Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กลุ่ม BRICS ที่ถูกก่อตั้งโดยบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 9 ประเทศนั้นถูกจับตามองจากกลุ่มประเทศพันธมิตรของสหรัฐอเมริกามาตลอดว่าเป็นการรวมตัวกันของประเทศเผด็จการนำโดยจีนและรัสเซียที่ต้องการสร้างขั้วอำนาจใหม่ขึ้นมาท้าทายสหรัฐอเมริกา ซึ่งแวดวงนโยบายต่างประเทศก็มีการให้นิยามกรอบความร่วมมือลักษณะนี้ไปในทิศทางที่แตกต่างกัน บ้างก็ใช้ศัพท์ยุคสงครามโลกอย่างแกนแห่งความชั่วร้าย (The New Axis of Evil) ตั้งแต่ที่อิหร่านเข้ามาเป็นสมาชิก บางโอกาสก็เรียกแกนความร่วมมือเฉพาะกิจแบบหลวมๆ (Axis of Convenience) ตามรูปแบบความสัมพันธ์ที่ประเทศแกนนำแสดงให้เห็น หรือหากเป็นกลางขึ้นมาแต่ค่อนไปทางเหยียดสักเล็กน้อยก็อาจเรียกกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (The Global South) ทั้งนี้ ไม่ว่าจะถูกเรียกแบบใด การมีอยู่ของกลุ่มก้อนดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์นักในสายตาของกลุ่มประเทศที่ปวารณาตนเป็นโลกตะวันตกไม่เว้นแม้แต่เอเชียขาวอย่างญี่ปุ่น

อนึ่ง เมื่อกล่าวถึง BRICS ในแง่การรวมตัวกันของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีจีนเป็นศูนย์กลาง และแม่ข่ายหลัก ส่งผลให้การที่ไทยไปยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกในปี 2024 นี้ สร้างความรู้สึกขัดใจให้แก่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาและเหล่านักวิเคราะห์ในสถาบัน Think Tanks รอบๆวอชิงตันดีซี เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพราะกลุ่ม BRICS อาจจะสร้างเงื่อนไขให้ไทยเอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้น แต่ไทยเพิ่งแสดงความต้องการจะเข้าร่วม OECD ซึ่งเป็น ‘กลุ่มที่ประเทศส่วนใหญ่ร่ำรวย [และเป็นประเทศประชาธิปไตย]’ (The club of mostly rich) ไปเมื่อไม่นานนี้ ใครมองก็ว่าย้อนแย้งชอบกล เนื่องจากยังไม่เคยมีประเทศใดมีสมาชิกภาพภายในทั้ง BRICS และ OECD พร้อมกัน รูปการณ์ในภูมิทัศน์การเมืองสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่สู้จะดี หาก Donald Trump ชนะเลือกตั้งใน 6 พฤศจิกายนนี้ แล้วนำนโยบาย Make America Great Again (MAGA) มาใช้อีก จีนคงได้เดินยุทธศาสตร์รวบดึงกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปเป็นพรรคพวกหมดเป็นแน่

จริงอยู่ที่ว่าความเคลื่อนไหวด้านการต่างประเทศของไทยในช่วงเกือบทศวรรษมานี้อาจแลดูน่ากังวล แต่ที่สุดแล้วก็ไม่ถึงขั้นจะทำให้เกิดข้อกังขาไปหมดเสียทีเดียว เพราะหากให้ว่ากันด้วยหลักการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงปฏิบัติ ปัจจัยแรก ๆ ที่ควรนำมาพิจารณา คือ บทบาท/ความสำคัญของประเทศหรือรัฐนั้น ๆ บนเวทีการเมืองโลก สหรัฐอเมริกาและไทยมีความแตกต่างกันเหลือคณานับ ประเทศแรกมีสถานะเป็นมหาอำนาจหมายเลข 1 ของโลก ส่วนอีกประเทศนั้นแค่จะไต่ระดับกลับมาเป็นมหาอำนาจระดับกลางคุมภูมิภาครอบๆ ASEAN เหมือนเมื่อยุคสงครามเย็นยังยากแสนเข็ญ แล้วจะให้ทั้งสองประเทศใช้หลักคิดเดียวกันในการเดินเกมการเมืองระหว่างคงจะใช่ที่ แค่จำนวนทางเลือกที่เป็นไปได้ในการดำเนินนโยบายก็มีไม่เท่ากันแล้ว 

อีกอย่างนั้น ไทยเองก็ไม่ต่างจากประเทศเจ้าถิ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายอื่นๆ อย่างสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ชนชั้นนำของประเทศเหล่านี้รู้งานกันดีว่าผลประโยชน์แห่งชาติอยู่ที่การกอบโกยโอกาสจากทุกขั้วอำนาจที่เสนอมาให้ ในเมื่อจีนมีสถานะเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของภูมิภาค มันก็ถูกต้องแล้วที่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง และโลกที่ 3 ในละแวกดังกล่าวนี้จะเลือกเข้าร่วมกรอบความร่วมมือที่จีนเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะ Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) หรือ BRICS การดูแลรักษาขั้วอำนาจหนึ่งๆให้คงอยู่ได้เป็นเรื่องที่ผูกโยงกับเม็ดเงิน (bread-and-butter) สหรัฐอเมริกาน่าจะตระหนักประเด็นนี้ดีเพราะสมัยหนึ่งสหรัฐอเมริกาเองก็เคยใช้ Marshall Plan ในการเสริมความแข็งแกร่งให้ขั้วอำนาจตนเอง ย้อนกลับมาที่ปัจจุบัน หากลองให้สหรัฐอเมริกาผ่อนคลายมาตรการและข้อกำหนดเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจใน Trans-Pacific Partnership (TPP) หรือ Indo-Pacific Economic Framework (IPEF) ให้เข้าถึงง่ายขึ้นบ้างก็คงจะมีหลายประเทศแสดงความสนใจจะเข้าร่วมขั้วของสหรัฐอเมริกาไม่ต่างกัน

แต่ถามว่าความเคลื่อนไหวข้างต้นนี้ สามารถตั้งข้อสรุปได้ว่าไทยกำลังถูกดูดเข้าไปอยู่ในวงโคจรของจีนแล้วหรือยัง ข้อนี้สามารถไปถามชนชั้นนำไทยได้เลยทั้งกลุ่มเทคโนแครต กลุ่มการเมือง หรือแม้แต่ภาคธุรกิจที่มีบทบาทเกี่ยวโยงกับการกำหนดนโยบายต่างประเทศของไทย 100 ทั้ง 100 แม้อุดมการณ์ความเชื่อทางการเมืองต่างกัน แต่คนเหล่านั้นมักตอบเป็นเสียงเดียวกันไม่ว่าจะกี่ปาฐกถา กี่ Hackathon หรือกี่ห้องประชุมถอดบทเรียน (AAR) ไทยไม่ได้เอนไปหาจีน และไทยมองไปที่จีนเพราะโอกาสทางเศรษฐกิจการค้า ประเด็นไทยเอนเอียงไปหาจีนหรือไม่นั้น สหรัฐอเมริกาควรจะเป็นประเทศแรก ๆ ที่สามารถตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด เพราะหากไทยเลือกข้างจีนจริงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล การสร้างสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาใน จ.เชียงใหม่ (ที่สื่อมวลชนอาวุโสบางรายออกปากโจมตีว่าจุดประสงค์มีไว้เพื่อดักสอดแนมจีน) คงไม่ราบรื่นเช่นนี้ และรัฐบาล Biden เองก็คงไม่ใช้ไทยเป็นสถานที่จัดประชุมลับระหว่าง Jake Sullivan กับ Wang Yi ในปี 2024 

มองในแง่บวก สหรัฐอเมริกาควรสนับสนุนให้ไทยเข้าร่วม BRICS ด้วยซ้ำ ในฐานะที่ไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเอเชียหากนับย้อนไปตั้งแต่สมัยยุคล่าอาณานิคม นานเพียงพอที่จะทำให้ทั้งสองประเทศมีความเข้าใจที่ดีในธรรมชาติการดำเนินนโยบายต่างประเทศของกันและกันได้ ดีเสียอีกกรณีที่ไทยสามารถเข้าเป็นสมาชิก BRICS จะได้เข้าไปช่วยเป็นหูเป็นตาให้สหรัฐอเมริกาคอยดูความเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงในท่าทีของแต่ละประเทศสมาชิกภายใน BRICS แบบเดียวกับที่ญี่ปุ่นในฐานะผู้แทนประจำภูมิภาค (offshore balancer) คอยสอดส่องพฤติกรรมของเกาหลีเหนือ และจีนในภูมิภาคมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งถือว่าสมประโยชน์กันทุกฝ่าย จีนได้สมาชิกเพิ่มใน BRICS ไทยก็ได้ประโยชน์จากการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ลดลง (de-dollarization) ส่วนสหรัฐอเมริกาก็ได้ส่งพรรคพวกเข้าไปสอดส่องประเทศสมาชิกใน BRICS 

ที่ยังน่าเป็นห่วงก็แค่การสื่อสารระหว่างเทคโนแครตและเจ้าหน้าที่รัฐของสหรัฐอเมริกาที่ถูกส่งมาประจำการในไทยกับผู้มีอำนาจในทำเนียบขาวจะทำให้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารงานในปี 2025 นี้ มีความเข้าใจถึงมูลเหตุจูงใจในการที่ไทยสมัครเข้า BRICS มากน้อยเพียงใด เพราะหากดำเนินการในส่วนนี้ไม่ได้ประสิทธิภาพเพียงพอ ประเด็นดังกล่าวนี้อาจถูกรัฐบาลใหม่นำมาใช้เป็นเงื่อนไขกดดันไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก Donald Trump ที่มีวิสัยทัศน์มองทุกสิ่งเป็นการค้าในมิติที่เมื่อมีผู้ได้กำไรก็ต้องมีผู้ขาดทุน (zero-sum game) ได้กลับเข้ามานั่งในตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งจะเป็นเชื้อไฟอย่างดีให้ไทยและสหรัฐอเมริกาต้องถึงกาลลุ่มๆดอนๆอีกครั้งเหมือนเมื่อช่วงที่ไทยมีรัฐประหารปี 2014 อนึ่ง ทั้งหมดนี้ไม่ควรตีตนไปก่อนไข้ เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการยื่นใบสมัครเท่านั้น ในทางปฏิบัติแล้วยังเหลืออีกหลายขั้นตอนกว่าผลที่ชัดจะปรากฏ

 

 

ที่มาภาพ: https://tabbyypamella.pages.dev/vdsgfqa-latest-brics-summit-2024-images-nvlbfpg/
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง