Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มีอังคณา นีละไพจิตร ประธาน กมธ. และเป็นประธานการประชุม โดยมีวาระการพิจารณาเรื่องขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชนและผลกระทบที่รุนแรงจากการทำเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด โดยมีตัวแทนของผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ (กพร.) , กระทรวงอุตสาหกรรม , สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 นครราชสีมา (สคพ.11) , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบัญชาการตำรวจสันติบาล และสถานีตำรวจนครบาลพญาไท , สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) , กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม , สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เข้าร่วมชี้แจง

บางจาก-ไทยคาลิฯ แจงต่อกรรมาธิการ อ้างกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม และขอให้ กมธ. ลงพื้นที่ตรวจสอบ

อังคณา กล่าวว่า จากกรณีร้องเรียนว่าอุโมงค์การทำเหมืองแร่ของบริษัทไทยคาลิ จำกัด เกิดการรั่วซึม และมีเกลือปนเปื้อนส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกิน และแหล่งน้ำธรรมชาติของชาวบ้าน ซึ่งหน่วยงานที่ กมธ. ได้เชิญวันนี้ น่าจะให้คำชี้แจงกับชาวบ้านได้ ทั้งนี้ทาง กมธ. ได้เชิญบริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น เข้าชี้แจงต่อ กมธ. ด้วย ซึ่งทางบริษัทบางจากฯแจ้งว่าได้ขอให้บริษัทไทยคาลิฯ มาร่วมประชุม แต่บริษัทไทยคาลิฯ แจ้งว่า อยากขอให้ กมธ. ลงไปตรวจสอบในพื้นที่มากกว่า เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

กพร. ยันพื้นที่เค็มมาแต่เดิมสรุปไม่ได้ว่าผลกระทบเกิดจากเหมือง

อานันท์ ฟักสังข์ รองอธิบดีกรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ได้ชี้แจงข้อมูลบางส่วนในที่ประชุมโดย ระบุว่าพื้นที่ ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา มีความเค็มมาตั้งแต่เดิม ตามแผนที่ของกรมพัฒนาที่ดินปี 2547 จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าผลกระทบเกิดจากเหมืองโปแตชของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ในปี 2567 คณะทำงาน กพร. ลงพื้นที่ตรวจสอบและเก็บตัวอย่างดิน 10 จุด พบว่าดินไม่เค็มและไม่ส่งผลกระทบต่อพืช พร้อมแนะนำให้ติดตามคุณภาพดินต่อเนื่อง ปลูกพืชคลุมดิน และป้องกันการไหลของน้ำระหว่างโครงการกับพื้นที่ภายนอก  นอกจากนี้ พื้นที่ที่ชาวบ้านร้องเรียนว่ามีคราบเกลือ อาจได้รับอิทธิพลจากโดมเกลือแอ่งโคราช จากภาพถ่ายดาวเทียมพบว่าเป็นพื้นที่สีขาวที่แตกต่างจากบริเวณข้างเคียง และอาจไม่เคยใช้เพื่อการเกษตรมาก่อน จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าคราบเกลือเกิดจากกิจการเหมืองหรือไม่

ยันยังไม่เริ่มระเบิดเจาะอุโมงค์แนวดิ่ง

นายอานันท์ กล่าวต่อว่า ในส่วนที่บริษัทได้เปลี่ยนแปลงผังการทำเหมืองแร่โปแตชล่าสุดนั้น โดยยื่นเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 2 เมื่อปี 2565 เขาขอเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม คือ ขอเปลี่ยนแปลงจากอุโมงค์แนวเอียงเดิมเป็นอุโมงค์แนวดิ่ง คือจะขยับออกจากอุโมงค์แนวเอียงเดิมประมาณ 900 เมตร ซึ่งอุโมงค์แนวดิ่งจะมีอยู่ 3 จุด จุดที่ 1 คือ อุโมงค์แนวดิ่งสำหรับขนส่งแร่ จุดที่ 2 คือ อุโมงค์แนวดิ่งสำหรับขนส่งคนงานและเครื่องจักร จุดที่ 3 คือ อุโมงค์แนวดิ่งสำหรับระบายอากาศออกจากเหมืองใต้ดิน และ  มีการขออนุญาตใช้ระเบิดในการก่อสร้างอุโมงค์แนวดิ่งใหม่ ทั้ง 3 อุโมงค์ โดยขอเฉพาะในส่วนที่มีความจำเป็น เพราะพื้นที่ก่อสร้างในการลงไปใต้ดินก็อาจจะเจอหินแข็งจำเป็นที่ต้องระเบิด แต่ถ้าไม่เจอก็ไม่ใช้ และใช้เป็นรถแบคโฮหรือรถคีบๆ ดินขึ้นมาตามปกติ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นขออนุญาตใช้ระเบิดและมีการคำนวณโดยวิศวกรเหมืองแร่สำนักอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เขต 6   (นครราชสีมา) และจะต้องไปขออนุญาตหน่วยงานปกครองด้วย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมพื้นที่ ยังไม่ได้เริ่มขุดเจาะอุโมงค์ แต่อย่างใด

สคพ. 11 ย้ำน้ำเค็มกว่าทะเล 2 เท่า แต่ไม่กล้าฟันธงต้นตอ

ขณะที่ กุลชา ธนะขว้าง ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 นครราชสีมา (ผอ. สคพ.11)  กล่าวว่า สคพ.11 ตรวจพบว่าน้ำในบ่อวัดหนองไทรมีความเค็มสูงถึง 64 กรัมต่อลิตร หรือเค็มกว่าน้ำทะเล 2 เท่า และติดตามคุณภาพน้ำมาตั้งแต่ปี 2558 พบค่าความเค็มในช่วง 29-70 กรัมต่อลิตร แต่ยังไม่สามารถระบุชัดเจนว่าความเค็มเกิดจากการซึมของน้ำผิวดินหรือปัจจัยอื่น ๆ โดยต้องใช้การศึกษาและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม

“สถาบันซินโครตรอน” เผยผลตรวจน้ำ-ดินในชุมชนชี้น้ำเกลือไหลมาจากพื้นที่ปริศนา?

ต่อมานายสาโรช รุจิรวรรธน์  ผอ.สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า ทางสถาบันฯ ได้เข้าร่วมในคณะทำงานระดับจังหวัดตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งได้รับการร้องขอจาก สคพ. 11 ในการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ โดยทาง สคพ.11 ได้ให้ตัวอย่างน้ำมาพร้อมระบุจุดเก็บตัวอย่างด้วยจีพีเอส ซึ่งบริเวณจุดเก็บตัวอย่างที่น่าสนใจเป็นพื้นที่โฟกัส ได้แก่ บริเวณบ่อน้ำชุมชน ซึ่งตรงนั้นมีวัด เข้าใจว่าการมีบ่อน้ำชุมชนชาวบ้านคงได้ใช้น้ำตรงนั้นด้วย วิธีการตรวจว่ามีเกลืออยู่เท่าไร เรานำตัวอย่างน้ำมาระเหิด ถ้ามีเกลือเยอะ จะมีตะกอนที่ระเหิดออกมาเป็นผงสีขาวๆ จากน้ำหนักของผงสีขาวนี้ก็นำมาคำนวณต่อไปได้ว่าสุดท้ายมีเกลืออยู่เท่าไร และรายงานออกมาเป็นตัวเลขในหน่วยมิลลิกรัมต่อลิตร(มก./ล.)  มก./ล.  เราจะเห็นว่าเกือบทุกผลการทดสอบจะมีผงสีขาวๆ อยู่ ซึ่งเป็นผงเกลือ โดยสถาบันซินโครตรอนจำแนกประเภทน้ำตามค่าความเข้มข้นของ TDS (Total Dissolved Solids) ในหน่วยมิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) โดยแบ่งออกเป็นสีแดง : น้ำกลือเข้มข้น ,สีส้ม :  น้ำกร่อยมาก ,  สีส้มอ่อน : น้ำกร่อยปานกลาง ,  สีเหลือง : น้ำกรอ่ยเล็กน้อย , สีเขียว น้ำจืด ก่อนหน้านี้ตรงนั้นเป็นชุมชนอยู่ปัจจุบันน้ำเป็นน้ำเกลือ ส่วนมันไหลมาจากไหน เราไม่รู้มันคงไหลมาจากสักที่หนึ่ง หลังจากนั้นในปี 67 มีการเก็บตัวอย่างมาให้เราตรวจอีก ซึ่งก็ใกล้เคียงครั้งเดิมคือเป็นน้ำเค็มอยู่ ซึ่งเครื่องมือที่เราใช้ตรวจเป็นเทคนิคทางการเอกซเรย์  โดยผลการตรวจของเราค่อนข้างน่าที่จะใกล้เคียงกับความเป็นจริง ผลของปี 66 สรุปแล้ว คือ มีเกลือโซเดียมครอไรด์หรือเกลือแกงในพื้นที่ ส่วนใหญ่มีความเค็มมากกว่าระดับน้ำทะเลอยู่ในบริเวณหมู่บ้าน พื้นที่ตรงนั้นเป็นแหล่งโปแตช นอกจากโซเดียมคลอไรด์ก็มีโปแตชซียมเซียม คลอไรด์ ด้วย และเก็บตัวอย่างมาใหม่ก็ยังมีอยู่  ส่วนตัวอย่างดินที่ส่งตรวจก็ยังมีโซเดียมคลอไรด์ในดินในบริเวณเดียวกัน

“สำหรับข้อสรุป คือ ความเค็มมาจากโซเดียมคลอไรด์ในบริเวณเดียวกันนั้น และมีโปแตชซียมเซียม คลอไรด์ อยู่ด้วย ซึ่งปกติน้ำผิวดินอาจจะมีโปแตชซียมเซียม คลอไรด์ แต่ปริมาณไม่ได้เยอะเท่านี้ มันต้องมาจากตรงไหนสักที่ ซึ่งเราไม่ทราบ แต่จากข้อมูลที่เราได้รับชาวบ้านเคยใช้น้ำจืดอยู่ อย่างไรก็ตามถ้าเราไปใช้เวลาไปสืบหาว่ามันมาจากไหนก็คงต้องสัก 2 ปีก็ยังไม่จบ แต่ถ้ากระบวนการทำให้น้ำตรงนั้นมันดีขึ้น ผมว่ามันจะทำให้บรรยากาศดีขึ้น” นายสาโรช กล่าว

ระบุเค็มจัดกว่าน้ำทะเล 4 เท่าไม่สามารถทำเกษตรได้-ปลาก็อยู่ไม่ได้แล้ว

ด้านนายสุทธิพงษ์ วรรณไพบูลย์ รักษาการหัวหน้าส่วนปฏิบัติการระบบลำเลียงแสง สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า  จากข้อมูลที่รายงาน ใช้หน่วยมิลลิกรัมต่อลิตร(มก./ล.)  น้ำทะเลที่มีความเค็มสูงมากๆ สีแดง คือ มีค่าประมาณ 35 กรัมต่อลิตร (ก./ล.) แต่สิ่งที่เราพบในพื้นที่ตัวอย่างน้ำมีความเค็มสูงถึง 115 กรัมต่อลิตร (ก./ล.) ก็คือแปลว่าสูงกว่าน้ำทะเลที่เค็มมากๆ ถึง 4 เท่า โดยประมาณ ในส่วนที่เราวิเคราะห์ด้วยรังสีเป็นการละลายจากเกลือโซเดียมคลอไรด์ กับส่วนที่เป็นการละลายจากโปแตชซียมเซียม คลอไรด์ จากรายงานในภาพรวมพบว่าน้ำไม่สามารถใช้ในพื้นที่เกษตรได้ในส่วนที่เป็นสีแดงแล้ว ซึ่งสำหรับเกลือโปแตชเซียมคลอไรด์ในแหล่งน้ำจืดปกติจะมีค่าไม่เกิน 100 PPM ก็คือ 0.001 ก./ล. แต่ว่าสิ่งที่เราพบคือค่าสูงสุดอยู่ที่ 1,000 PPM คือ 10 เท่าของค่าปกติ  คือสิ่งมีชีวิตจะได้รับผลกระทบสูงมากถ้าค่าการละลายเกิน 500 PPM เป็นต้นไป  คิดว่าปลาน่าจะอยู่ไม่ได้แล้ว

กรมคุ้มครองสิทธิฯ มึนอ้างไม่มีคดีฟ้องปิดปาก แต่กำลังจับมือ มธ.ร่างกฎหมายช่วยนักปกป้องสิทธิฯ

นายอานนท์ ยังคุณ นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ รักษาการนักวิชาการยุติธรรม ชำนาญการพิเศษ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ในส่วนการฟ้องร้องชาวบ้านหรือการคดีการฟ้องปิดปาก (SLAPP) กรมฯยังไม่ได้รับร้องเรียนในประเด็นนี้เข้ามา แต่ในส่วนของมาตรการให้ความช่วยเหลือต่อการปกป้องสิทธิมนุษยชน ก็มีเรื่องของการให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย ทั้งการจัดหาทนายความ การให้คำปรึกษาทางกฎหมาย การช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ในส่วนของกรมฯ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการร่างกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปาก โดยมีหัวใจสำคัญคือเพื่อคุ้มครองประชาชนหรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เพื่อไม่ให้ถูกใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในจัดการหรือฟ้องปิดปาก โดยร่างกฎหมายผ่านการรับฟังความเห็นแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการนำเสนอกฎหมายต่อไป

“ฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด” ร้อง 5 ข้อหยุดเจาะอุโมงค์หนองโพธิ์-ยุติฟ้องคดีชาวบ้าน-จี้บางจากและไทยคาลิรับผิดชอบ

ขณะที่จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในฐานะตัวแทนและที่ปรึกษาของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดกล่าวว่า ปัญหาที่สำคัญคือความไม่ถูกต้องของข้อมูลรายงานวิเคราห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ระบุเรื่องแหล่งน้ำสาธารณะลงไปจึงไม่มีการตรวจน้ำในพื้นที่ก่อนการทำเหมือง ทั้งยังตรวจไม่พบโดมเกลือ จนนำมาสู่การเลือกใช้อุโมงค์แนวเอียงจนเกิดปัญหาน้ำท่วม ประกอบกับการละเลยต่อกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เหมืองแห่งนี้ลักลอบเปลี่ยนแปลงแผนผังหลายครั้งโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีการดำเนินการเอาผิดอย่างทันท่วงที จึงเป็นสาเหตุสำคัญของผลกระทบ และในส่วนของการเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการ ที่เปลี่ยนจากอุโมงค์แนวเอียงเป็นแนวดิ่ง มีการใช้ระเบิดทำถึง 3 อุโมงค์ ควรทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)  ใหม่ด้วยซ้ำ เพราะว่านี่คือการสร้างผลกระทบใหม่เกิดขึ้นในพื้นที่ รัศมีหรือลักษณะของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็เปลี่ยน จึงควรเริ่มกระบวนการทำ EIA ใหม่  สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มฯ  1.เราอยากให้หยุดยั้งการเดินหน้าการขุดเจาะอุโมงค์ใหม่ที่ดอนหนองโพธิ์ เพื่อระเบิด 3 อุโมงค์ใจกลางพื้นที่ชุมชน ซึ่ง กพร.บอกว่าอยู่ห่างจากชุมชนที่ใกล้ที่สุด 1.4 กม. แต่ห่างจากที่ทำกินของชาวบ้านแค่ 3 ก้าว  2.เราอยากให้ยุติการฟ้องคดีต่อนักปกป้องสิทธิฯ  3.ให้บริษัทไทยคาลิและบางจากแสดงความรับผิดชอบตามหลักปฏิบัติสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจ  4.รัฐบาลต้องดำเนินการตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างโปร่งใส 5.ต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและนักปกป้องสิทธิฯโดยจะต้องไม่มีการข่มขู่ คุกคาม บิดเบือนข้อมูลใดๆ ตามหลักการในปฏิญญาสากลของสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิฯ สุดท้ายขอเชิญให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านด้วย

PI อึ้งกรมคุ้มครองสิทธิฯ ไม่ได้รับคำร้องประชาชน-มองชาวบ้านไม่ใช่นักปกป้องสิทธิฯ

ปรานม สมวงศ์ องค์กรโพรเทคชัน อินเตอร์เนชั่นแนล  (PI) กล่าวว่า ตนตกใจนิดหน่อยจากคำชี้แจงของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพที่บอกว่ายังไม่ได้รับคำร้องจากนักปกป้องสิทธิฯไป เพราะว่าองค์กรโพรเทคชัน อินเตอร์เนชั่นแนล  (PI) ได้ส่งเรื่องไปและกรมคุ้มครองสิทธิฯ ส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง กทม.ไปที่ สังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนรักบ้านเกิดด่านขุนทด ตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. 2567 อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมคุ้มครองสิทธิฯ เองก็มาสังเกตการณ์การชุมนุมหน้ากระทรวงอุตสาหกรรมที่ กทม. เมื่อวันที่ 30 ม.ค.  ซึ่งชาวบ้านถูกขู่ดำเนินคดีจากกระทรวงอุตสาหกรรม  นอกจากนี้ PI ยังเพิ่งได้หารือร่วมกับกองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ แต่เป็นที่น่าเสียใจที่หัวหน้าหน่วย กลุ่มสำนักงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ ได้แจ้งกับเราว่ากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดไม่ใช่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน เรื่องนี้เป็นปัญหาแล้ว ถ้ากระทรวงยุติธรรมเองไม่ทราบว่าใครเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ชาวบ้านถูกฟ้องร้อง 6 คน 7 คดี และล่าสุดมีนักปกป้องสิทธิสตรีจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้รับหมายเรียกให้เป็นพยานที่ลพบุรี แม้ที่อยู่จริงอยู่ด่านขุนทด

วอน กมธ.ร่อนหนังสือถึง รมว.ยุติธรรมคุ้มครองชาวบ้านโดนคดีฟ้องปิดปากด่วน

ปรานม กล่าวต่อว่า คดีฟ้องปิดปากลักษณะนี้คนที่เกี่ยวข้องอาจจะสนับสนุนการการกระทำของเหมืองแร่ ในกรณีนี้ผู้ฟ้องซึ่งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายก อบต.) เรียกร้องค่าเสียหาย คนละ 300,000 บาท พร้อมทั้งบังคับให้ประกาศคำขอโทษ และเผยแพร่คำขอโทษและคำพิพากษาในเฟซบุ๊ก ดังนั้นการที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดถูกคดีฟ้องปิดปากจึงเป็นสิ่งที่เร่งด่วนมาก เพราะจะมีการเริ่มไต่สวนมูลฟ้องครั้งแรกในวันที่ 14 ก.พ.นี้  เป็นไปได้หรือไม่ตนอยากเสนอไปกับ กมธ. เพราะขณะนี้กรมคุ้มครองสิทธิฯ ยังไม่สามารถที่จะพึ่งพาได้ในการ คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จึงอยากให้ กมธ.มีหนังสือสอบถามไปที่ รมว.ยุติธรรม อีกครั้งหนึ่งในเรื่องมาตรการในการ คุ้มครองโดยเร่งด่วน

นักปกป้องสิทธิฯกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ซัด กพร. แผลเก่ายังไม่รักษาแต่เปิดแผลใหม่

จงดี มินขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด กล่าวว่า วันนี้ตนมาในฐานะของผู้ที่ได้รับผลกระทบและตัวแทนของผู้ได้รับผลกระทบ คำถามที่อยู่ในใจของพวกเรามาโดยตลอด คือทำไมในการเรียกร้องทุกครั้งของเรา  กพร.จะบอกว่าเราเป็นคนนอกพื้นที่ทั้งทั้งที่พวกเราเป็นเจ้าของและมีโฉนดที่ดินในพื้นที่ตรงนั้น ความมั่นคงของเราที่หายไปกับการไม่สามารถทำมาหากินในที่ตรงนั้นได้  มันไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าที่ท่านจะมาบอกว่าเป็น ค่าภาคหลวงแร่ 100 หรือ 200 ล้านบาท พื้นดินของเราที่เสียหายไป กพร. ประเมินค่าได้หรือไม่ คุณภาพชีวิตของเราเหมือนกัน คุณลงพื้นที่กับเรา คุณบอกว่าคุณตรวจทุก 3 เดือน 6 เดือน  แต่ภาคประชาชนได้มีส่วนเข้าไปรู้เห็นในที่ตรงนั้นหรือไม่ คณะกรรมการชุดปัจจุบัน  กพร.คือหนึ่งในคณะทำงานฯ กระบวนการของคุณไม่ให้เราเข้าไปตรวจสอบ แต่คุณอนุญาตเดินหน้าให้เหมืองทำการขุดเจาะอุโมงค์ใหม่ แผลเก่าคุณยังรักษาให้เราไม่ได้เลย แล้วคุณจะเปิดแผลใหม่คุณจะให้เราที่เป็นประชาชนที่อยู่ตรงนั้น เอาความเชื่อใจมาจากตรงไหน

“ประธาน กมธ.” เล็งเรียก กลต.แจง พร้อมลุยลุงพื้นที่พบผู้ว่าฯ โคราช

อังคณา กล่าวต่อว่า เรื่องนี้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบ ในส่วน กมธฺ. จะทำตามหน้าที่และอำนาจอย่างเต็มที่และต่อไปเราก็จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลอีกไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.), สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็ก (UN Global Compact Network Thailand) หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง  และ กมธ.จะลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ และหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ในด้านการชดใช้ค่าเยียวยา เสียหายและแนวทางในการฟื้นฟูธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนจะชดใช้แค่ไหนจึงจะเพียงพอกับการฟื้นคืนของธรรมชาติคงต้องทำงานร่วมกันต่อไป อย่างไรก็ดีสิ่งสำคัญคือการฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยรัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องคุ้มครองและบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน สุดท้ายขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาให้ข้อมูลในวันนี้ ถ้าหากหน่วยงานไหนมีเอกสารเพิ่มเติมขอให้ส่งมายัง กมธ. เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป

พร้อมเตือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รัฐสภาเป็นพื้นที่ปลอดภัยของประชาชน  

นอกจากนั้น นางอังคณายังได้สอบถามถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางโพ ติดตามกลุ่มประชาชนที่เข้ายื่นหนังสือที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยทางตำรวจชี้แจงว่า กรณีของ สน. บางโพ เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 68 ทราบว่ามีผู้มาชุมนุมประท้วงที่รัฐสภา ทางผู้กำกับ สน. บางโพ ได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนติดตามว่า กลุ่มผู้ชุมนุมไปยื่นหนังสือที่ห้องไหนจะได้ทำเอกสารรายงานผู้บังคับบัญชา แต่ปรากฏว่าไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสื่อสารอย่างไรไม่เข้าใจ จึงได้เดินเข้ามาถ่ายภาพถึงในห้องประชุม โดยนางอังคณา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ว่ามีการยื่นหนังสือที่ห้องไหนได้บริเวณชั้นล่าง ไม่จำเป็นต้องเดินเข้ามาถึงข้างใน และตนอยากฝากไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ต้องสวมเครื่องแบบ ติดป้ายชื่อและแนะนำตัวว่ามาจากไหน มาทำอะไร เพราะการไม่ใส่เครื่องแบบสร้างปัญหาให้กับประชาชนมากโดยเฉพาะประชาชนผู้เข้ามาขอความเป็นธรรม ทั้งนี้รัฐสภาเป็นสถานที่ราชการ เป็นที่ทำการของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งเป็นผู้แทนประชาชน รัฐสภาเป็นพื้นที่ปลอดภัย สำหรับคนที่เดือดร้อนที่เขาจะเข้ามา หวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก จึงฝากข้อกังวลไปยัง สน.บางโพ ด้วย

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง