Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ในช่วงหลังมานี้ศาลยุติธรรมตีความข้อหา 112 ของกฎหมายอาญา ไปเกี่ยวพันกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 อยู่หลายคดี เช่น การที่ศาลยุติธรรมปฏิเสธการเรียกเอกสารเพื่อต่อสู้คดีของ ‘อานนท์ นำภา’  โดยศาลอ้างมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญจนเกิดข้อกังขาว่าการเรียกเอกสารดังกล่าวเป็นการล่วงละเมิดกษัตริย์อย่างไร ‘สมชาย ปรีชาศิลปกุล’ เห็นว่านี่เป็นการตีความแบบครอบจักรวาลและกำลังทำให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นซึ่งอีกคุณค่าหนึ่งในรัฐธรรมนูญถูกหักล้าง

  • จักรวาล ทำให้ดูเหมือนว่าการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์จะกลายเป็นสิ่งที่ขัดต่อมาตรา 6
  • หลักการ king can do no wrong หมายถึงพระมหากษัตริย์ไม่อาจทำความผิดได้ในทางการเมือง เพราะต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่หากเป็นการกระทำส่วนพระองค์สามารถฟ้องร้องได้ เช่นที่รัชกาลที่ 7 เคยถูกกระทรวงการคลังฟ้อง
  • รัฐธรรมนูญ 2492 เป็นจุดเริ่มต้นของมาตรา 6 วรรคที่ว่า ‘ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้’
  • มาตรา 6 และมาตรา 34 ตามรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ล้วนเป็นคุณค่าหลักในรัฐธรรมนูญ จึงไม่สามารถใช้คุณค่าใดคุณค่าหนึ่งเพื่อหักล้างอีกคุณค่าหนึ่งได้
  • การใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ประกอบกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทำให้เกิดการขยายความกฎหมายออกไปอย่างกว้างขวาง

อานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนกำลังต่อสู้คดีมาตรา 112 หลายคดีในขณะถูกคุมขังในเรือนจำ บางคดีกำลังสืบพยาน บางคดีพิพากษาไปแล้ว ในช่วงหลังมานี้เราเห็นความพยายามเชื่อมโยงมาตรา 112 ของกฎหมายอาญาเข้ากับมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญในกระบวนการยุติธรรมบ่อยครั้งอย่างไม่เกิดปรากฏมาก่อน เช่น ศาลปฏิเสธการออกหมายเรียกเอกสารตารางการเดินทางของรัชกาลที่ 10 และงบประมาณเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อสืบพยานตามที่จำเลยร้องขอในคดี คดีม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์ โดยอ้างมาตรา 6 , คำพิพากษาคดีวิพากษ์วิจารณ์การบริหารแผ่นดินของรัชกาลที่ 10 เมื่อต้นปี 2564 ก็มีการเชื่อมโยงกับมาตรา 6 หรือแม้แต่การสู้ในคดีม็อบราษฎรสาส์น ก็มีประเด็นมาตรา 6 ที่ฝั่งโจทก์หยิบยกเช่นกัน

มาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุว่า ‘องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้’

นั่นก่อให้เกิดคำถามชวนงุนงงว่า ถ้อยคำในรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวเกี่ยวข้องอย่างไรกับการเรียกเอกสาร การกระทำนี้เป็นการละเมิด กล่าวหา หรือฟ้องร้องกษัตริย์ได้อย่างไร จะถือเป็นการตีความแบบขยายโดยศาลยุติธรรมหรือไม่ และการตีความลักษณะนี้จะนำไปสู่ผลเช่นไร

โฆษณา - Advertising

รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ศึกษาประเด็นนี้ มีความเห็นว่าการตีความลักษณะนี้กำลังจะกระทบคุณค่าอื่นในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

สมชาย ปรีชาศิลปกุล แฟ้มภาพ

เหตุผลครอบจักรวาล


สมชายกล่าวว่า สถานะล่วงละเมิดเป็นส่วนหนึ่งในรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ได้กลายเป็นเหตุผลครอบจักรวาล ทำให้ดูเหมือนว่าการกระทำใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์จะกลายเป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าละเมิดต่อมาตรา 6

“มันถูกทำให้แปลว่า เราจะพูดถึง หรือแสดงความเห็น หรือจะมีท่าทีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ ที่เป็นลบไม่ได้เลย ซึ่งผมคิดว่าเป็นอันตรายมาก มันกําลังเป็นการตีความหรือให้ความหมายที่ผมคิดว่าผิดเพี้ยนไปจากความเข้าใจ หรือผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น”

สมชายเท้าความว่า ถ้อยคำในลักษณะมาตรา 6 ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ปรากฏครั้งแรกในรัฐธรรมนูญ 2475 ที่เขียนว่าองค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ ซึ่งมีการพูดคุยถกเถียงกันและได้ข้อสรุปว่า บทบัญญัติมาตรานี้หมายความว่าจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ ไม่ได้

เขาตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ที่ฟ้องไม่ได้หรือไม่อนุญาตให้ประชาชนฟ้องได้ เพราะหลักการสําคัญของระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขข้อหนึ่งคือ สิ่งที่เรียกว่า the king can do no wrong พระมหากษัตริย์ไม่อาจจะทำความผิด แปลว่าการกระทำใดๆ ก็ตามของพระมหากษัตริย์ต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เพราะฉะนั้นในหลักการนี้จึงหมายความว่าเวลาที่พระมหากษัตริย์กระทำการใดๆ ก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรียกว่าพระราชอำนาจในทางการเมืองนั้น ไม่ใช่เป็นการกระทำตามตามใจของพระมหากษัตริย์ แต่เป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนหรือกลไกทางกฎหมาย เช่น จะตั้งใครเป็นนายกฯ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเสียงในสภามีความเห็นอย่างไร จะตั้งใครเป็นรัฐมนตรีก็เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีพิจารณาร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ใช่เป็นการกระทำของพระมหากษัตริย์ ในแง่นี้พระมหากษัตริย์จึงไม่ได้มีบทบาทในทางการเมืองโดยตรง หลัก the king can do no wrong หมายความว่าเมื่อพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทำอะไรด้วยตัวเองจึงฟ้องร้องไม่ได้

เมื่อกษัตริย์ถูกฟ้องร้อง


“แต่ก็มีการฟ้องขึ้น รัฐบาลเคยฟ้องรัชกาลที่ 7 แล้วก็มีคําตัดสินออกมาปี 2482 แต่การฟ้องนี้ไม่ได้เป็นการฟ้องพระมหากษัตริย์ในแง่ของที่เป็นการใช้พระราชอำนาจทางการเมือง แต่ฟ้องพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นจําเลยในเรื่องที่เป็นการกระทำส่วนพระองค์ อันนี้กระทรวงการคลังเป็นโจทก์ฟ้องพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นจําเลยที่หนึ่ง พระนางพระนางเจ้ารำไพพรรณีเป็นจําเลยที่ 2 ว่า รัชกาลที่ 7 ได้โอนทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ซึ่งตอนหลังศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจําเลยทั้งหมดไว้ก่อนคําพิพากษา ถึงที่สุดมีคําพิพากษาปี 2484 ให้ รัชกาลที่ 7 แพ้คดีแล้วก็ต้องคืนเงินจำนวน 6 ล้านกว่าบาทให้พระคลังข้างที่ คดีนี้แปลว่าอะไร แปลว่าพระมหากษัตริย์สามารถถูกฟ้องได้ในเรื่องส่วนตัว เพราะฉะนั้นสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ ถ้าพูดแบบให้เข้าใจกันก็คือพระมหากษัตริย์ไม่อาจถูกฟ้องจากการใช้พระราชอำนาจทางการเมือง เพราะเป็นการกระทำที่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

“แต่ในแง่ที่เป็นการกระทำส่วนพระองค์สามารถถูกฟ้องได้ แต่พอมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น ผมเลยเข้าใจว่าตอนหลังรัฐธรรมนูญ 2492 เลยมีการเขียนขึ้นใหม่และกลายเป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญให้สืบเนื่องต่อมาเรื่อยๆ ตอนร่างรัฐธรรมนูญ 2492 นอกจากเขียนว่าพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดนี้ได้แล้ว ยังมีการเพิ่มเติมมาอีกว่าผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ ไม่ได้ แล้ว กลายเป็นต้นแบบของการเขียนคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ มันก็ดำเนินแบบนี้มาต่อเนื่อง อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง บางฉบับแยกเป็น 2 มาตรา บางฉบับรวมเป็นมาตราเดียว” สมชายกล่าว

คุณค่าที่เสมอกัน เสรีภาพ-ล่วงละเมิดมิได้


สมชายระบุว่า เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญมาตรานี้มีสาระสำคัญ 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันมีที่เคารพสักการะผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ ส่วนที่ 2 คือ ฟ้องร้องไม่ได้เพราะถ้ายึดตามแนวทางนี้ ‘สถานะล่วงละเมิดมิได้’ แปลก็คือไม่มีใครสามารถฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ได้ไม่ว่าจะในทางรัฐธรรมนูญ ในทางอาญา หรือในทางแพ่ง แต่อาจจะใช้กระบวนการอื่นแทน เช่น ถ้าเกิดเป็นปัญหาเรื่องทางรัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นเรื่องของการใช้แรงกดดันทางสังคม

ถ้าเป็นเรื่องทางอาญาหากมีใครได้รับความเสียหายจากการกระทำของพระมหากษัตริย์ก็อาจจะต้องทำเป็นหนังสือขอความกรุณาในการช่วยเหลือเยียวยา ถ้าในทางแพ่ง คำอธิบายทางกฎหมายก็ต้องไปฟ้องสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ซึ่งถือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่จะฟ้องพระมหากษัตริย์โดยตรงไม่ได้

“ถ้าเราตีความบทบัญญัติมาตรานี้ให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย ความหมายจึงมีว่าประชาชนไม่อาจจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ได้ ผมคิดว่านี่คือความหมายที่เป็นใจกลางสำคัญของมัน ไม่ได้แปลว่าเราจะกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ไม่ได้ หรือจะแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ เพราะนอกจากจะมีมาตรา 6 แล้ว รัฐธรรมนูญก็รับรองสิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพในการแสดงความเห็นในมาตรา 34 ซึ่งแปลว่าสถานะอันล่วงละเมิดมิได้และเสรีภาพในการแสดงความเห็นประชาชนล้วนเป็นหลักคุณค่าในระดับรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น”

สมชายอธิบายต่อว่าถ้าตีความรัฐธรรมนูญทั้งสองมาตรานี้เป็นหลักคุณค่าที่เสมอกัน แปลว่าเราไม่อาจใช้คุณค่าหนึ่งไปทำลายคุณค่าอันใดอันหนึ่ง

“ถ้าแปลง่ายๆ คือว่า ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความเห็น แต่เสรีภาพในการแสดงความเห็นชนิดที่จะล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นทําไม่ได้ ในขณะเดียวกันสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ต้องเคารพเสรีภาพในการแสดงความเห็น อันล่วงละเมิดมิได้นี่คือห้ามฟ้องคดี แต่ถ้าเกิดจะมีประชาชนแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่การด่านะครับ แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ด้วยข้อมูลต่างๆ ก็ย่อมสามารถกระทำได้ เพราะเป็นเสรีภาพในการแสดงความเห็น เพราะฉะนั้นสองส่วนนี้มันต้องควบคู่กัน ไม่ใช่กล่าวว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะล่วงละเมิดปุ๊บ แล้วแปลว่าพูดถึงไม่ได้เลย แตะต้องไม่ได้เลย ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นการแปลความที่ห่างไกลจากหลักการทางรัฐธรรมนูญอยู่มาก”

‘ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้’ ไม่มีได้หรือไม่


เมื่อถามว่าหากจะให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประโยคที่ว่า ‘ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้’ ควรนำออกจากเนื้อหาในรัฐธรรมนูญหรือไม่

“ถ้าเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปมันมี 2 ส่วน” สมชายตอบ “ที่เรียกว่าเป็นพระราชอำนาจในทางการเมือง อันนี้ยังไงก็ฟ้องไม่ได้อยู่แล้ว แต่ในแง่ของพระราชอำนาจส่วนพระองค์หมายความว่าเรื่องอะไรที่เป็นกิจการส่วนตัว อันนี้ผมคิดว่าก็อาจจะเป็นข้อถกเถียงกันได้ เพราะตอนที่เขียนมาตรานี้ มีคนถามว่าถ้าสมมติว่าพระมหากษัตริย์ฆ่าคนตายก็ไม่ต้องรับผิดอย่างนั้นหรือ คนที่สนับสนุนมาตรานี้ก็บอกว่าใช่ หลักการต้องเป็นแบบนั้น เพราะถือว่าพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะที่เป็นประมุขของรัฐจึงควรได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ ถ้าสมมติว่ามีการกระทำแบบนั้นเกิดขึ้นจริง เขาบอกว่าก็ต้องเป็นเรื่องของพลังทางสังคมหรือแรงกดดันทางสังคมให้คนที่กระทำความผิดแสดงความรับผิดชอบ” สมชายอธิบาย

ส่วนที่ดูเหมือนจะยุ่งยากจึงเป็นส่วนที่เป็นพระราชอำนาจส่วนพระองค์ แต่พอเป็นแบบนี้ก็มีเรื่องให้ขบคิดในด้านกลับเช่นกัน เช่นบางเรื่องก็เป็นผลดีอย่างในวาระสำคัญเกี่ยวสถาบันพระมหากษัตริย์ก็มีการพระราชทานอภัยโทษเกิดขึ้น เป็นผลดีในการบรรเทาโทษ กรณีแบบนี้ควรจะคิดกับมันอย่างไร ยังยอมรับว่าจะเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อยู่หรือเปล่า เพราะเป็นพระราชอำนาจส่วนพระองค์

“ผมยังไม่แน่ใจนักว่า ถ้าจะเอาเรื่องการฟ้องร้องออก มันคงต้องมาจําแนกให้ชัดเจนว่าชนิดไหนที่จะสามารถดำเนินการได้ เช่น ถ้าเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้นในทางอาญาโดยเจตนา ผมคิดว่าก็อาจจะต้องมีความรับผิดเกิดขึ้นด้วยหรือเปล่า” สมชายตอบ

อำนาจตามพระราชอัธยาศัย


บทบัญญัติลักษณะนี้ที่เห็นส่วนใหญ่ในต่างประเทศ สมชายอธิบายว่าจะมีการเขียนว่า พระมหากษัตริย์อยู่ในสถานะเป็นที่เคารพสักการะ ซึ่งเป็นการเอาตัวแบบมาจากต่างประเทศ แต่ในส่วนที่ระบุว่าฟ้องร้องไม่ได้ เขาไม่แน่ใจ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญ 2492 ที่ระบุว่าจะฟ้องร้องกษัตริย์ไม่ได้ เป็นผลจากการที่มีการฟ้องรัชกาลที่ 7 ซึ่งตอนร่างรัฐธรรมนูญนั้นฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีอิทธิพลค่อนข้างมาก

ถึงกระนั้นคงต้องกล่าวว่าด้วยกฎหมายที่ออกในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการออกพระราชบัญญัติจัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 และพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลของราชการในพระองค์ พ.ศ.2560 ทำให้การเลื่อน ลด ปลด ย้ายข้าราชการส่วนพระองค์เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

สมชายกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า มันมีตัวกฎหมายรองรับอยู่ ก่อนหน้านี้การเลื่อน ลด ปลด ย้ายข้าราชการต้องมีการพิจารณาในหน่วยงาน หน่วยงานเป็นผู้เสนอ ต้องมีการโปรดเกล้าฯ ลงในราชกิจจานุเบกษา แต่ว่าตัวกฎหมายนี้มีปัญหาไหมที่เขียนให้ระบบราชการไปสังกัดเป็นราชการส่วนพระองค์ เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้

“แต่ถ้าถามเฉพาะการเลื่อน ลด ปลด ย้ายที่ไม่มีคนลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ อันนี้ผมคิดว่ามันจะแตกต่างจากหลายกรณี เช่น พอมีการรัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว มีการแต่งตั้งหรือรับรองผู้รักษาความสงบเรียบร้อย อันนั้นเป็นการกระทำแบบที่ไม่มีกฎหมายรองรับ แต่ถ้าเทียบกับเรื่องลด ปลด ย้าย อันนี้มีกฎหมายรองรับ ในแง่นี้จึงหมายความว่า ไอ้ที่เราเห็นมีการลด ปลด ย้ายบ่อยนั้นมีกฎหมายรองรับ ปัญหาคือตัวกฎหมายที่เปิดช่องให้ทำแบบนี้ได้ การทำให้หน่วยราชการจำนวนมากกลายเป็นราชการส่วนพระองค์หรือแม้กระทั่งคําถามว่าราชการส่วนพระองค์ควรจะต้องมีระบบเลื่อน ลด ย้ายยังไง เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยได้มากน้อยขนาดไหน เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งต้องไปเถียงกัน”

รัฐธรรมนูญ ม.6 บวกกฎหมายอาญา ม.112


กลับมาที่คดีของอานนท์ ในมุมมองของสมชายเห็นว่า กรณีการเรียกเอกสารเพื่อต่อสู้คดีไม่เกี่ยวกับมาตรา 6 เพราะอานนท์ในฐานะจำเลยเพียงต้องการแสดงให้เห็นว่ามีหลักฐานยืนยันถึงสิ่งที่พูดไปได้ ซึ่งศาลก็ควรเรียกเอกสารดังกล่าวมาตรวจสอบ แต่การที่ศาลตัดสินไปก่อนว่าการเรียกเอกสารเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 6 เป็นการขยายความออกไปกว้างมาก

“ถ้าพูดอีกแบบหนึ่งก็คือว่า มาตรา 6 ถูกขยายความมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อพิพาทซึ่งมีคนจำนวนมากถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามมาตรา 112 ในคําฟ้องทุกคดีจะเริ่มต้นทำนองว่า ประเทศไทยอยู่ในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีมาตรา 6 รับรองเอาไว้ พระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะล่วงละเมิดมิได้  แล้วหลังจากนั้นก็อาจจะอธิบายความว่าสิ่งที่จำเลยทำ ถ้าพาดพิงเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์จะเรียกว่าขัดต่อมาตรา 6 โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอื่นเลย ผมคิดว่าเป็นปัญหา คือเอามาตรา 6 ไปบวกกับมาตรา 112 ซึ่งหลายครั้งก็ทำให้มาตรา 112 ขยายไปอย่างกว้างขวางด้วย”

สมชายยกตัวอย่างคดี ‘หนูรัตน์’ ที่ถูกตำรวจและอัยการฟ้องว่าแต่งกายล้อเลียนดูหมิ่นเบื้องสูงฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ ตำรวจและอัยการฟ้องมาว่าดูหมิ่นเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ซึ่งเป็นรัชทายาท ทั้งที่ไม่เคยมีการประกาศแต่งตั้งเป็นรัชทายาท สมชายถือว่าไม่เข้าเกณฑ์ความผิดในกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งสุดท้ายศาลก็ยกฟ้อง

ประเด็นคือรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และกฎหมายอาญา มาตรา 112 กลายเป็นมาตราที่สร้างภาระและปัญหาให้กับประชาชนอย่างกว้างขวางมากจากการตีความแบบขยายความ กรณีอานนท์ขอเรียกพยานหลักฐาน สมชายคิดว่าไม่ถือเป็นการล่วงละเมิด ที่เขาแปลกใจมากกว่าคือ ทําไมถึงมีความพยายามทำให้การต่อสู้ของจำเลยเกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่งเขาถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ การตีความดังกล่าวของศาลยุติธรรมถูกต้องหรือไม่ ถือเป็นเป็นปัญหาเกี่ยวกับข้อโต้แย้งในทางรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องของจำเลยอาจจะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าศาลยุติธรรมมีอำนาจตีความหรือไม่

คุณค่าหนึ่งจะหักล้างคุณค่าหนึ่งไม่ได้


“เอาเข้าจริง คดีการเมืองที่เกี่ยวกับมาตรา 112 และมาตรา 6 ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ถ้าใครติดตามเรื่องนี้ เราก็คงได้เห็นกันว่าอำนาจตุลาการของไทยไม่ได้วางบทบาทในแบบที่เราเข้าใจกันเท่าไหร่ แต่อำนาจตุลาการของไทยกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของการพยายามปกป้องอำนาจนําดั้งเดิมในสังคมไทย ถ้าอำนาจตุลาการวางตัวอยู่บนหลักการที่เป็นกลาง แล้วพิจารณาเรื่องต่างๆ ไปตามหลักวิชาหรือตามหลักการในระบอบประชาธิปไตย  หลายๆ เรื่องคงไม่ต้องเป็นคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลให้เสียเวลา หลายเรื่องเห็นได้ชัดว่ามันเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ปรากฏว่ามันก็เข้าไปสู่ศาล แล้วพอเข้าไปสู่ศาลเราก็พอจะคาดเดากันได้ว่ามันจะเป็นอย่างไร แต่ว่าสิ่งที่จะเป็นมันไม่สู้จะสอดคล้องกับหลักการเท่าไหร่ เราได้เห็นสภาวะแบบนี้ต่อเนื่องมาหลายปี”

ส่วนการที่ศาลเห็นว่าขัดต่อมาตรา 6 ในรัฐธรรมนูญ สมชายเห็นว่าเป็นการตอกหมุดยํ้าให้ชัดเจนมากขึ้นว่า ถ้าเป็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ คําตัดสินจะออกมาทำนองนี้ ซึ่งก่อให้เกิดการปะทะกันระหว่างคุณค่า 2 อย่างในรัฐธรรมนูญคือมาตรา 6 กับมาตรา 34

“โดยหลักการจะใช้คุณค่าใดคุณค่าหนึ่งไปทำลายอีกคุณค่าหนึ่งไม่ได้ สมมติบอกว่าเราจะใช้สถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการปรามทุกคนที่พูดถึงพระมหากษัตริย์ในทางลบ ถ้าแบบนี้แสดงว่านี่คือการทำลายสิ่งที่ว่าเสรีภาพในการแสดงความเห็น เพราะฉะนั้นทำไม่ได้

“แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเรายอมรับว่าเรามีเสรีภาพในการแสดงความเห็นและเรายอมรับว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหลักการสำคัญอันหนึ่งของรัฐธรรมนูญไทย แปลว่าเราแสดงความเห็นได้ แต่ต้องไม่ให้การแสดงความเห็นแบบให้โค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าแบบนั้น ห้ามได้ เพราะเป็นการใช้สิทธิ์ที่เอาหลักคุณค่าอันใดอันหนึ่งไปทำลายหลักคุณค่าอีกอันหนึ่ง ถามว่าเราจะห้ามคนที่ใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นได้เมื่อไหร่ ก็เมื่อไหร่ที่เขาแสดงความเห็นว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่เอาสถาบันพระมหากษัตริย์อีกต่อไป เพราะว่ากําลังจะเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นเพื่อทำลายหลักอีกอันหนึ่ง แบบนี้เป็นสิ่งที่ห้ามได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ต้อชั่งน้ำหนัก และถ้าตราบเท่าที่ยังไม่เป็นการไปทำลายอีกคุณค่าหนึ่งก็ต้องปล่อยให้สามารถดำเนินควบคู่กันไปได้ เพราะเราต่างยึดถือมันเป็นหลักคุณค่าในรัฐธรรมนูญเหมือนกัน”

สมชายเห็นว่าเราสามารถชื่นชมในแง่บวกหรือวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบอย่างมีเหตุผลและข้อมูลหลักฐานสนับสนุนได้ ถ้าเรายังยึดอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นมุขและยอมรับสิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพในการแสดงความเห็น ไม่เช่นนั้นสิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพในการแสดงความเห็นในรัฐธรรมนูญก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย

‘ราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ’ และ ‘การปฏิรูปอำนาจตุลาการอย่างถึงรากถึงโคน’


ในเสวนา ‘ถ้าใครพูด จะจับขังให้หมด’ เสวนาจากห้องพิจารณาคดีลับและความเป็นกลางของผู้พิพากษา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวภายในงานว่า “ระบอบนิติศาสตร์ไทยกําลังสร้างข้ออ้างสารพัดเพื่อให้เป็นระบอบนิติศาสตร์ที่รับใช้ราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ” สมชายเห็นด้วยกับคำพูดข้างต้น

“สิ่งที่ศาลกําลังใช้เป็นหลักการในการวินิจฉัย มันเป็นหลักการที่อยู่ในฝ่ายตุลาการเป็นหลัก ขณะที่ในทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ในทางหลักวิชาแล้ว มันเป็นสิ่งที่ไปด้วยกันไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นแนวทางคําวินิจฉัยที่เป็นการทำให้นิติศาสตร์ไทยอยู่ภายใต้ราชาธิปไตย มันมีพลานุภาพแค่ในพื้นที่ที่ศาลเข้าไปเกี่ยวข้องเท่านั้น ในห้องพิจารณา ในราชทัณฑ์ หรืออะไรก็ตาม แต่ว่าในพื้นที่อื่นที่กว้างขวางออกไป มันไม่ได้เป็นแบบนั้น แปลว่าสิ่งที่ศาลตัดสินกําลังเป็นสิ่งที่ไม่เป็นไปตามหลักวิชา ความเข้าใจคนทั่วไป และไม่สอดคล้องกับคุณค่าของระบอบประชาธิปไตย แปลว่าอำนาจตุลาการของไทยกําลังจะมีปัญหาแน่กับระบอบการเมืองการปกครองที่เป็นอยู่

“คําตัดสินของศาล ในแง่หนึ่งจะช่วยให้วิกฤตทางการเมือง วิกฤตทางรัฐธรรมนูญ หรือความยุ่งยากทางการเมืองของสังคมไทยไม่รุนแรงเพิ่มมากขึ้นได้ ถ้าเดินไปตามหลักการอันเป็นที่ยอมรับ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่อำนาจตุลาการไม่ได้เดินอยู่ในหลักการหรือไม่มีความเป็นกลาง มันจะเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้น ในช่วงเวลาปัจจุบันเราได้เห็นว่าความเชื่อมั่นหรือความชอบธรรมของสถาบันหลายสถาบันมันลดลงหรือพังทลายลง อำนาจตุลาการก็เป็นส่วนหนึ่ง ถ้าอำนาจตุลาการไม่ประคับประคองตัวเองให้เดินไปในเส้นทางที่ถูกต้อง อนาคตข้างหน้าเราคงได้เห็นการปฏิรูปอำนาจตุลาการแบบที่มันกว้างขวาง แล้วก็ลงลึกเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”

เขาย้ำว่าอำนาจตุลาการไม่ควรคิดว่าตนเป็นอำนาจที่หลุดลอยจากสังคมและแตะต้องไม่ได้ เพราะเมื่อความชอบธรรมลดลงเรื่อยๆ การปฏิรูปอำนาจตุลาการแบบถึงรากถึงโคนคงต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising