Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ถอดปาฐกถาพิเศษ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล “ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว ไม่ต้องปิดหูปิดตาตัวเอง” ในเวทีเสวนา “ประวัติศาสตร์ปาตานีที่ไม่มีอยู่จริง?” ทำไมความรู้ประวัติศาสตร์จึงกระเทือนความมั่นคง กับแนวคิด "แบกันบนโต๊ะ" สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางความคิด พร้อมยื่นมือยอมรับ "ปาตานี" เพื่อเปิดประตูสู่การพูดคุย และช่วยปลดอาวุธ เพราะความเห็นต่างไม่ใช่อุปสรรคของการอยู่ร่วมกัน หากทุกฝ่ายกล้าเปิดพื้นที่รับฟังกัน


ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล

“ถ้าทางราชการ กอ.รมน. หรือหน่วยงานสารพัดจะโอบรับและต้อนรับคำว่า “ปาตานี” ด้วยตัวเอง (Unilateral Recognition) ...

ผมไม่ได้พูดเล่น ไม่ได้พูดโจ๊ก ไม่ได้พูดตลก ไม่ได้เสียดสี

... แทนที่จะบอกว่า เขาไม่มีอยู่จริง เพิ่งสร้างขึ้น 

ถ้าทำตรงกันข้าม ผมกลับเชื่อว่า เป็นประตูบานใหญ่ของการที่จะพูดจากันได้

การยอมรับ recognition เป็นการเมืองที่ตรงข้ามกับการกีดกันและผลักใส

เป็นการเมืองของความใจกว้าง ต้อนรับความแตกต่างหลากหลาย

การ recognize จะปลดอาวุธและลดความตึงเครียดของความขัดแย้ง

โปรดพิจารณาดูเถอะครับ” 

 

นี่เป็นข้อเสนอที่จริงจังมากของ “ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล” ต่อปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับความรู้ประวัติศาสตร์ “ปาตานี” ที่มีการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ติดตามสถานการณ์ชายแดนใต้ ซึ่งหลายส่วนในสังคมไทยมองว่านี่คือสาเหตุสำคัญของความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่มายาวนนาน

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย เป็นทั้งนักประวัติศาสตร์และนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชาวไทย เป็นผู้เขียนหนังสือวิชาการที่ได้รับการยอมรับระดับสากล เช่น Siam Mapped ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณ ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–แมดิสัน สหรัฐอเมริกา

ข้อเสนอนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นำเสนอระหว่างปาฐกถาพิเศษ “ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว ไม่ต้องปิดหูปิดตาตัวเอง” ในเวทีเสวนาที่มีหัวข้อสุดท้าทายท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งในชายแดนใต้ว่า “ประวัติศาสตร์ปาตานีที่ไม่มีอยู่จริง?” เมื่อวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมชูเกียรติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จัดโดยศูนย์สมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา

"ทำไมความรู้ประวัติศาสตร์จึงกระเทือนความมั่นคง"

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย เริ่มต้นด้วยคำถามว่า "ทำไมความรู้ทางประวัติศาสตร์จึงกลายเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐได้"

เขาอธิบายว่า สาเหตุสำคัญมาจากความเชื่อที่ว่า ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องมีเพียงแบบเดียว มีคำอธิบายเดียว และถือเป็นความจริงที่ห้ามตั้งคำถามหรือถกเถียง ราวกับ "สัจจะ" ทางศาสนา เมื่อมีผู้เสนอคำอธิบายที่แตกต่าง จึงถูกมองว่าเป็นผู้ทำลายประวัติศาสตร์ของชาติ ทั้งที่แท้จริงแล้ว ความไม่มั่นคงเกิดจากความหวั่นไหวของผู้ที่ยึดติดกับความเชื่อนั้นเอง

“ประวัติศาสตร์ไม่มีแบบเดียว” การตีความไม่เคยตกฟาก 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวว่า นักประวัติศาสตร์เห็นค่อนข้างเป็นเอกฉันท์ว่า “ความเชื่อประวัติศาสตร์มีแบบเดียว” เป็นความเชื่อที่เหลวไหล เพราะไม่มีทางที่คนจะเห็นตรงกันหมด หรือมองจากมุมเดียวกันหมด แต่มิได้หมายความว่า อยากจะเชื่ออะไรก็ตามใจ ไร้หลักฐาน ไม่เป็นเหตุเป็นผลก็ได้ ต่อให้เหลือแต่ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์มาเถียงกันในเรื่องเหตุการณ์หนึ่ง ผลสุดท้ายก็ไม่มีทางที่จะเถียงจนหาข้อยุติที่สิ้นสุดได้

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวว่า ในวงการนักประวัติศาสตร์แทบไม่มีใครเชื่อว่าประวัติศาสตร์มีคำตอบเพียงแบบเดียว เพราะประวัติศาสตร์เป็นศาสตร์แห่งการตีความบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งสามารถค้นพบหลักฐานใหม่หรืออธิบายใหม่ได้อยู่เสมอ แม้แต่นักประวัติศาสตร์ที่ใช้หลักฐานชุดเดียวกันก็ยังอาจตีความแตกต่างกันได้ ดังนั้น การมีคำอธิบายหลายแบบจึงเป็นเรื่องปกติของวิชาประวัติศาสตร์

“มนุษย์ปกติใช้เวลานานกว่าจะมองได้รอบด้านเกี่ยวกับเหตุการณ์หนึ่ง แต่ในระหว่างที่ยังมองไม่รอบด้านนั้น แต่ละคนก็มองไปตามความรู้ความเข้าใจที่มีอย่างจำกัดด้วยกันทั้งสิ้น ประวัติศาสตร์ไม่มีทางตกฟากง่ายๆ”

ความศักดิ์สิทธิ์ราวสัจจะทางศาสนาไม่มีอยู่จริง

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวว่า ความรู้เกี่ยวกับอดีตในกรณีเดียวกันมีได้มากกว่าหนึ่งแบบ หากมีสัจจะของประวัติศาสตร์จริง สัจจะนั้นยอมรับว่าทุกจุดมีเรื่องเล่ามากกว่าหนึ่งแบบ และต่อให้ขัดแย้งกันก็อยู่ร่วมกันได้หากเข้าใจตรงกันแล้ว ดังนั้นความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ศักดิ์สิทธิ์ราวกับเป็นสัจจะทางศาสนานั้นไม่มีอยู่จริง

เขาเห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีความเห็นต่าง แต่เกิดจากการยึดถือว่าประวัติศาสตร์ของตนเป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียว โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่รัฐรับรองซึ่งแข็งตัวถึงขนาดไม่ยอมปรับเปลี่ยนแม้มีการค้นพบหลักฐานใหม่ เช่น แนวคิดเรื่อง "คนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต" ที่ยังคงปรากฏในแบบเรียนมาเป็นเวลานาน ทั้งที่วงวิชาการได้ตั้งข้อโต้แย้งไว้แล้ว

ความรู้ประวัติศาสตร์ของราชการไทยแข็งตัวและกลวง

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวว่า ความรู้ทางประวัติศาสตร์ของราชการไทยจำนวนมากแข็งตัวและกลวง กลัวการถูกท้าทาย เมื่อถูกท้าทายก็ทำเป็นมองไม่เห็นหรือไม่ได้ยิน มากๆ เข้าก็กลัวเกิดความไม่มั่นคงขึ้นมา ไม่ทนต่อการพิสูจน์ ไม่ทนต่อการท้าทายจากการอธิบายแบบอื่นและการพบหลักฐานใหม่ๆ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ที่ถูกค้ำจุนได้ด้วยอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการเมือง กฎหมาย งบประมาณ หรือการควบคุมการเผยแพร่ ย่อมเปราะบางกว่าประวัติศาสตร์ที่ยืนอยู่บนคุณภาพทางวิชาการ เพราะเมื่อถูกตั้งคำถามก็จำเป็นต้องใช้อำนาจเข้าปกป้อง แทนที่จะตอบโต้ด้วยเหตุผลและหลักฐาน

“ด้วยเหตุนี้ประวัติศาสตร์ของทางราชการ จึงง่อนแง่น ไม่มั่นคงเมื่อถูกท้าทาย”

ในทางกลับกัน นักวิชาการหรือผู้เสนอคำอธิบายทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกลับต้องเผชิญข้อจำกัดมากมาย ทั้งการถูกปิดกั้น การขาดโอกาสเผยแพร่ผลงาน และการถูกโจมตี จึงทำให้การถกเถียงทางวิชาการไม่เกิดขึ้นอย่างเสรี

เขากล่าวว่า ยิ่งรัฐใช้การปิดกั้นหรือปราบปรามความเห็นที่แตกต่าง ก็ยิ่งสร้างแรงต้าน และทำให้สังคมสูญเสียโอกาสเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากหลายมุมมอง กลายเป็นการปิดกั้นทั้งความรู้และการพัฒนาทางปัญญาของสังคม

ความรู้เกี่ยวกับอดีตไม่ควรรับใช้อำนาจการเมือง

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย เสนอว่า ความรู้เกี่ยวกับอดีตไม่ควรถูกใช้เพื่อรับใช้อำนาจทางการเมืองของฝ่ายใด แต่ควรเป็นพื้นที่ที่เปิดให้มีการตรวจสอบ วิพากษ์ และโต้แย้งด้วยหลักฐานอย่างเสรี เพื่อสร้างการเรียนรู้และพัฒนาปัญญาของผู้คน

ประวัติศาสตร์ไม่ว่าของฝ่ายไหน หากค้ำจุนด้วยอำนาจ ด้วยอาวุธ บังคับให้คนเชื่อ ไม่ใช่ด้วยคุณภาพทางวิชาการ ไม่ใช่ด้วยความเข้มแข็งทางปัญญาก็จะง่อนแง่น ไม่มั่นคงเมื่อถูกท้าทาย 

“ยิ่งปราบ ยิ่งปิดบัง ก็จะยิ่งเจอแรงต้าน แล้วถ้ายิ่งปราบ ยิ่งปิดบังให้หนักขึ้นไปอีกจะกลายเป็นการปิดหูปิดตาตัวเอง จากการตีความประวัติศาสตร์ในแบบอื่นๆ สุดท้ายเป็นการทำให้โลกเราแคบลง” 

ความคิดของคนไม่สามารถเปลี่ยนได้ด้วยการบังคับ

เขาย้ำว่า ความคิดของคนไม่สามารถเปลี่ยนได้ด้วยความหวาดกลัวหรือการบังคับ แต่เปลี่ยนได้เมื่อผู้คนมีโอกาสคิด วิเคราะห์ และใช้เหตุผล หากรัฐใช้อำนาจห้ามประชาชนรับรู้หรือศึกษาประวัติศาสตร์ในมุมมองที่แตกต่าง ก็สะท้อนถึงความไม่มั่นใจในความเข้มแข็งของความรู้ที่ตนเองยึดถือ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย ทิ้งท้ายว่า ประวัติศาสตร์ควรเป็นพื้นที่สำหรับสร้างปัญญา ไม่ใช่เครื่องมือของการเมืองหรือความมั่นคง หากสังคมเปิดกว้างให้ความรู้หลายชุดอยู่ร่วมกันได้ ความแตกต่างทางความคิดจะไม่กลายเป็นภัยต่อความมั่นคง แต่จะเป็นรากฐานของสังคมที่ใช้เหตุผล เคารพความเห็นต่าง และพร้อมเรียนรู้จากอดีตร่วมกัน

 

ความรู้อดีตเปลี่ยนแปลงได้ และไม่ควรถูกผูกขาดด้วยเรื่องเล่าเพียงแบบเดียว

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวว่า ความรู้เกี่ยวกับอดีตของทุกสังคมมีความเชื่อมโยงกับการสร้างอัตลักษณ์ ทำให้ผู้คนเข้าใจว่าตนเองเป็นใคร มาจากไหน และสังคมของตนมีพัฒนาการอย่างไร อย่างไรก็ตาม ความรู้เกี่ยวกับอดีตไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามหลักฐานและองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งย่อมส่งผลต่อการทำความเข้าใจตัวตนของทั้งปัจเจกบุคคลและสังคม

เขากล่าวว่า ไม่มีสังคมใดสมบูรณ์แบบ ทุกสังคมล้วนมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน แต่ไม่ว่าใครก็ไม่ต้องการถูกดูหมิ่น หรือถูกปฏิเสธว่าอัตลักษณ์และตัวตนของตนเอง "ไม่เคยมีอยู่จริง"

ประเด็น "ปาตานี" ควรเป็นเรื่องของการศึกษามากกว่าการปิดกั้น

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย เห็นว่า การตั้งคำถามว่า "ปาตานีมีอยู่จริงหรือไม่" เป็นเรื่องที่สามารถถกเถียงกันได้ในทางวิชาการ แต่ไม่ควรถูกห้ามหรือถูกเซ็นเซอร์ เพราะประวัติศาสตร์ควรเปิดให้มีการอภิปรายบนพื้นฐานของหลักฐานและเหตุผล

เขายกตัวอย่างว่า ชื่อ "พระนเรศวร" หรือ "พ่อขุนรามคำแหง" ก็เป็นชื่อที่คนรุ่นหลังใช้เรียก แต่ไม่ได้หมายความว่าพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ไม่เคยมีตัวตน เช่นเดียวกับกรณีที่คนผิวดำในสหรัฐอเมริกาเปลี่ยนจากคำเรียก Negro มาเป็น African-American หรือการเปลี่ยนชื่อเมืองหลายแห่งในอินเดีย เช่น มุมไบ (Mumbai) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนชื่อเรียก ไม่ใช่การปฏิเสธว่าผู้คนหรือสถานที่เหล่านั้นไม่เคยมีอยู่

ปาตานี" "ปตานี" หรือ "ตานี" ล้วนเป็นคำที่ถอดเสียงเข้าสู่ภาษาไทยจากภาษาอื่น

ในทำนองเดียวกัน คำว่า "ปาตานี" "ปตานี" หรือ "ตานี" ล้วนเป็นคำที่ถอดเสียงเข้าสู่ภาษาไทยจากภาษาอื่น เขาจึงตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่เคารพการเรียกชื่อของคนในพื้นที่ ซึ่งใช้คำเรียกดังกล่าวมาเป็นเวลานาน

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้คำว่า "ปาตานี" ก็ยอมรับว่ารัฐปาตานีในอดีตเคยมีอยู่จริง เพียงแต่โต้แย้งเรื่องการใช้ชื่อ ดังนั้น การถกเถียงควรมุ่งไปที่หลักฐานทางประวัติศาสตร์มากกว่าการโต้แย้งเรื่องถ้อยคำเพียงอย่างเดียว

ประวัติศาสตร์ควรเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่เครื่องมือของรัฐ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วิจารณ์ว่า การอาศัยอำนาจรัฐหรืออำนาจของหน่วยงานความมั่นคงมาสนับสนุนประวัติศาสตร์เพียงชุดเดียว ไม่ว่าจะผ่านพิพิธภัณฑ์ สื่อ หรือการเผยแพร่ข้อมูล จะยิ่งทำให้การศึกษาประวัติศาสตร์ขาดความน่าเชื่อถือ เพราะความรู้ทางประวัติศาสตร์ควรได้รับการยอมรับจากคุณภาพทางวิชาการ ไม่ใช่จากอำนาจของผู้สนับสนุน

เขากล่าวว่า หากต้องการสร้างวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์ที่เข้มแข็ง นักประวัติศาสตร์ควรเปิดกว้างต่อความเห็นที่แตกต่าง อธิบายด้วยหลักฐานและเหตุผล ไม่ใช่พยายามกำหนดให้สังคมเชื่อประวัติศาสตร์เพียงแบบเดียว

"แบกันบนโต๊ะ" เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางความคิด

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย เสนอแนวคิด "แบกันบนโต๊ะ" คือเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ประวัติศาสตร์ทุกชุด ทุกมุมมอง และทุกคำอธิบายถูกนำมาอภิปรายร่วมกัน โดยไม่มีการใช้อำนาจปิดกั้น คุกคาม หรือทำร้ายผู้เห็นต่าง เพราะเมื่อผู้คนได้เห็นข้อมูลและเหตุผลที่หลากหลาย จะสามารถใช้วิจารณญาณตัดสินด้วยตนเอง และทำให้ประวัติศาสตร์ที่อ้างว่าตนเป็น "ความจริงเพียงหนึ่งเดียว" ค่อย ๆ สูญเสียอำนาจในการครอบงำ

“ความรู้ต่ออดีตควรเป็นเรื่องที่ถูกท้าทายได้เสมอ จากการคิดค้นวิเคราะห์ พบหลักฐานใหม่ๆ อย่างมีคุณภาพ อย่างมีความเข้มแข็งทางปัญญา... การแบบนโต๊ะ ห้ามบังคับ ห้ามใช้อำนาจปิดกั้น ห้ามทำร้ายคนที่เสนอประวัติศาสตร์ที่ต่างออกไป ผมเชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้พลังของประวัติศาสตร์แบบใดก็ตามที่อ้างว่าถูกที่สุด หมดพลังลงไป” 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย เสนอว่า พิพิธภัณฑ์และพื้นที่เรียนรู้ควรเป็น Safe Zone ที่เปิดโอกาสให้ประวัติศาสตร์ทุกชุดถูกนำมาเปรียบเทียบและอภิปรายร่วมกัน หรือที่เขาเรียกว่า "แบกันบนโต๊ะ" เพื่อให้ประชาชนใช้วิจารณญาณตัดสินด้วยตนเอง

แม้แนวทางดังกล่าวอาจต้องใช้เวลา แต่จะเป็นประโยชน์มากกว่าการยืนยันว่าประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องมีเพียงฉบับเดียว เพราะเมื่อสังคมเปิดพื้นที่ให้ข้อมูลหลายด้านอยู่ร่วมกัน ความศักดิ์สิทธิ์ของเรื่องเล่าที่อ้างว่าเป็น "ความจริงเพียงหนึ่งเดียว" จะลดลง และผู้คนจะหันมาใช้เหตุผลมากขึ้น

ความหลากหลายของประวัติศาสตร์ไม่ใช่ภัยต่อความมั่นคง

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวว่า ความเห็นต่างและการถกเถียงอย่างสันติไม่ใช่ภัยต่อความมั่นคง หากทุกฝ่ายยอมรับว่าไม่มีใครผูกขาดความจริงทางประวัติศาสตร์ได้ ประวัติศาสตร์หลายสำนวนสามารถอยู่ร่วมกันได้ และจะช่วยลดการใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือสร้างความเกลียดชังหรือปลุกระดมความรุนแรง

เขาทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เป็นภัยต่อความมั่นคงไม่ใช่ความหลากหลายของความรู้ แต่คือความพยายามใช้อำนาจบังคับให้สังคมเชื่อประวัติศาสตร์เพียงแบบเดียว เพราะยิ่งกดทับความเห็นต่าง ก็ยิ่งสร้างความหวาดระแวง ปิดกั้นการเรียนรู้ และทำให้สังคมขาดโอกาสพัฒนาทางปัญญา

เสนอรัฐ "ยอมรับ" คำว่า "ปาตานี" เพื่อเปิดประตูสู่การพูดคุย และช่วยปลดอาวุธ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวว่า ข้อเสนอทั้งหมดอาจดูเป็นอุดมคติ แต่หากต้องการลดความขัดแย้งอย่างแท้จริง รัฐ โดยเฉพาะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเป็นฝ่ายเริ่มต้นด้วยการยอมรับและเปิดพื้นที่ให้กับคำว่า "ปาตานี" ด้วยตัวเอง

เขาย้ำว่า ข้อเสนอนี้ไม่ใช่การพูดประชดหรือเสียดสี แต่เป็นข้อเสนอที่จริงจัง โดยเรียกว่า "Unilateral Recognition" หรือการที่รัฐเป็นฝ่ายให้การยอมรับก่อน โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเปลี่ยนท่าที

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย อธิบายว่า แนวคิด Politics of Recognition หรือ "การเมืองแห่งการยอมรับ" หมายถึงการยอมรับศักดิ์ศรี อัตลักษณ์ และความแตกต่างของอีกฝ่าย ซึ่งจะช่วยเปิดพื้นที่ให้เกิดการพูดคุย และลดความตึงเครียดของความขัดแย้ง

เขาเห็นว่า หากรัฐยอมรับการใช้คำว่า "ปาตานี" แทนที่จะยืนยันว่าเป็นคำที่ไม่มีอยู่จริงหรือเพิ่งถูกสร้างขึ้น จะช่วย "ปลดอาวุธ" ทางความคิดของทุกฝ่าย เพราะประวัติศาสตร์จะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือพิสูจน์ว่าใครถูกหรือผิดเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม การยอมรับดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการรับรองข้อเรียกร้องทางการเมือง หรือยอมรับว่าประวัติศาสตร์ฝ่ายใดถูกต้องทั้งหมด แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์ทุกชุดถูกนำมาศึกษาและอภิปรายร่วมกันบนพื้นฐานของหลักฐานและเหตุผล

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การทำให้ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน แต่คือการสร้างบรรยากาศที่ทุกคนสามารถพูดคุย ถกเถียง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ โดยไม่ถูกดำเนินคดี ไม่ถูกคุกคาม ไม่ถูกดูหมิ่น และไม่ต้องหวาดกลัวจากการแสดงความคิดเห็น

เขาเชื่อว่า หากรัฐเป็นฝ่ายเริ่มต้นด้วยการ "ยอมรับ" มากกว่าการ "ปฏิเสธ" จะเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การสร้างความไว้วางใจ เพราะการเมืองแห่งการยอมรับเป็นแนวทางที่ตรงข้ามกับการกีดกันและผลักไส และจะช่วยลดความตึงเครียด พร้อมเปิดประตูสู่การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างได้มากกว่าการปิดกั้นหรือใช้อำนาจบังคับ

ถือประวัติศาสตร์คนละฉบับ แล้วจะสร้างสันติภาพได้อย่างไร 

ช่วงตอบคำถาม ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย ตอบคำถามเพิ่มเติมที่ว่า การถือประวัติศาสตร์คนละฉบับ จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพและการอยู่ร่วมกันได้อย่างไร

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวว่า คำถามนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนกำลังหนักใจ เพราะเราอยากเห็นการพูดคุยเรื่องประวัติศาสตร์ที่สามารถถกเถียงกันได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายใด หรือทำให้เกิดผลกระทบทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงในปัจจุบันคือ การถกเถียงเรื่องประวัติศาสตร์เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทความขัดแย้งทางการเมือง ทำให้ประเด็นทางวิชาการมักถูกดึงไปผูกกับการต่อสู้ของแต่ละฝ่าย เขายอมรับว่า ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะคลี่คลายปัญหานี้ได้อย่างไร

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย จึงเสนอให้ลองเปลี่ยนวิธีตั้งคำถาม เช่น แทนที่จะถามว่า "ปาตานีมีอยู่จริงหรือไม่" ซึ่งเป็นคำถามที่นำไปสู่การเผชิญหน้ากัน อาจเปลี่ยนเป็น "ปาตานีใหญ่ขนาดๆหน" ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ถกเถียงกันด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเหตุผลทางวิชาการมากขึ้น

แม้วิชาการจะไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดได้ แต่เชื่อว่าพลังของวิชาการจะช่วยลดการปะทะทางความคิด เปิดพื้นที่ให้แต่ละฝ่ายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและตั้งคำถามกันได้อย่างสร้างสรรค์

ท้ายที่สุด ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวว่า หากจะตำหนิใคร ก็คงต้องตำหนิพวกเราทุกคน รวมถึงตัวเขาเอง ที่ปล่อยให้ความขัดแย้งของ "สองฝ่าย" เข้ามาครอบงำพื้นที่การพูดคุยเรื่องประวัติศาสตร์ ทั้งที่ควรเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดกว้างมานานเกินไปแล้ว

ประวัติศาสตร์ปาตานี เป็นเรื่องที่สนุกมาก

ประวัติศาสตร์ของปาตานี เป็นเรื่องที่สนุกมากๆ ไม่ใช่ในแง่มุมความสัมพันธ์กับสยาม ปาตานีเป็นรัฐขนาดกลางในภูมิภาค ไม่ได้ยิ่งใหญ่ตลอดเวลา และก็ไม่ได้เล็กตลอดเวลา ขนาดและอำนาจเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละยุคสมัย ในฐานะเมืองท่าสำคัญ

ปาตานีดำรงอยู่ภายใต้ระบบการเมืองแบบ Mandalaซึ่งรัฐต่าง ๆ ไม่ได้ขึ้นต่อมหาอำนาจเพียงแห่งเดียว แต่สามารถแสดงความสวามิภักดิ์ต่อหลายฝ่ายพร้อมกัน เพื่อรักษาความเป็นอิสระและป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดเข้ามาแทรกแซง

แม้แนวคิดนี้จะดูขัดกับความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปัจจุบัน แต่ในบริบทของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยนั้น วิธีการเช่นนี้กลับเป็นเรื่องปกติและใช้ได้ผล

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย เล่าว่า เมื่อไม่นานมานี้มีผู้ส่งงานเขียนประวัติศาสตร์ปาตานีมาให้ช่วยอ่าน สิ่งที่เขาท้วงมีเพียงประเด็นเดียว คือ ผู้เขียนอ้างอิงประวัติศาสตร์ของอยุธยา สุโขทัย และกรุงเทพฯ เป็นหลัก แม้จะไม่ใช่เรื่องผิด แต่เป็นการมองประวัติศาสตร์เพียงด้านเดียว

เขาชี้ว่า หากศึกษาปาตานีก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 หรือย้อนกลับไปถึงรัชกาลที่ 1–2 จะพบว่าปาตานีมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับรัฐต่าง ๆ บนคาบสมุทรมลายูและภูมิภาคโดยรอบ เช่น ปะหัง เประ มัชปาหิต และศรีวิชัย แต่ความเชื่อมโยงเหล่านี้กลับแทบไม่ถูกกล่าวถึง

ในความเป็นจริง ชีวิตของปาตานีในฐานะเมืองท่าขนาดกลางผูกพันกับเครือข่ายการค้าและการเมืองของคาบสมุทรมลายูมากกว่าการมองผ่านกรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว การส่งบรรณาการให้สยามก็เป็นแนวปฏิบัติทางการเมืองในยุคนั้น เพื่อรักษาความสัมพันธ์และหลีกเลี่ยงการแทรกแซง คล้ายกับที่สยามเคยส่งบรรณาการแก่จีนเพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกัน

เขายังตั้งข้อสังเกตว่า ตัวแสดงสำคัญที่มีบทบาทต่อความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับปาตานีคือ นครศรีธรรมราช ซึ่งมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องโดยตรง ดังนั้น หากไม่นับบทบาทของนครศรีธรรมราช ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับปาตานีอาจไม่ได้ใกล้ชิดอย่างที่มักเข้าใจกัน แม้จะมีบางช่วงเวลาที่มีความสัมพันธ์มากขึ้นก็ตาม

เขากล่าวว่า ประวัติศาสตร์ปาตานียังมีประเด็นที่น่าศึกษาอีกมาก เช่น การค้ากับชาวดัตช์ในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นยุคทองของปาตานี และคำถามว่าความสัมพันธ์กับรัฐต่าง ๆ ในภูมิภาคเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรจากการขยายตัวของการค้า

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้กลับไม่ได้รับการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะการถกเถียงเรื่องประวัติศาสตร์ยังติดอยู่กับความขัดแย้งทางการเมือง มากกว่าการตั้งคำถามเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ

ขอให้ยื่นมือยอมรับ “ปาตานี” ที่ถกเถียงกันได้ 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวว่า สิ่งที่เสนออาจฟังดูเป็นอุดมคติ แต่เป็นข้อเสนอที่จริงจัง ไม่ใช่การพูดเชิงประชด พร้อมยอมรับว่าตนไม่มีช่องทางสื่อสารกับ BRN โดยตรง แต่เชื่อว่ามีผู้แทนจากหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกองทัพ ที่สามารถรับฟังข้อเสนอนี้ได้

เขาเสนอให้รัฐใช้แนวทาง "Unilateral Reaching Out" หรือการเปิดพื้นที่และ “ยื่นมือออกไปก่อน” ฝ่ายเดียว แทนที่จะยืนกรานปฏิเสธว่า "ปาตานีไม่มีอยู่จริง" โดยเสนอให้ยอมรับว่า ปาตานีเป็นประเด็นที่สามารถศึกษาและถกเถียงกันได้ ส่วนคำถามว่าปาตานีมีขอบเขตหรือสถานะอย่างไร ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของการศึกษาทางประวัติศาสตร์

การเปิดพื้นที่ดังกล่าว ไม่ได้หมายถึงการยอมรับว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่เป็นการยอมรับว่าทุกฝ่ายมีสิทธิ์นำเสนอความเข้าใจและหลักฐานของตน เพื่อให้ประวัติศาสตร์ถูกนำมาวางบนโต๊ะ “แบกันบนโต๊ะ” เพื่อ “ปลดด้านที่อันตราย” หรือการอภิปรายกันอย่างเปิดเผยพร้อมลดทอนมิติที่นำไปสู่ความหวาดระแวงและความขัดแย้ง

“ความต่างและการทะเลาะ ไม่เท่ากับทำร้าย การทำร้ายคือการคุกคามทำให้เกิดความกลัว"

เพราะความเห็นต่างไม่ใช่อุปสรรคของการอยู่ร่วมกัน หากทุกฝ่ายกล้าจะเปิดพื้นที่รับฟังกัน 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวว่า การเปิดพื้นที่เช่นนี้ (Unilateral Reaching Out) ไม่ใช่มาตรการครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีขั้นตอนและนโยบายที่ชัดเจน โดยรัฐควรยืนยันหลักการว่า ทุกฝ่ายมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น พร้อมกับยุติการคุกคาม การดำเนินคดี หรือการใช้มาตรการที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวเพียงเพราะมีความเห็นแตกต่าง

เขายกตัวอย่างว่า แนวทางดังกล่าวอาจประกาศอย่างชัดเจนในลักษณะเดียวกับ นโยบาย 66/2523ที่รัฐเคยใช้ยุติความขัดแย้งกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย โดยสร้างบรรยากาศที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถแสดงความคิดเห็นและถกเถียงกันได้อย่างเสรี

"เราสามารถถกเถียงกันได้ แม้จะเห็นต่างหรือโต้แย้งกันอย่างเข้มข้น แต่สิ่งที่ห้ามคือการทำร้ายกัน" ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าว พร้อมอธิบายว่า การทำร้ายไม่ได้หมายถึงความรุนแรงทางกายภาพเท่านั้น แต่รวมถึงการคุกคาม การสร้างความหวาดกลัว และการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรยุติ หากต้องการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อสันติภาพ"

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ความเห็นต่างไม่ใช่อุปสรรคของการอยู่ร่วมกัน หากทุกฝ่ายกล้าที่จะเปิดพื้นที่รับฟังกัน และเลือกใช้การพูดคุยแทนการคุกคามหรือความรุนแรง

“ความต่างและการทะเลาะ ไม่เท่ากับทำร้าย การทำร้ายคือการคุกคามทำให้เกิดความกลัว ตรงนั้นแหละที่ควรจะกำจัด ควรจะยุติ แล้วผมคิดว่า มันจะได้ด้วยการที่กล้า Reaching out”

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง