Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
สภาฯ มีมติ 'เห็นชอบ' ผ่านร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ วาระ 3 ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากสมาชิก กมธ.ภาคประชาชน หลังสภาคว่ำร่าง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ มาตรา 27 ฉบับ กมธ.เสียงข้างมาก ว่าด้วยเขตคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
 

เมื่อ 5 ก.พ. 2568 เวลาประมาณ 14.31 น. ที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภา สมาชิกกรรมาธิการร่างกฎหมายคุ้มครองวิถีชีวิตชาติพันธุ์ ภาคประชาชน ออกมาแถลงหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติ ‘ไม่เห็นชอบ’ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์ พ.ศ. … ในหมวด 5 มาตรา 27 ว่าด้วยหลักการและเหตุผลการประกาศพื้นที่เขตคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ฉบับ กมธ.เสียงข้างมาก และกลับไปใช้ข้อความเดิมตาม กมธ.เสียงข้างน้อย ซึ่งมีนัยยะว่าพื้นที่คุ้มครองวิธีชีวิตชาติพันธุ์ ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายในพื้นที่ ยกตัวอย่าง พ.ร.บ.ป่าไม่ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า หรือ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 

"แผนแม่บทและแผนที่ที่จัดทำขึ้น ตามความตกลงตามวรรค 2 ต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิต แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ และคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์นั้นสามารถอยู่อาศัย และคุ้มครองกลุ่มวิถีชีวิตชาติพันธุ์ได้ ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย เมื่อดำเนินการตามวรรค 2 แล้ว ให้สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมเสนอแผนแม่บทและแผนที่ ที่ได้จัดทำขึ้นตามความตกลง ต่อคณะกรรมการเพื่อประกอบการพิจารณา ประกาศพื้นที่วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ตามวรรค 1 ต่อไป" นิคม บุญวิเศษ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แถลงข้อสงวนเสียงข้างน้อย

 

ผลจากการกลับไปใช้ข้อความตามข้อเสนอเสียงข้างน้อย จะทำให้การประกาศเขตพื้นที่วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ยังคงถูกจำกัดด้วย พ.ร.บ.ที่เป็นอุปสรรคต่างๆ ในการจำกัดการพัฒนาในพื้นที่ ส่งผลให้ชาวชาติพันธุ์อาจต้องประสบปัญหาด้านสิทธิที่ดินทำกินและการใช้ชีวิตตามวิถีวัฒนธรรม

สุริยันต์ ทองหนูเอียด ตัวแทนจากกรรมาธิการภาคประชาชน ได้ออกมาแถลงประณามการลงมติไม่รับหลักการเสียงข้างมากของ กมธ. ในการพิจารณามาตรา 27 ว่าด้วยเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งในหลักเกณฑ์ของการดำเนินการในพื้นที่คุ้มครองที่ภาคประชาชนร่วมกับสภาฯ พรรคการเมือง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกฤษฎีกา โดยการดำเนินการให้ชุมชนจัดทำแผน ข้อมูล และข้อตกลงกับหน่วยงาน และให้คณะกรรมการพิจารณาและมาประกาศ แล้วให้มีกรรมการไปบริหาร โดยไม่นำเอาหลักเกณฑ์กฎหมายที่เป็นอุปสรรคและปัญหามาดำเนินการ เช่น กฎหมายสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กฎหมายป่าไม้ กฎหมายอุทยานฯ ที่ต้องเอาออกเนื่องจากกฎหมายเหล่านี้ไม่ส่งเสริมสิทธิชุมชนและการจัดการทรัพยากรตามวิถีชีวิตชาติพันธุ์ 

สุริยันต์ เผยว่า ก่อนหน้านี้สภาฯ มีมติเสียงข้างมากให้ถอดคำว่าชนเผ่าพื้นเมืองออกจาก พ.ร.บ.มาแล้วครั้งหนึ่ง พวกเขาก็ยอมให้ตัดออก แต่หลังการคว่ำมติเสียงข้างมากของ กมธ. ในมาตรา 27 ของ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ได้นำมาสู่การแถลงวันนี้ (5 ก.พ.) ว่า ในนามของกรรมาธิการภาคประชาชน ซึ่งประกอบด้วย สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศ ผู้เสนอกฎหมายในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ขอคว่ำร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เนื่องจากหากอ้างอิงข้อความมาตรา 27 เดิม เราก็ไม่สามารถประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ได้เลย ใน พ.ร.บ.ไม่มีตัวไหนที่ระบุถึงสิทธิชุมชน หรือการทำไร่หมุนเวียนตามวิถีชีวิตวัฒนธรรม

"เราวิงวอนไปยังประชาชนเพียงพรรคเดียวที่มีมติเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก และถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ ก็มีลักษณะพิกลพิการ ภาคประชาชนก็จะถูกรังแกเพิ่มเติม ฝ่ายรัฐก็จะมีอำนาจเพิ่มขึ้น หน่วยงานก็จะอ้างความชอบธรรมในการกระทำย่ำยีและก็ยึดที่ชาวบ้านในเงื่อนไขของโครงการต่างๆ ได้อย่างชอบธรรมตามกฎหมายฉบับนี้ หน้าที่ของเราคือขอให้สภาฯ ที่ยังพอมีจิตวิญญาณ เป็นผู้แทนประชาชนคว่ำร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีความพิกลพิการนี้เสียตั้งแต่วาระที่ 3" สุริยันต์ กล่าว

พชร คำชำนาญ สมาชิก กมธ.สัดส่วนภาคประชาชน และผู้เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ระบุว่า หากปล่อยให้กฎหมายผ่าน เราก็ไม่อาจเรียกกฎหมายนี้ว่าส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ หากมันไม่คุ้มครอง ‘หัวใจ’ ของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งคือดินแดนและผืนแผ่นดินที่พวกเขาอยู่ เพราะวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวชาติพันธุ์ล้วนเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินและบ้าน และที่ทำกินที่บรรพบุรุษเขาก่นสร้างแผ้วถาง ส่งต่อให้เป็นมรดกของพี่น้องจนถึงปัจจุบัน

พชร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ชาวชาติพันธุ์มักเผชิญปัญหาอุปสรรคหลายทศวรรษจากแนวปฏิบัติในการอนุรักษ์พื้นที่ป่า ไม่ว่าจะเป็นการประกาศอุทยานแห่งชาติ ไล่รื้อ จับกุม เผาบ้านเรือน ดำเนินคดี และหนักที่สุดคือการบังคับสูญหายพี่น้องเรา โครงการเหมือง โครงการเขื่อนอ่างเก็บน้ำ โครงการพัฒนาน้อยใหญ่ที่ทับลงไปในพื้นที่ของเขา เขาไม่มีสิทธิแม้แต่จะลุกขึ้นมาปกป้องดินแดน ไม่มีอะไรที่เขาจะส่งต่อหรือส่งเสริมให้วิถีวัฒนธรรมมรดกของเขาจะส่งต่อไปยังลูกหลานในอนาคตได้ เราไม่ยินดีที่จะให้กฎหมายที่พิกลพิการนี้เดินหน้าต่อไป และไม่ยินดีพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย เอากฎหมายที่พิกลพิการนี้ไปสร้างความชอบธรรมในประชาคมโลก บอกว่าคุ้มครองพี่น้องชาติพันธุ์แล้ว ทั้งๆ ที่ในทางปฏิบัติมันคือการกดขี่และซ้ำเติมอคติทางชาติพันธุ์ให้พวกเราอยู่ยากขึ้น

“เรายืนยันว่าเราจะไม่สังฆกรรมกับกระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อผลักดันกฎหมายฉบับนี้อีกต่อไป และขอเรียกร้องให้คว่ำกฎหมายนี้

“ท้ายที่สุดขอพี่น้องสื่อมวลชนช่วยฝากถึงนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ที่ได้แถลงนโยบายไว้เมื่อ 12 กันยายน 2567 บอกว่ากลุ่มชาติพันธุ์คือกลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่จะเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหา ฝากไปถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ท่านสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล จากพรรคเพื่อไทย ฝากไปถามท่านทั้ง 2 คนว่า นี่หรือไม่สิ่งที่ท่านบอกว่าจะปกปักษ์คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ให้เป็น soft power ของประเทศไทย ในเมื่อที่ยืนและที่ดินทำกินจะไม่มีที่อยู่แล้ว ฝากไปบอกท่านให้ออกมาชี้แจงกับพี่น้องประชาชน ตอบคำถามพวกเราว่านี่คือชีวิตที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรีที่พรรคเพื่อไทย นำโดยนายกรัฐมนตรี แพทองธาร จะมอบให้กับเรา” พชร กล่าวทิ้งท้าย

ชูพินิจ เกษมณี สมาชิก กมธ.ภาคประชาชน กล่าวว่า สิ่งที่น่าผิดหวังคือการอภิปรายของสภาฯ ที่มุ่งเน้นที่การบังคับใช้กฎหมาย แต่กลับไม่มีการพูดถึงจริยธรรมของกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ร.บ.อุทยานฯ หรือ พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ การบัญญัติกฎหมายที่ดีต้องคำนึงถึงศีลธรรมอันดี จารีตประเพณีของสังคม แต่กฎหมายเหล่านี้ไม่มีเรื่องชุมชน จนกระทั่งมาถึง 2562 มีการใส่คำว่าชุมชนเข้าไป เสมือนว่าชุมชนเพิ่งเข้ามาอยู่ในป่า แต่หลายชุมชนเข้าไปอยู่ในป่าหลายร้อยปี อย่างชุมชนใจแผ่นดิน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปัญหาต่อมา กฎหมายประกาศเขตพื้นที่อุทยานแก่งกระจาน ประกาศบังคับใช้ 2524 แต่มีการใช้ย้อนหลังขัดกับหลักการกฎหมาย เอาชาวบ้านกะเหรี่ยงที่อาศัยที่ใจแผ่นดิน บังคับอพยพลงมาอยู่บางกลอย เราเลยพยายามแก้ไขปัญหานี้เพื่อให้ประชาชนได้อยู่อย่างสงบสุขตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 70

“ที่ผมแปลกใจที่สุดคือผู้แทนราษฎรเหล่านี้ไม่ได้สนใจกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยได้ไปลงนามผูกพันเป็นภาคีความหลากหลายทางชีวภาพปี 2547 ในอนุสัญญา มาตรา 8(j) มาตรา 10(c) ที่ส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญหาชนเผ่าพื้นเมือง และภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ให้คนเหล่านี้จัดการพื้นที่คุ้มครองได้ แต่กฎหมายไทยเป็นภาคีก็ไม่ได้ไปแก้กฎหมาย มีเงื่อนไขมากมายให้เขาได้เดือดร้อน” ชูพินิจ กล่าว

ชูพินิจ กล่าวว่า ส่วนตัวเขาผิดหวังกับมติเสียงส่วนใหญ่ในสภาฯ ที่ไม่เข้าใจกฎหมายในต่างประเทศ และไม่รู้เรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยการมีส่วนร่วมแบบพหุภาคี กฎหมายเรามีลักษณะเป็นการผูกขาดโดยหน่วยงานรัฐมากกว่า

สุนี ไชยรส กล่าวว่า ทั้งในการประชุมคณะกรรมาธิการ และการประชุมสภาฯ ร่างกฎหมายเสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการร่างกฎหมาย พวกเธอถูกขู่คว่ำร่างกฎหมายมาตลอด โดยอ้างว่าถ้าไม่ยอมถอยเรื่องนิยามคำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ หรือเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชาติพันธุ์ พวกเธอจะถูกฟ้องว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ และอาจจะถูกคว่ำกฎหมาย แต่จริงๆ สภาฯ เสียงข้างมากตอนนี้กำลังละเมิดต่อรัฐธรรมนูญต่อการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน ละเมิดรัฐธรรมนูญในมาตรา 70 และเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน

สุนี กล่าวต่อว่า เราพยายามหาทางออกโดยการรับฟัง และปรับคำพูด เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เรายอมไม่มีคำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ แต่วันนี้มันถึงที่สุดแล้วโดยเฉพาะเรื่องที่ดินทำกิน ซึ่งมีปัญหามาอย่างยาวนาน เราเลยคิดว่าไม่ยอมดีกว่าเพราะว่ากฎหมายจะย่ำแย่ลงกว่าเดิม

เวลา 17.26 น. ที่ประชุมสภาฯ ชุดที่ 26 ได้มีมติเสียงข้างมาก 'เห็นชอบ' วาระ 3 ของร่างกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. … ด้วยคะแนน 312 ต่อ 84 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 4 คน จากจำนวนผู้ลงคะแนนทั้งหมด 402 คน 

ที่มา: TP Channel

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง