'แพทองธาร' สั่ง ศปช.เดินหน้าตรวจสอบพื้นที่ที่ตกหล่นหลังน้ำเริ่มลด เตรียมพร้อมเข้าสู่โหมดเยียวยาทุกมิติทั้งด้านการเงินและการคมนาคม ในรูปแบบแม่สายโมเดล เพื่อให้ประชาชนภาคใต้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติโดยเร็ว - ปภ.แจ้ง 14 จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง ในช่วงวันที่ 3 - 5 ธ.ค. 2567
2 ธ.ค. 2567 เว็บไซต์รัฐบาลไทย รายงานว่า นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีและโฆษก ศปช. เปิดเผยว่า ตามที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะ ผอ.ศปช. ได้สั่งการให้คณะทำงาน ศปช.เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้คาดการณ์ว่า ฝนภาคใต้ปีนี้จะมากกว่าปกติ ทำให้ได้มีการออกประกาศแจ้งเตือนตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมให้หน่วยงานรับมือภัยพิบัติ เตรียมความพร้อมกำลังคนและเครื่องจักร เครื่องมือต่าง ๆ ตามแผนเผชิญเหตุ
ต่อมาในวันพุธที่ 27 พ.ย. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานสถานการณ์จาก ศปช. และได้สั่งการให้ทุกหน่วยเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทันที รวมทั้งให้มีการสำรวจความเสียหาย ฟื้นฟู และนำเสนอข้อมูลต่อ ครม.เพื่อดำเนินการช่วยเหลือ และตามแผนป้องกันระยะยาวได้ให้ศึกษาเรื่องการนำ "ผังน้ำ" ใช้ควบคู่กับ "ผังเมือง" เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างถาวรและตรงจุด ขณะที่ วันพฤหัสที่ 28 พ.ย. นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะ ผอ.ศปช. สั่งการให้ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม บินด่วนลงใต้ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย และระดมเรือท้องแบน อาหาร ให้เจ้าหน้าที่กระจายลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประสานสำนักนายกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย วันศุกร์ที่ 29 พ.ย. นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะ ผอ.ศปช. ย้ำข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย ช่วยเหลือต่อเนื่อง และประสาน ศอ.บต. ส่งอาหารเข้าพื้นที่ที่ถูกตัดขาด จัดเรือท้องแบน จากหน่วยทหารและเอกชนกว่า 50 ลำ อพยพผู้สูงอายุ เด็ก และขนอุปกรณ์ช่วยเหลือ รวมทั้งให้ ปภ. ส่งเรือเข้าไปช่วยประมาณ 100 ลำ ทั้งนี้ ได้ย้ำว่า แม้ไม่มีเรื่องดินโคลนเหมือนอุทกภัยในภาคเหนือ แต่การประสานงาน ดูแลต้องต่อเนื่องและรวดเร็ว
นายจิรายุกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ และพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธาน ศปช.ส่วนหน้า บินด่วนลงพื้นที่ จ.นราธิวาส และได้วิดีโอ คอมเฟอเร้นท์ ร่วมกับที่ประชุมคณะรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการ ทั้งแผนระยะสั้นและแผนระยะกลาง และเมื่อน้ำลดจะเร่งดำเนินการฟื้นฟูเยียวยาต่อไป ขณะเดียวกันได้มีข้อสั่งการให้ประสานกรมบัญชีกลาง เพิ่มงบทดรองจ่ายของผู้ว่าราชการจังหวัดจาก 20 ล้านเป็น 50 ล้าน และ ปภ. เร่งจัดสรร สรรพกำลัง อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ โดยเฉพาะ พาหนะทางน้ำ ตามที่ได้รับการร้องขอจากพื้นที่ทันที รวมทั้งทุกหน่วยงานอพยพผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง ไปยังจุดปลอดภัย พร้อมให้กระทรวงสาธารณสุข ระดมแพทย์และบุคลากรทั้งหมดในพื้นที่ขนย้ายผู้ป่วยออกจากพื้นที่วิกฤตและจัดตั้งศูนย์พักพิงให้ความช่วยเหลือและอยู่อาศัยได้จนเข้าสู่ภาวะปกติ "ตั้งแต่วันแรกที่ฝนตกลงมาอย่างหนัก ปภ.ได้ประสาน กสทช.และค่ายมือถือส่ง SMS ไปยังประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัดที่มีความเสี่ยงประสบภัยรุนแรง ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และนครศรีธรรมราช ทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเตรียมตัวได้ทัน มีการขนย้ายข้าวของไปไว้บนที่สูง ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้จำนวนมาก"
นายจิรายุ ฯ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้รัฐบาลยังเร่งให้ความช่วยเหลือต่อเนื่อง โดยกรมชลประทานได้นำเครื่องสูบน้ำ 33 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 7 เครื่อง เร่งระบายน้ำ ควบคู่กับการนำเรือและรถยนต์ยกสูงของหน่วยงานราชการ เข้าช่วยเหลือประชาชน โดยมีการจัดตั้งโรงครัวพระราชทานกระจายไปในพื้นที่น้ำท่วม ขณะที่กรมปศุสัตว์มีการอพยพสัตว์จำนวน 2,431 ตัว และนำหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน 10,760 กิโลกรัม แจกให้เกษตรกรช่วยเหลือสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ จากนั้น วันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการให้กับ 6 จังหวัดภาคใต้ที่ได้ประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ได้แก่ สงขลา นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราชเพิ่มเติมแล้วจังหวัดละ 50 ล้านบาทเป็น 70 ล้านบาท เพื่อนำไปช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประสบภัย
"นายกรัฐมนตรีได้สั่งการเมื่อคืนที่ผ่านมา ให้ทุกหน่วยงานเร่งสำรวจโดยเฉพาะพื้นที่ที่น้ำลดว่า มีความเสียหายรูปแบบใดและให้กำหนดแนวทางเยียวยานำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยผ่านกลไก ศปช. ซึ่งมีการทำงานต่อเนื่องตั้งแต่อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ และสามารถเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ในภาคใต้ได้อย่างทันท่วงที " นายจิรายุ กล่าว
ศปช.ยะลา เตือนประชาชนพื้นที่เสี่ยงยะลาเฝ้าระวังน้ำท่วม ระลอกสอง 3-5 ธ.ค. 67
NBT Connext รายงานว่า ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม (ศปช.) จังหวัดยะลา ได้รายงานสถานการณ์อุทกภัย จ.ยะลา หลังจากเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ย. 2567 ทำให้บ้านเรือน ทรัพย์สินของประชาชน สถานศึกษา พื้นที่การเกษตร และสิ่งสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหาย จำนวน 8 อำเภอ 58 ตำบล 361 หมู่บ้าน 52 ชุมชน ดินสไลด์ 85 จุด ประชาชนได้รับผลกระทบ 64,584 ครัวเรือน 184,847 คน เสียชีวิต 4 ราย (เมืองยะลา และรามัน) อพยพ 3,193 ครัวเรือน 9,959 คน (ยะหา รามัน และเมืองยะลา) ถนน 196 สาย สะพาน 10 แห่ง เสาไฟฟ้า 41 ต้น และโรงเรียน 169 แห่ง ขณะนี้ ฝนในพื้นที่เริ่มหยุดตกหนักระดับน้ำเริ่มลดลง สถานการณ์ในพื้นที่ คลี่คลายแล้ว 5 อำเภอ คือ อำเภอ บันนังสตา กาบัง กรงปินัง ธารโต และอำเภอเบตง สำหรับอำเภอยะหา เมืองยะลา และอำเภอรามัน ยังคงมีน้ำ ท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ
ขณะที่ เช้าวันนี้ 2 ธ.ค. 2567 สภาพอากาศในพื้นที่ มีแดดออกให้เห็น ตั้งแต่ช่วงเช้าไม่มีเมฆฝนปกคลุมเหมือนตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่วนพื้นที่ ที่ถูกน้ำท่วมหนัก ในตำบลสะเตง 39 ชุมชน เขตเมืองยะลา ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว อย่างที่ ตลาดเมืองใหม่ ซึ่งมีน้ำท่วมสูง มาตั้งแต่วันที่ 27 พ.ย ขณะนี้ ประชาชนสามารถใช้รถสัญจรเดินทางได้ มีน้ำท่วมขังถนนเล็กน้อย สำหรับ ต.สะเตง นี้ มีผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจำนวนถึง 20,690 ครัวเรือน 34,000 คน และเสียชีวิต 3 ราย
ทางด้านปริมาณน้ำในอ่าง เขื่อนบางลาง ยะลา วันที่ 2 ธ.ค. 2567 มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 1,180.41 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 81.2% รองรับน้ำได้อีก 273.95 ล้าน ลบ.ม. หรือ 18.8% โดยจะมีแผนการระบายน้ำ ตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2567 ถึงวันที่ 8 ธ.ค. 2567 วันละ 16 ล้าน ลบ.ม.
