กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา พิจารณากรณีเหมืองแร่โปแตช อ.ด่านขุนทด หลังลงพื้นที่พบข้อมูลกระทบต่อสิทธิชุมชนทั้งเปลี่ยนรูปแบบการการขุดเจาะหาแร่ใหม่โดยการใช้ระเบิดร่วมด้วย ขาดการจัดทำรายงาน EIA ใหม่ จี้ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” แจงบทบาทการศึกษา ไม่ใช่ตรวจสอบสิทธิฯ พร้อมเปิดเวทีเชิญหน่วยงานสิทธิมนุษยชนร่วมถกแนวทางตรวจสอบที่ไม่ซ้ำซ้อนโยงกรณีโปแตชเข้ากรอบ “ธุรกิจ-สิทธิมนุษยชน” สะกิดรัฐต้องไม่ปัดความรับผิดภาคประชาชน

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ที่มี อังคณา นีละไพจิตร เป็นประธาน ได้จัดประชุมโดยมีวาระการพิจารณาเรื่องขอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชนและผลกระทบที่รุนแรงจากการทำเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดเพิ่มเติม โดยมีตัวแทนของผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดและตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอาทิ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกระทรวงยุติธรรม สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (ENLAW) และองค์กร Protection International (PI) เข้าร่วมประชุม ทั้งนี้คณะกรรมาธิการได้เชิญ กระทรวงมหาดไทย และบริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย แต่ทั้งกระทรวงมหาดไทยและบริษัทบางจากไม่ได้ส่งตัวแทนมาเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้แต่อย่างใด
พบกระบวนการไม่โปร่งใส–นักปกป้องสิทธิฯ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดและชาวบ้านไร้สิทธิรับรู้ คณะทำงานร่วมฯ ถูกแช่แข็งจากจังหวัด
อังคณากล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่คณะกรรมาธิการฯ ลงพื้นที่เมื่อสองสัปดาห์ก่อน และพบข้อกังวลหลายประการ จากนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองของบริษัทไทยคาลิ จำกัด โดยเฉพาะกรณีการเปลี่ยนรูปแบบการขุดหาแร่โปแตชจากอุโมงค์แนวเอียงเป็นการขุดหาแนวดิ่งที่จะมีการใช้ระเบิดมาเปิดอุโมงค์ในการค้นหาด้วย โดยหน่วยงานอย่างกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) และสำนักนโยบายแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) มีการจัดทำเพียง “รายงานการเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการทำเหมือง” โดยไม่มีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ใหม่แต่อย่างใด ทั้งที่มีเปลี่ยนแปลงขั้นตอนที่สำคัญ เช่น การใช้ระเบิดในการขุดเจาะ ก็ควรมีการรับฟังความเห็นหรือแจ้งให้ชาวบ้านทราบก่อน ไม่ใช่ดำเนินการไปโดยที่ชุมชนไม่มีส่วนร่วมใด ๆ
ประธานกรรมาธิการฯ ระบุเพิ่มเติมว่า คณะทำงานระดับจังหวัดฯไม่ได้ประชุมหรือดำเนินการใด ๆ มานาน แล้วอ้างรอผลสรุปรายงานจากผู้ตรวจการแผ่นดิน จนกลายเป็นว่าเมื่อชาวบ้านมีปัญหา ก็ไม่รู้จะไปสอบถามหรือหารือกับใคร
สำหรับกรณีที่มีผู้แทนจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าร่วมประชุม นางอังคณาระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ เชิญผู้ตรวจการแผ่นดินมาเพื่อหารือและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากมีประชาชนแจ้งว่าทางสำนักงานฯ ได้ลงพื้นที่ศึกษากรณีเหมืองโปแตช โดยไม่ได้เป็นการร้องเรียนโดยตรง วันนี้จึงขอความร่วมมือจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินในการชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับ “รายงานการศึกษา” ที่ได้ดำเนินการในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด เพื่อให้คณะกรรมาธิการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากรายงานดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง
UN-กรมสิทธิฯ จ่อร่วมถกตรวจสอบธุรกิจละเมิดสิทธิ
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เชิญผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) รวมถึงหน่วยงานจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เข้าร่วม เพื่อวางแนวทางการติดตามตรวจสอบกรณีธุรกิจที่อาจละเมิดสิทธิชุมชน โดยเฉพาะเหมืองแร่โปแตช ซึ่งเป็นตัวอย่างของธุรกิจที่มีผลกระทบสูง และอยู่ในความสนใจของทั้งในและต่างประเทศ
อังคณาย้ำว่า หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนต้องทำงานโดยไม่ซ้ำซ้อนกัน โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จะดำเนินการตรวจสอบในมิติกว้าง ครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชน ขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมุ่งเน้นการตรวจสอบเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงควรแบ่งบทบาทให้ชัดเจนเพื่อไม่สร้างความสับสนให้ประชาชน
อังคณากล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีเหมืองโปแตชด่านขุนทดนั้น มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights) โดยเฉพาะในประเด็นที่ภาคธุรกิจดำเนินกิจการแล้วส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของประชาชน ซึ่งในกรอบดังกล่าว รัฐมีหน้าที่ในการคุ้มครองอย่างชัดเจน
“แม้ว่าตามหลักการ ผู้ที่ละเมิดจะต้องเป็นผู้ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่รัฐก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะรัฐเป็นผู้อนุญาตและกำกับดูแลโดยตรง”
ผู้ตรวจการฯ แจงบทบาทองค์กรตาม รธน. ตรวจสอบเหมืองโปแตช สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างและสิทธิ ปชช.
ขณะที่นายเมธี มั่นคง รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวชี้แจงต่อ กมธ.ฯว่า การที่สำนักงานฯ เข้ามาตรวจสอบกรณีเหมืองโปแตชเป็นการหยิบยกไม่มีผู้ใดร้อง เนื่องจากประเด็นของการจัดทำเหมืองแร่โปแตชเป็นประเด็นใหม่ในประเทศไทยที่ยังไม่มีการจัดการปัญหาที่ครอบคลุม โดยเฉพาะหลังการเปลี่ยนผ่านจาก พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 สู่ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2560 ที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน การจัดตั้งคณะกรรมการเฝ้าระวัง และการตรวจสอบสิทธิการทำเหมืองอย่างรัดกุมมากขึ้น
ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การทำเหมืองโปแตชเป็นกิจการใหม่ที่อาจส่งผลกระทบในหลายมิติ หากไม่มีมาตรการดูแลที่เหมาะสมและเพียงพอ โดยเฉพาะต่อวิถีชีวิตและสุขภาวะของประชาชน เราได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้น เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และวางมาตรการเกี่ยวกับผลกระทบจากกิจการเหมืองแร่ โดยคณะทำงานดังกล่าวได้รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน และได้เชิญนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจากสาขาวิศวกรรมเหมืองแร่และวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มาร่วมให้ความเห็นต่อคณะทำงาน เพื่อทำความเข้าใจลึกซึ้งถึงกระบวนการขออนุญาต การทำเหมือง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
จี้ผู้ตรวจทำจดหมายแจ้งคณะทำงานของจังหวัดเปิดประชุมสางปัญหาเหมือง
เมธียังเปิดเผยว่า คณะทำงานได้ลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานรัฐ และจัดประชุมหารือกับผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มประชาชน และภาคประชาสังคม โดยเฉพาะกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดที่ติดตามปัญหาอย่างใกล้ชิด เมื่อกระบวนการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ปัญหาเสร็จสิ้น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะจัดทำข้อเสนอที่สามารถใช้พัฒนา “กฎหมาย ขั้นตอน และมาตรการ รวมถึงจัดทำเป็นคู่มือให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายต่อไป
อังคณากล่าวว่า ตอนนี้คณะทำงานระดับจังหวัดฯยังไม่จัดประชุม อ้างรอผลการตรวจสอบของผู้ตรวจการก่อน จึงจะเปิดการประชุม ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายทั้งด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งกลุ่มฯมีความกังวลอย่างมากคือการที่บริษัทฯ เตรียมเดินหน้าขุดเจาะและใช้ระเบิดในพื้นที่ จึงขอให้เสนอให้ผู้ตรวจการฯทำจดหมายแจ้งไปยังคณะทำงานของจังหวัดไปก่อนได้เลยว่าไม่จำเป็นต้องรอรายงานผลการตรวจของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะเป็นคนละส่วนกับการทำงานของคณะทำงานจังหวัดและควรให้มีการชะลอการใช้ระเบิดหรือดำเนินการอื่นๆ ไปก่อน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยกันอย่างรอบด้านจริงๆ
ซินโครตรอนเปิดผลวิเคราะห์น้ำ-ดิน “วัดหนองไทร” ชี้ค่าความเค็มเกินเกณฑ์-น้ำใช้ไม่ได้แนะรัฐเร่งฟื้นฟู
ขณะที่ รศ.ดร.สาโรช รุจิวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ได้เปิดเผยต่อที่ประชุมว่า ทางสถาบันได้รับการประสานงานจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 11 ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานร่วมระดับจังหวัดนครราชสีมา ให้ช่วยตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างดินและน้ำจากพื้นที่ชุมชนบ้านหนองไทร อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา โดยตัวอย่างน้ำและดินตั้งแต่ปี 2565 - 2567 จากพื้นที่โดยรอบชุมชนวัดหนองไทร พบว่า ตัวอย่างน้ำในหลายจุดมีค่าความเค็มสูงเกินมาตรฐานที่จะสามารถใช้อุปโภค-บริโภค ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณวัดหนองไทรและชุมชนใกล้เคียง บางจุดมีค่าความเค็มสูงกว่าน้ำทะเลถึง 3 เท่า และนอกจากโซเดียมคลอไรด์แล้ว ในตัวอย่างน้ำยังตรวจพบโพแทสเซียมคลอไรด์ ซึ่งเป็นสารประกอบสำคัญในกระบวนการทำเหมืองแร่โปแตช ต่อมาในปี 2567 จังหวัดได้ส่งตัวอย่างเพิ่มเติมมาให้ตรวจสอบอีกครั้ง หลังมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบในระดับจังหวัด ผลการวิเคราะห์รอบใหม่พบว่าค่าความเค็มยังคงตัวอยู่ ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีแนวโน้มลดลงจากเดิม และค่าความเค็มที่พบตั้งแต่ปี 2565 -2567 มากกว่าตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
รศ.ดร.สาโรชระบุเพิ่มเติมอีกว่า แม้ทางสถาบันจะไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าความเค็มที่เกิดขึ้นมีต้นเหตุจากเหมืองโดยตรงหรือไม่ แต่ผลกระทบที่ชาวบ้านประสบพบเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเกิดขึ้นจริง รัฐบาลจึงไม่ควรรอให้กระบวนการพิสูจน์ทางเทคนิคแล้วเสร็จก่อน จึงจะเริ่มการฟื้นฟูและไม่ว่าต้นเหตุจะคืออะไร แต่วันนี้พื้นที่นั้นใช้น้ำไม่ได้ ใช้ดินไม่ได้ และชาวบ้านกำลังเดือดร้อน ดังนั้นภาครัฐต้องเร่งเข้าไปฟื้นฟูผลกระทบที่เกิดขึ้นตรงนั้นก่อน
ตัวแทนนักปกป้องสิทธิฯ กลุมฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดสะท้อนกลางสภา ชาวบ้านถูกมองข้าม-ฟ้องคดี ทั้งที่ได้รับผลกระทบจริงจากเหมืองโพแทชจี้รัฐทบทวนความชอบธรรมของกระบวนการมีส่วนร่วม
ขณะที่จงดี มินขุนทด ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด กล่าวชี้แจง ข้อเท็จจริงในที่ประชุมว่า กลุ่มฯของตนไม่เคยได้รับหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการ และไม่ได้มีส่วนร่วมในการประชุมหรือให้ข้อมูลแก่ผู้ตรวจการแผ่นดินแต่อย่างใด หน่วยงานรัฐลงพื้นที่โดยเข้าไปที่เหมืองโดยตรง โดยไม่ได้ลงมาพบหรือสอบถามกลุ่มฯที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างเรา ทำให้ชาวบ้านต้องเดินทางไปปรากฏตัวเองที่เวทีประชุมที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจัดขึ้นโดยที่ไม่ได้เชิญพวกเรา เพื่อแสดงให้ผู้ตรวจการแผ่นดินได้เห็นว่าพวกเรามีตัวตนจริงและได้รับผลกระทบจริง
ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดกล่าวอีกว่า ภายหลังการลงพื้นที่ผู้ตรวจการแผ่นดินกลับให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า “ยังไม่มีข้อเท็จจริงว่ามีผลกระทบเกิดขึ้น” และ “ข้อร้องเรียนของชาวบ้านเป็นเพียงความกังวลที่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นบุคคลใด” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับพวกเราอย่างมาก
“เราถูกกล่าวว่าเป็นคนกลุ่มเล็กที่หาตัวตนไม่ได้ ทั้งที่เราไปแสดงตัวต่อหน้าแล้ว และบางคนในกลุ่มก็ถูกฟ้องร้องคดีเรียบร้อยแล้ว” จงดีกล่าว
ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ยังมีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความชอบธรรมในกระบวนการได้มาซึ่ง “ผู้มีสิทธิตรวจสอบ” ตามกฎหมายแร่ โดยระบุว่า “กระบวนการเลือกตั้งผู้ตรวจสอบเกิดขึ้นภายใน กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง และประชาชนทั่วไปไม่ได้มีส่วนร่วมแต่อย่างใด”
จงดี ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า การให้ความรู้จากนักวิชาการแก่ผู้ตรวจสอบหรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ขาดความโปร่งใส ไม่เคยมีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่าดำเนินการอย่างไร เมื่อใด และมีผลต่อการตัดสินใจอย่างไร
ด้านกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ถูกตั้งคำถามถึงการดำเนินการล่าช้า แม้ชาวบ้านบางรายจะถูกฟ้องร้องแล้ว แต่กระบวนการของรัฐยังอยู่ในขั้นตอน “รอการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง”
“ผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว ชาวบ้านถูกฟ้อง ถูกกดดัน และแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจากการต่อสู้ แต่หน่วยงานรัฐกลับยังบอกว่าต้องรอขั้นตอนต่าง ๆ อีกหลายขั้นตอน แบบนี้มันเป็นธรรมแล้วหรือ” ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด กล่าว
จงดีในฐานะตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดยังเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐทุกฝ่ายทบทวนบทบาทของตนเอง และดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง โดยไม่มองประชาชนเป็นเพียง “เสียงส่วนน้อย”
UN จี้ รัฐต้องคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ พร้อมแนะรัฐต้องยึดหลัก “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน”
ด้านดิป มาการ์ หัวหน้าทีมประเทศไทยประจำสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ซึ่งเข้าร่วมรับฟังการประชุมในครั้งนี้ด้วยกล่าวว่า เราได้ติดตามสถานการณ์ของเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิและนครราชสีมา อย่างใกล้ชิด โดยได้ลงพื้นที่จริงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากผู้ได้ผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่โปแตชเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนโดยตรง ได้แก่ สิทธิของชุมชนในการดำรงชีวิต สิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาด สิทธิทางสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องให้การคุ้มครอง
เราอยากเน้นย้ำถึงบทบาทของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปกป้องสิทธิของชุมชนไม่ให้ถูกละเมิด และเราขอเรียกร้องให้รัฐไทยคุ้มครอง ความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิฯ จากการถูกคุกคาม การฟ้องร้อง หรือการดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้รัฐบาลไทยควรเร่งดำเนินการด้านนโยบายและกฎหมาย โดยเฉพาะการออกกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation – SLAPP) ซึ่งมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามนักปกป้องสิทธิฯ และภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมและการดำเนินนโยบายต่าง ๆ สอดคล้องกับหลักการว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ซึ่งไทยได้ประกาศใช้เป็นกรอบแนวทางระดับชาติแล้ว
“เรายังยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และพร้อมให้คำแนะนำแก่รัฐบาลไทยในการดำเนินมาตรการที่เคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชน” หัวหน้าทีมประเทศไทยประจำสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ระบุ
อังคณา กล่าวพร้อมตั้งคำถามว่า กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จะมีแนวทางใดในการพูดคุยหรือเชื่อมโยงกับ Global Compact และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางยุติการดำเนินคดีที่ไม่จำเป็น หรือที่มีลักษณะตอบโต้ผู้เรียกร้องสิทธิ และย้ำกับตัวแทนจากกรมคุ้มครองสิทธิฯว่า ให้พิจารณาพูดคุยกับหน่วยงานตุลาการโดยตรง เช่น ศาล เพื่อหารือแนวทางในการพิจารณาคดีลักษณะ SLAPP เพราะปัจจุบันมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 หากเป็นการฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง ให้ศาลมีอำนาจสั่งยกฟ้องได้ แต่ปัจจุบันศาลไม่ได้ใช้มาตรานี้ในการพิจารณา อยากขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันประสานการดำเนินงานเพื่อยุติปัญหาทางคดีที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและประชาชน
ด้านตัวแทนจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ชี้แจงว่า หน่วยงานมีแนวทางที่จะใช้ “กลไกภาคี” โดยอาศัยความร่วมมือกับคณะอนุกรรมการจากเครือข่ายภาคประชาสังคม เช่น Global Compact เพื่อเปิดเวทีหารือแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน
“เราสามารถใช้กลไกของภาคีเพื่อพูดคุยเรื่องนี้ได้ มีความเป็นไปได้ที่จะหาข้อยุติไม่ให้มีการดำเนินคดีเพิ่มขึ้นต่อเยาวชนหรือนักปกป้องสิทธิฯ ที่ทำหน้าที่ของตน” เจ้าหน้าที่กล่าว
จี้รัฐคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ เสนอใช้ “มาตรการชั่วคราว” ระหว่างข้อพิพาท
ประธาน กมธ.ได้เสนอมาตรการคุ้มครองชั่วคราวให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดในการยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งให้มีการระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวระหว่างที่ข้อพิพาทยังไม่สิ้นสุด รวมถึงเสนอให้รัฐศึกษาผลกระทบอย่างละเอียดจากกรณีการผลิตและขายเกลือในภาคอีสาน ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรและแรงงานในพื้นที่
อังคณายังกล่าวถึงปัญหาในการเข้าถึง “กองทุนสิ่งแวดล้อม” ว่าขณะนี้การพิจารณาอนุมัติกองทุนในระดับจังหวัดยังมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องขั้นตอนที่ยุ่งยาก และการกระจายงบประมาณที่ไม่ทั่วถึง
“คนที่มาร้องเรียนก็มักจะโดนฟ้อง พอจะเข้าถึงกองทุนก็ทำได้ยากเพราะกลไกของจังหวัดมีปัญหา หลายคนต้องเดินเรื่องเอง ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทุกทาง” เธอกล่าวพร้อมระบุว่า ผู้หญิงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในสถานการณ์นี้ เพราะส่วนใหญ่นอกจากต้องทำงานปกป้องสิทธิ ยังต้องดูแลครอบครัว เด็ก และผู้สูงอายุควบคู่ไปด้วย
อังคณาสรุปข้อเสนอสำคัญว่า รัฐควรจัดตั้ง “ศาลสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ” เพื่อรองรับคดีและข้อพิพาทด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยใช้รูปแบบกึ่งอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วและลดภาระของประชาชน
“เวลานี้ประเทศเรายังไม่มีระบบศาลที่จัดการข้อพิพาทด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเฉพาะเจาะจง ทั้งที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ จำเป็นต้องมีกลไกที่เชื่อถือได้และเป็นธรรม”
เตรียมเข้าพบมหาดไทยและบางจาก
“ขั้นตอนต่อไป คณะกรรมาธิการฯจะเดินทางเข้าพบกับกระทรวงมหาดไทยและบริษัทบางจากฯ เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของบางจากที่มีผู้ถือหุ้นคือบริษัทสัญชาติจีนที่ยังมีความคลุมเครือ ก่อนหน้านี้กรรมาธิการได้เชิญทั้งกระทรวงมหาดไทยและบริษัทบางจากเข้าร่วมประชุม แต่ในส่วนของบริษัทบางจากฯ ไม่เคยเข้าร่วมประชุมกับกรรมาธิการฯเลยสักครั้ง และหลังจากได้ข้อมูลครบถ้วนจากทุกฝ่ายก็จะเขียนเป็นรายงานสรุปผลการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการในลำดับถัดไป” อังคณาระบุ
