ปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา สื่อหลายสำนักรายงานประเด็นหนุ่มพนักงานขับรถเมล์รายหนึ่งออกมาโพสต์ข้อความและภาพจากแชท เป็นการพูดคุยกันระหว่างตัวเขาและหัวหน้างาน เพื่อขออนุญาตใช้สิทธิลาไปหาแม่ก่อนสิ้นใจ แต่พนักงานคนดังกล่าวกลับถูกหัวหน้างานที่ทำหน้าที่จัดตารางเดินรถตำหนิว่า “ทำไมลางานมั่วซั่วงี้” และระบุด้วยว่าถ้าลากลับมาแล้ว จะให้มาพบหัวหน้า
แม้ว่าสุดท้ายทางหน่วยงานได้อนุญาตพนักงานขับรถเมล์ไปหาครอบครัวได้ แต่ประเด็นดังกล่าวทำให้โลกออนไลน์ออกมาตั้งคำถามกับท่าทีของหัวหน้างานคนดังกล่าวว่าสมควรหรือไม่
เมื่อความสัมพันธ์และการสูญเสียผู้เป็นที่รักถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับมนุษย์ไม่ว่าจะอยู่ในสายพานการผลิตใด 'ประชาไท' ชวนดูกฎหมายในต่างประเทศว่ามีแนวปฏิบัติอย่างไร แล้วประเทศไทยจะเพิ่มสิทธิลาดูใจเช่นนี้ได้หรือไม่
สิทธิลาไปดูแลครอบครัว/ลาเพื่อไปบอกลา สำคัญอย่างไร
สิทธิลาไปบอกลา หรือการลาไปดูแลครอบครัว (Compassion care leave/Bereavement leave) คือการให้พนักงานหรือลูกจ้างได้ลาไปดูแลครอบครัวที่ประสบเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นจากอาการเจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ หรือการลาไปร่วมพิธีไว้อาลัยเมื่อถึงคราวสูญเสียบุคคลที่รักหรือสมาชิกครอบครัวที่ใกล้ชิด ซึ่งการลาจะทำให้ลูกจ้างได้มีเวลาในการจัดการอารมณ์ความรู้สึก และฟื้นฟูจากความเศร้าโศกเสียใจ
ชุตินาถ ชินอุดมพร สมาชิกสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน และตอนนี้เธอกำลังผลักดันสิทธิประโยชน์ช่วยเหลือด้านรายได้สำหรับผู้ประกันตนที่ลาหยุดเพื่อไปดูแลสมาชิกครอบครัวที่กำลังป่วยหนัก มองว่า การที่เราไม่มีเวลาลาไปบอกลาคนที่รัก หรือสมาชิกครอบครัวที่ใกล้ชิด อาจมีผลกระทบต่อจิตใจอย่างยาวนาน เธอยกตัวอย่างงานวิจัยที่ติดตามครอบครัวที่สูญเสียลูกไม่ว่าจะเหตุใดก็ตาม งานวิจัยพบว่าครอบครัวดังกล่าวจะจมอยู่กับความรู้สึกสูญเสียอาจนานถึง 4-7 ปี ดังนั้น หากไม่มีระยะเวลาให้จัดการความรู้สึก หรือฟื้นฟูเยียวยาในช่วงแรก มันจะมีผลกระทบจะเกิดขึ้นยาวนาน ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตทั้งโดยธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง การเสียชีวิตแบบไม่ธรรมชาติ คือ การฆ่าตัวตาย หรือการตายจากโรคซึมเศร้า
"ที่เคยเจอเลยจริงๆ คือ เมื่อปีที่แล้ว (ปี 2566) เป็นผู้หญิงอายุ 50 ปี หมดสติและหัวใจหยุดเต้นตั้งแต่ที่บ้าน แต่กู้ชีพช่วยกันปั๊มหัวใจจนกลับมาเต้นอีกครั้ง และนำส่งโรงพยาบาล แต่ไม่ตื่น ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ และตรวจพบว่ามีเลือดออกในสมองค่อนข้างเยอะ ความดันในสมองสูง และตัวสมองตายไม่ตอบสนอง
"เราคุยกับลูกที่ทำงานที่อู่ซ่อมรถ แต่เขาเพิ่งมาทำงานยังไม่ผ่านช่วงเวลาทดลองงาน ทำให้ไม่สามารถใช้วันลาได้ เราบอกว่าลูกเขาว่าแม่อาจจะอยู่ไม่ไหวถ้าต้องรอ แม้ว่าลูกเขาจะพยายามรีบไปนอกเวลางาน แต่แม่เขาเสีย ทั้งที่ลูกยังไม่ได้คุยกับแม่ตอนที่แม่ยังมีลมหายใจ" ชุตินาถ เล่าจากประสบการณ์
ชุตินาถ ชินอุดมพร (ซ้าย) และ ณัฐ ศิริรัตน์บุญขจร (ขวา) สมาชิกสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน (แฟ้มภาพ)
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี นักวิชาการด้านสิทธิแรงงาน และเป็นบอร์ดประกันสังคม ฝ่ายลูกจ้าง สำทับว่า งานวิจัยจากสหรัฐฯ พบว่าการที่ผู้ปกครองสามารถลาในการดูแลเด็กที่ป่วยได้ สามารถทำให้เด็กหายป่วยได้เร็วขึ้นด้วย
กรณีของต่างประเทศ
ออสเตรเลีย
- ออสเตรเลียมีสิทธิลาไปดูแลสมาชิกครอบครัว (Compassionate and Bereavement Leave) รวม 3 กรณี ได้แก่ สมาชิกครอบครัวที่ป่วยหนักหรือเสียชีวิต เด็กแรกที่เกิดเสียชีวิต และคู่สมรสหรือคู่ชีวิตที่สูญเสียเด็กในครรภ์
- ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิฯ เมื่อไรก็ตามที่เข้าเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อนี้ สามารถลาได้ไม่เกิน 2 วันต่อกรณี โดยเลือกว่าจะลาติดต่อกัน 2 วัน หรือแยกกันก็ได้ โดยยังได้รับค่าจ้างต่อชั่วโมงการทำงานปกติ
คำนิยามสมาชิก ‘ครอบครัวที่ใกล้ชิด’ ของกฎหมายแรงงานออสเตรเลีย ประกอบด้วย
- คู่สมรส หรืออดีตคู่สมรส
- คู่ชีวิตโดยพฤตินัย หรืออดีตคู่ชีวิตโดยพฤตินัย (De facto partner)
- บุตร และบุตรบุญธรรม
- บิดา-มารดา
- ปู่-ย่า-ตา-ยาย
- หลาน
- พี่น้อง
แคนาดา
แคนาดาให้สิทธิลาโดยไม่รับค่าจ้าง เพื่อไปดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือลาไปดูแลสมาชิกครอบครัวที่ป่วยหนัก ระบุอยู่ในกฎหมายแรงงานแคนาดา หมวด 3 มาตรา 206.3 โดยแบ่งเป็น 3 กรณี คือ ลาไปดูแลช่วงสมาชิกครอบครัวช่วงสุดท้ายของชีวิต ลาไปดูแลเด็กที่ป่วยหนัก และลาไปดูแลผู้ใหญ่ที่ป่วยหนัก
ตัวของแรงงานหรือลูกจ้างสามารถใช้สิทธิลาดังนี้
- สำหรับการลาไปดูแลสมาชิกครอบครัวในช่วงสุดท้าย : ลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง 28 สัปดาห์
- ลาไปดูแลเด็กที่กำลังป่วยหนัก : ลาได้โดยไม่ได้รับค่าจ้าง 37 สัปดาห์
- ลาไปดูแลผู้ใหญ่ที่กำลังป่วยหนัก : ลาได้โดยไม่ได้รับค่าจ้าง 17 สัปดาห์
ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการการดูแลระยะเวลาสุดท้ายของชีวิตตามกฎหมายแคนาดา หมายถึงคนที่ป่วยหนักและมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตภายใน 26 สัปดาห์ หลังจากมีการวินิจฉัยโดยแพทย์
ลูกจ้างคนเดียวหรือหลายคนที่ต้องดูแลสมาชิกครอบครัวคนเดียวกัน สามารถใช้สิทธิลาตอนไหนก็ได้ภายใน 52 สัปดาห์ กรณีที่ลูกจ้าง 2 คนต้องการดูแลสมาชิกครอบครัวคนเดียวกัน สามารถใช้วันลาพร้อมกันได้ หรือจะใช้คนละช่วงเวลาก็ได้ แต่ต้องไม่เกินระยะเวลาที่กำหนด
ยกตัวอย่าง ถ้าลูกจ้าง 2 คนต้องการลาไปดูแลสมาชิกครอบครัวระยะสุดท้ายคนเดียวกัน พวกเขาจะลาได้รวมกันไม่เกิน 28 สัปดาห์
หากสมาชิกครอบครัวใกล้ชิดเสียชีวิต ลูกจ้างสามารถลาเพื่อไว้อาลัยได้ไม่เกิน 10 วัน โดยใช้สิทธิลาไปไว้อาลัยได้ตั้งแต่วันที่เสียชีวิตจนถึง 6 สัปดาห์หลังจากวัน 1.งานศพ 2.งานฝัง หรือ 3.งานรำลึก (แล้วแต่กรณีไหนเกิดขึ้นหลังสุด) กรณีที่ลูกจ้างทำงานติดต่อกันครบ 3 เดือนกับนายจ้างคนเดียวกัน ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าตอบแทน 3 วันแรก โดยจ่ายตามอัตราค่าจ้างของวันทำงานปกติ หากไม่เข้าเกณฑ์ ลูกจ้างมีสิทธิลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง 10 วัน
ทั้งนี้ เว็บไซต์โครงการรับประกันการจ้างงานของแคนาดา (Employment Insurance) ระบุว่า ลูกจ้างสามารถยื่นเรื่องขอรับความช่วยเหลือทางด้านการเงินและค่าใช้จ่ายระหว่างที่ลูกจ้างลางาน เพื่อไปดูแลสมาชิกครอบครัวที่กำลังป่วยหนักหรือดูแลในช่วงสุดท้ายของชีวิต โดยจ่ายเป็น 55% ของรายได้ แต่เพดานไม่เกิน 668 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อสัปดาห์ (23,218 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน เมื่อ 18 พ.ย. 2567) สมมติว่า รายได้ 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อสัปดาห์ ลูกจ้างจะได้ 275 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อสัปดาห์
- ลูกจ้างจะได้รับเงินช่วยเหลือมากสุด 35 สัปดาห์ สำหรับดูแลเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี
- ลูกจ้างจะได้รับเงินช่วยเหลือมากสุด 15 สัปดาห์ สำหรับดูแลผู้ใหญ่
- ลูกจ้างจะได้รับเงินช่วยเหลือมากสุด 26 สัปดาห์ ดูแลสมาชิกครอบครัวในช่วงสุดท้ายของชีวิต
ลูกจ้างหรือผู้ประกันตนจะมีเวลา 52 สัปดาห์ในการใช้สิทธิประโยชน์เหล่านี้ นับจากวันที่แพทย์หรือพยาบาลวิชาชีพรับรองว่าผู้ป่วยมีอาการป่วยหนักหรือได้รับบาดเจ็บ หรือต้องการการดูแลในช่วงบั้นปลายของชีวิต สามารถรับสิทธิประโยชน์ทั้งหมดในคราวเดียวหรือแบ่งรับเป็นช่วงๆ
ทั้งนี้ สมาชิกครอบครัวตามนิยามของโครงการรับประกันการจ้างงานของแคนาดา รวมถึงสมาชิกครอบครัวเดียวกัน หรือญาติ หรือใครก็ตามที่เรามองว่าเป็นครอบครัว
สหราชอาณาจักร
ในสหราชอาณาจักร ลูกจ้างสามารถลาโดยไม่รับค่าจ้าง (Carer Unpaid Leave) เพื่อไปดูแลสุขภาพผู้ที่กำลังป่วยทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หรือบาดเจ็บแล้วต้องการการดูแลเป็นระยะเวลามากกว่า 3 เดือน ผู้พิการ หรือผู้สูงวัย ทั้งนี้ ผู้ที่ไปดูแลไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกครอบครัว แต่สามารถใช้สิทธิลาไปดูแลใครก็ได้ที่ต้องการการดูแล
ลูกจ้างสามารถลาได้ 1 สัปดาห์ต่อ 12 เดือน แต่ถ้าลูกจ้างเป็นพ่อ-แม่ ที่ต้องการใช้สิทธิลาไปดูแลลูกจะลาได้สูงสุด 18 สัปดาห์
สำหรับระบบนับวันลาหยุดต่อสัปดาห์ของสหราชอาณาจักร จะไม่ได้หมายความว่าได้หยุดทั้งหมด 7 วัน แต่นับเฉพาะวันทำงานของลูกจ้าง ยกตัวอย่างกรณีลูกจ้างทำงาน 3 วันต่อสัปดาห์ แรงงานคนดังกล่าวจะได้วันลาหยุด 3 วันเท่านั้น ไม่ได้รับวันลาหยุด 7 วัน
ที่สหราชอาณาจักร ลูกจ้างมีสิทธิลาเมื่อสูญเสีย 'ลูก' (Parental Bereavement Leave) ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่อายุไม่เกิน 18 ปี หรือเด็กที่เสียชีวิตในอายุครรภ์ไม่เกิน 24 สัปดาห์ ลางานได้สูงสุด 2 วัน และลูกจ้างสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงาน
ช่วงเวลาใช้สิทธิลาช่วงที่ลูกเสียชีวิต พนักงานยังได้รับค่าแรงจำนวน 184.03 ปอนด์ต่อสัปดาห์ หรือได้รับค่าแรง 90% ของรายได้เฉลี่ยต่อสัปดาห์ (ขึ้นกับว่าค่าแรงจำนวนใดน้อยกว่า) โดยเงินที่ได้รับจะจ่ายในลักษณะเดียวกับค่าจ้าง นั่นคือรายสัปดาห์หรือรายเดือน พร้อมหักภาษีและเงินสมทบทุนประกันสังคม
สิทธิลาไปบอกลาของไทย ?
สิทธิลาของไทยยังไม่มีระบุอย่างเจาะจงให้สามารถไปดูแลครอบครัวยามเจ็บป่วยหรือไว้อาลัย โดยลูกจ้างอาจใช้เป็นวันลากิจแทน แต่อย่างไรก็ดี ชุตินาถ กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ที่เธอกำลังผลักดันสำหรับผู้ประกันตนทุกมาตรานั้น ทางกองทุนฯ จะช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายสำหรับแรงงานที่ลาไปดูแลสมาชิกครอบครัวที่กำลังป่วยหนัก หรือลาไปไว้อาลัย เป็นระยะเวลา 3 วัน โดยช่วยเหลือเป็นเงินวันละ 250 บาท โดยอาจจะใช้ใบรับรองแพทย์เป็นหลักฐาน
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ระบุเพียงสิทธิลาป่วย สิทธิการลาประจำปี/ลาพักร้อนไม่น้อยกว่า 6 วันทำงาน และลากิจธุระจำเป็นปีละ 3 วันทำงาน
ชุตินาถ กล่าวว่า ผู้ประกันตน มาตรา 40 อาจมีเงื่อนไขว่าต้องส่งสมทบติดต่อกันเป็นระยะเวลากี่เดือน ถึงจะได้สิทธิ์ แต่ถ้าเป็นไปได้ เธออยากให้คนที่เป็นผู้ประกันตนทุกมาตราได้ใช้สิทธินี้โดยไม่มีเงื่อนไข
เธอเชื่อว่าสิทธิประโยชน์นี้จะไม่ถูกแรงต้านจากนายจ้าง เพราะแรงงานจะใช้สิทธิลาเมื่อจำเป็นจริงๆ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ใครๆ จะมาล้อเล่น และแรงงานส่วนใหญ่ไม่กล้าลาเยอะ เพราะกังวลว่าเขาจะไม่ได้รับเงินโบนัส
สมาชิกสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน มองด้วยว่าไม่อยากให้สิทธิประโยชน์มันไม่ยืดหยุ่น เช่น ต้องระบุว่าต้องรอให้ใกล้ตายหรือมีใบรับรองแพทย์ถึงลาได้ เราจะทำยังไงให้สังคมไปถึงจุดที่การสร้างความเข้าใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้างว่า เราเข้าใจว่าคุณกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก และให้คุณใช้สิทธิเต็มที่
ปัจจุบัน สิทธิประโยชน์นี้ยังอยู่ในระหว่างหารือถึงความเป็นไปได้ภายในคณะกรรมการประกันสังคม แต่ในอนาคต ชุตินาถหวังว่าสิทธิลาไปดูใจ หรือสิทธิที่จะได้ลาไปดูแลครอบครัว จะขยายสิทธิประโยชน์ครอบคลุมไม่ใช่เฉพาะสมาชิกครอบครัวหรือคู่สมรส (ภรรยา) แต่รวม "คู่ชีวิต" เข้าไปด้วยเหมือนกรณีของต่างประเทศ รวมถึงไม่จำเป็นต้องลาเพื่อไปดูแลคนป่วยที่โรงพยาบาลอย่างเดียว แต่การลาไปดูแลผู้ป่วยที่บ้านก็สามารถใช้สิทธิตรงนี้ได้
"เราอยากปักหมุดหมายเพื่อให้คนเห็นความสำคัญของการให้ลาหยุด เราไม่ได้เป็นเครื่องจักร เราอยากให้มีกฎหมายที่เข้าใจความเป็นมนุษย์มันปรากฏขึ้นในสังคม"
"ความเป็นมนุษย์ นิยามมันคงหลากหลาย ส่วนหนึ่งเราเหมือนเป็นกล่องที่บรรจุเวลา และความสัมพันธ์กับผู้คนหลากหลาย ที่เราอยากให้เป็นมนุษย์ ส่วนหนึ่งเพราะว่าอย่างน้อยช่วงเวลาที่อ่อนไหวที่มันมีครั้งเดียวในชีวิต มันเป็นเรื่องของความเห็นใจระหว่างคนจริงๆ อยากให้มีความเห็นใจถูกบัญญัติไว้ในกฎหมาย" ชุตินาถ ระบุ
เธอหวังว่าหลังจากมีสิทธิประโยชน์ตรงนี้แล้ว จะนำไปสู่การแก้ไขสิทธิใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อ 18 ธ.ค. 2567 เซีย จำปาทอง สส.ปีกแรงงาน พรรคประชาชน ได้ยื่นร่างแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เข้าสภาผู้แทนราษฎร 3 ฉบับ โดยหนึ่งในนั้นมีการแก้ไขมาตรา 32 เพิ่มสิทธิลาไปดูแลบุคคลในครอบครัว หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่กำลังดูแลรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยได้สิทธิลาไม่เกินปีละ 15 วัน โดยทั้งนี้ นายจ้างอาจให้ลูกจ้างใช้หลักฐานเป็นใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง หรือใบรับรองของสถานพยาบาลของทางราชการ หรือใบมรณบัตรของบุคคลที่ลูกจ้างไปดูแล ทีนี้ก็ต้องมาดูว่าร่างของฉบับพรรคประชาชนจะได้เข้าไปพิจารณาในสภาฯ สมัยประชุมใด