อย่างใดก็ตามในระยะนี้ยังมี ฝนตกหนักถึงหนักมาก ระหว่างวันที่ 3 - 5 ธ.ค. 2567 ซึ่งอาจ เกิดน้ำท่วม ฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่งและดินโคลนถล่ม ระลอกสอง โดยทางจังหวัดยะลา ได้เตือนให้ประชาชน พื้นที่เสี่ยงภัย เฝ้าระวังติดตามการแจ้งเตือนจากหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ปภ.แจ้ง 14 จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง ในช่วงวันที่ 3 - 5 ธ.ค. 2567

วันนี้ (2 พ.ย. 67) เวลา 11.30 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้ง 14 จังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ เฝ้าระวังสถานการณ์ท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง ในช่วงวันที่ 3 – 5 ธ.ค. 67 โดยให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ สภาพน้ำ ปริมาณฝน และแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์น้ำท่วมอยู่เดิม ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้น้อยที่สุด รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนให้ติดตามพยากรณ์อากาศและปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด
นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีประกาศฉบับที่ 1 (319/2567) ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2567 เวลา 17.00 น. แจ้งว่า หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างมีแนวโน้มเคลื่อนผ่านอ่าวไทยและภาคใต้ตอนล่างลงสู่ทะเลอันดามันตอนล่าง ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยมีพื้นที่แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง ระหว่างวันที่ 3 - 5 ธันวาคม 2567 ดังนี้
จังหวัดชุมพร 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองชุมพร อำเภอปะทิว อำเภอท่าแซะ อำเภอสวี อำเภอพะโต๊ะ
จังหวัดสุราษฎร์ธานี 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบ้านตาขุน อำเภอพนม อำเภอดอนสัก อำเภอเกาะสมุย อำเภอเกาะพะงัน
จังหวัดนครศรีธรรมราช 10 อำเภอ ได้แก่ อำเภอขนอม อำเภอสิชล อำเภอนบพิตำ อำเภอท่าศาลา อำเภอฉวาง อำเภอช้างกลาง อำเภอนาบอน อำเภอทุ่งสง อำเภอชะอวด อำเภอหัวไทร
จังหวัดพัทลุง 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีบรรพต อำเภอศรีนครินทร์ อำเภอป่าพะยอม อำเภอกงหรา อำเภอป่าบอน
จังหวัดสงขลา 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสงขลา อำเภอหาดใหญ่ อำเภอรัตภูมิ อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี อำเภอสะเดา อำเภอสะบ้าย้อย
จังหวัดปัตตานี 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปัตตานี อำเภอโคกโพธิ์ อำเภอยะรัง อำเภอมายอ
จังหวัดยะลา 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอยะหา อำเภอกาบัง อำเภอบันนังสตา อำเภอเบตง อำเภอธารโต
จังหวัดนราธิวาส 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีสาคร อำเภอจะแนะ อำเภอสุคิริน อำเภอแว้ง
จังหวัดระนอง 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองระนอง อำเภอกะเปอร์ อำเภอสุขสำราญ
จังหวัดพังงา 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคุระบุรี อำเภอตะกั่วป่า อำเภอกะปง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดภูเก็ต ทุกอำเภอ
จังหวัดกระบี่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอปลายพระยา อำเภออ่าวลึก อำเภอเขาพนม อำเภอคลองท่อม
จังหวัดตรัง 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองตรัง อำเภอสิเกา อำเภอห้วยยอด อำเภอย่านตาขาว
และจังหวัดสตูล 4 จังหวัด ได้แก่ อำเภอเมืองสตูล อำเภอควนกาหลง อำเภอทุ่งหว้า อำเภอมะนัง
กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จึงได้ประสานแจ้ง 14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 11 สุราษฎร์ธานี ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 18 ภูเก็ต เตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณฝนที่ตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ที ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังได้ โดยกำชับให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ สภาพน้ำ และเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยอย่างต่อเนื่อง ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะการติดตามปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่แต่ละจุดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ซึ่งอาจทำให้เกิดอุทกภัยได้
ทั้งนี้ ได้กำชับให้จัดทีมปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อเข้าเผชิญเหตุและให้การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์น้ำท่วมอยู่เดิม ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ ให้จังหวัดแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้า และแจ้งกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามข้อมูลสภาวะอากาศ ปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด
สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ในระยะนี้ขอให้ติดตามสภาพอากาศ ประกาศการแจ้งเตือนภัย สถานการณ์น้ำในพื้นที่ และข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยที่อาจเกิดขึ้น โดยสามารถติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยที่แอปพลิเคชัน “THAI DISASTER ALERT” และหากความเดือดร้อนจากสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM รวมถึงสายด่วนนิรภัย1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือต่อไป
