวมากกว่าปัญหาสิทธิมนุษยชน ใครถูกคุกคามที่ไหน ถูกไล่ที่แล้วต้องกระเด็นกระดอนไปอยู่ไหนคงไม่ใช่เรื่องที่ชนชั้นกลางมีการศึกษาทำงานในเมือง (urban educated middle-class) สนใจ
ดังนั้นการจะโน้มน้าวให้คนมาสมัครสมาชิกเหลืออยู่ไม่กี่วิธี ถ้าไม่ไปเน้นดราม่าแบบสำนักข่าวบางค่าย ที่เน้นห้อยโหนกับกระแสสังคม ณ ห้วงเวลานั้นๆไปวันๆ ก็ต้องมีจุดขาย และการสร้างเนื้อหามันที่เด่นมากๆจนคนรู้สึกถึงความ Exclusive พร้อมจะยอมจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนต้นสังกัดหรือเจ้าของเนื้อหานั้นๆเป็นรายเดือนต่อไปเรื่อยๆ หรือไม่ก็ต้องปรับแนวทางไปเป็นสายวิดิโอคลิป Youtuber/Tiktoker ไปเลย
โดยเฉพาะสื่อกลุ่มที่เน้นนำเสนอเชิงสารคดีมาแต่แรกอยู่แล้ว เช่น ช่องของกรุณา บัวคำศรี น่าจะไปได้ดีกับโมเดลดังกล่าวนี้ เพราะตลาดการบริโภคสื่อออนไลน์ประเภทวิดิโอคลิปในไทยมันยังไม่อิ่มตัว มีโอกาสอีกมากจากการที่ไทยมีประชากรวัยทำงานอยู่เกินกว่า 40,000,000 คน ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นหลายแล้วหลายกรณีที่ Youtuber ไทยบางช่องสามารถผลิตเนื้อหาได้สนุก ฐานแฟนคลับเหนียวแน่นจนมีคนไม่ต่ำกว่า 300-400 คนยอมควักเงินจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนให้ (บางรายจ่าย 100 บาท บางรายก็จ่ายเกิน 1,000 บาท) รวมๆแล้วรายได้จากยอด Subscription ไม่น่าจะต่ำกว่า 100,000 บาท/เดือน
ที่หยิบยกขึ้นมานี้ไม่ใช่เพื่อขายฝัน แต่เพื่อชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ และมีความท้าทายอีกหลายข้อข้างต้นรออยู่ และที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยคือภูมิทัศน์ของโลกออนไลน์ในปัจจุบันโดยเฉพาะกับยุคหลังการมาของ Generative AI รูปแบบต่างๆนั้นไม่เป็นมิตรต่ออุตสาหกรรมข่าวเลยแม้แต่น้อย จนเกือบจะอยู่ในขอบเขตของคำว่า “ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ” ก็ไม่เกินความเป็นไปได้
เนื่องจากการมาของ Generative AI และตัว GPT โมเดลต่างๆนั้นทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมออนไลน์ของมนุษย์เป็นอย่างมาก ความสะดวกของ Generative AI มันพัฒนาอย่างก้าวกระโดดมาถึงขั้นที่ Search Engine อย่าง Google นำไปสร้าง Search Labs เพื่ออำนวยความสะดวกเวลาผู้ใช้งานไปกดค้นหาข้อมูลตามที่ต้องการได้แล้วโดย Google จะดึงข้อมูลทุกอย่างมาสรุปไว้ให้ภายใน 4-5 บรรทัดแรก แถบบนสุดของหน้า พร้อมแนบแหล่งข้อมูลอ้างอิง จนผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องคลิกเข้าไปในเว็ปใดๆอีกเลย เท่ากับ Traffic ถูกกักไว้อยู่แค่หน้าแรกของ Google เท่านั้นเอง
สิ่งนี้ จะว่าเป็นทั้งภัยคุกคาม และความท้าทายของวงการหนังสือพิมพ์ และวงการทำข่าวทั่วโลกเลยก็ว่าได้ ซึ่งคนแวดวงข่าวที่มุ่งจะทำแต่เนื้อหาข่าวขายเป็นหลักคงต้องคิดปรับกลยุทธ์กันขนานใหญ่ เพราะเนื้อหาประเภท ‘ข่าว’ เองก็ไม่ได้รับการสนับสนุนให้ปรากฏขึ้นบนหน้า Newsfeed แรกที่ผู้ใช้งาน Facebook จะเปิดเข้ามาเห็นได้ง่ายๆอีกต่อไปเหมือนเมื่อครั้ง 4-5 ปีก่อนแล้ว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลุ่มบริษัท social media เริ่มลดความสำคัญของทีมงาน Content moderation
สังเกตด้วยตนเองได้เลยทุกวันนี้ผู้ใช้งาน Facebook ได้รับการนำส่งเนื้อหาประเภทข่าวน้อยลงไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง สำนักข่าวหลายแห่งประสบปัญหาการเข้าถึงลดลง ทั้ง Reach และ Engagement กลุ่มที่รอดคือกลุ่มที่ยังขายเนื้อหาดราม่า และขายกระแสกิน นำมาซึ่ง The Great Layoff ยกแผงทั่วโลกที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในแวดวงเทคโนโลยี ทำตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศงานสื่อสารมวลชนหายไปจากระบบเกือบ 30,000 ตำแหน่งในปีที่ผ่านมา แล้วไม่ใช่แค่สำนักข่าวเล็กๆด้วย ไม่ว่าจะ NBC, Business Insider, BuzzFeed, Wall Street Journal ไปจนถึง The Washington Post
ขนาดทั้ง The Washington Post และ Wall Street Journal ต่างก็เป็นหนังสือพิมพ์หัวใหญ่มียอดผู้สมัครสมาชิกรายเดือนรวมกันไม่ต่ำกว่า 5,000,000 คน ยังจำเป็นต้องหั่นจำนวนคนออกเพื่อลดขนาดองค์กร สิ่งที่ต้องไม่ลืมอีกประเด็นคือไวรัส COVID-19 ไม่ได้เอาไปแค่ชีวิตประชาชน แต่ยังมีเงินในระบบที่ถูกดูดให้หายตามเศรษฐกิจที่พังทลายลงไปด้วย ประชาชนมีสภาพคล่องทางการเงินน้อยลง สำนักข่าวชื่อดังในต่างประเทศหลายแห่งประกาศว่ายอดคนสมัครสมาชิกรายเดือนทยอยหายไป ขนาดแข่งกันคลอดโปรโมชั่นลดแล้วลดอีก ให้จ่ายแค่เดือนละ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ยังมี แต่ก็หลีกหนีความจริงที่ว่าไม่น่าจะมีชนชั้นกลางที่ไหนหรือประเทศไหนๆจะมีสายป่านยาวเพียงพอจะกด Subscribe สำนักข่าว หรือสื่อที่ตนเองต้องการสนับสนุนได้เกิน 3-4 แห่ง
ขนาดแค่เนื้อหาสาระแบบข่าวธรรมดาๆยังประสบปัญหาและอุปสรรคขนาดนี้ แล้วเนื้อหาประเภทข่าวเชิงลึก ข่าวสืบสวน สารคดีที่ฟังดูแล้วชวนหาวทั้งหลายจะเหลืออะไร จะจัดที่ทางของตัวเองอย่างไรให้อยู่รอด เปิดระบบ Subscription แล้วรายได้ที่เข้ามาจะมีเพียงพอกับต้นทุนที่ตนเองลงไปไหม สุดท้ายโมเดลดังกล่าวนี้จะสามารถไปต่อได้ในระยะยาวหรือเปล่า หรือจะเหลือแค่ไม่กี่รายที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมแล้วดึงความสนใจของคนอ่าน/คนดูไว้ได้อยู่หมัดจริงๆ
ทุกประเด็นที่กล่าวมานี้มีแต่ข้อกังขา และความไม่แน่นอน โดยความแน่นอนมีอยู่อย่างเดียวจากความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้ คือ วงการหนังสือพิมพ์ และคนทำข่าวจะเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีขนาดเล็กลง จนบางส่วนต้องเอาตัวรอดด้วยการผันตัวไปเป็นรายย่อย ตัดชิ้นเนื้อทุกชิ้นออกจนเหลือแค่ความเป็น Tiktoker/Youtuber เลยก็เป็นได้
