แม้อุตสาหกรรมความงามสหรัฐฯ จะมีมูลค่าสูงถึง 62 พันล้านดอลลาร์ แต่แรงงานกว่า 1.4 ล้านคน ต้องเผชิญปัญหารายได้และความไม่มั่นคง นำมาสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่ผ่านแพลตฟอร์ม StyleBee และ Handsome ที่ผสานเทคโนโลยีกับแนวคิดสหกรณ์แรงงาน หวังยกระดับช่างทำผมและนักเสริมสวยสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีความมั่นคง การริเริ่มนี้ไม่เพียงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แรงงานหญิง แต่ยังวางรากฐานโมเดลธุรกิจที่เป็นธรรมผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมเพียง 5% เพื่อสนับสนุนสวัสดิการและการพัฒนาวิชาชีพ

ที่มาภาพ: Nataliya Vaitkevich/Pexels
อุตสาหกรรมความงามของสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่ากว่า 62 พันล้านดอลลาร์กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ท่ามกลางการเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อความเป็นธรรมต่อแรงงานกว่า 1.4 ล้านคน โดยเฉพาะแรงงานหญิงและชนกลุ่มน้อยที่มักถูกมองข้ามมาอย่างยาวนาน จากรายงานการศึกษาล่าสุดของ Upwork พบว่า มีชาวอเมริกันกว่า 64 ล้านคนที่ทำงานในระบบฟรีแลนซ์ และในจำนวนนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านความงามกว่าครึ่งล้านคนที่ต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงในอาชีพ
ข้อมูลจาก Globe Newswire เมื่อ ก.ค. 2021 ระบุว่า อุตสาหกรรมนี้จ้างงานผู้หญิงถึง 90% และเป็นชนกลุ่มน้อยและละตินเอ็กซ์อีก 66% ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้น้อย ในหลายรัฐใช้เพียงวุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลายและใบรับรองวิชาชีพเท่านั้นในการประกอบอาชีพ ทำให้เป็นหนึ่งในทางเลือกอาชีพที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดสำหรับชาวอเมริกันที่มีรายได้น้อย อย่างไรก็ตาม ความง่ายในการเข้าสู่อาชีพกลับแลกมาด้วยความเปราะบางในการทำงาน ทั้งการขาดสวัสดิการ การทำงานในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อสุขภาพ และการถูกเอารัดเอาเปรียบจากระบบแพลตฟอร์มที่มุ่งเน้นผลกำไรมากกว่าคุณภาพชีวิตของแรงงาน
วิกฤตโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ให้ชัดเจนขึ้น เมื่อร้านเสริมสวยต้องปิดตัวตั้งแต่ 6 สัปดาห์ถึง 8 เดือนขึ้นอยู่กับมาตรการของแต่ละรัฐและเคาน์ตี้ ส่งผลให้ 64% ของร้านรายงานรายได้ที่ลดลงในไตรมาสแรกของปี 2021 และ 43% ต้องลดยอดขายผลิตภัณฑ์ความงาม สถานการณ์นี้นำไปสู่การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความยั่งยืนและความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมนี้
การต่อสู้เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน

ที่มาภาพ: RDNE Stock project/Pexels
จุดเปลี่ยนสำคัญของการเคลื่อนไหวเพื่อความปลอดภัยเกิดขึ้นในปี 2005 เมื่อ จูเลีย หลิว (Julia Liou) ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาของ Asian Health Services เห็นล็อบบี้ยิสต์แจกกระเป๋าลิปสติกและผลิตภัณฑ์ความงามให้กับนักการเมืองที่รัฐสภา เพื่อคัดค้านร่างกฎหมายห้ามใช้สารเคมีอันตราย แม้จะพ่ายแพ้ในครั้งนั้น แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เธอตระหนักว่าการต่อสู้กับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีพลังของชุมชน
คลินิก Asian Health Services ในไชน่าทาวน์แห่งโอ๊คแลนด์ เป็นหน่วยงานแรกๆ ที่บันทึกปัญหาสุขภาพของพนักงานร้านทำเล็บ ทั้งมะเร็ง อาการปวดศีรษะ การแท้งบุตร และปัญหาสุขภาพอื่นๆ นำไปสู่การก่อตั้ง California Healthy Nail Salon Collaborative เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
กรณีของ แวน เหงียน (Van Nguyen) เจ้าของร้านทำเล็บวัย 46 ปี ในซานฟรานซิสโก สะท้อนให้เห็นผลกระทบร้ายแรงของสารเคมีในอุตสาหกรรมความงาม ตามที่สื่อ CBS San Francisco รายงานในเดือน มี.ค. 2017 เธอไม่เพียงสูญเสียบุตรจากการแท้งหลายครั้ง แต่ลูกที่เธอตั้งครรภ์จนครบกำหนดก็เกิดมาพร้อมปัญหาผิวหนังรุนแรงที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต อันเป็นผลจากการทำงานกับกาว น้ำยาล้างเล็บ และยาทาเล็บเป็นเวลานาน
ประสบการณ์อันเจ็บปวดนี้ผลักดันให้เธอลุกขึ้นมาเป็นปากเป็นเสียงต่อผู้กำหนดนโยบายในแคลิฟอร์เนีย จนร้านของเธอได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย และกลายเป็นต้นแบบให้กับร้านอื่นๆ ในการรายงานของ CBS San Francisco เธอยืนร้องไห้ด้วยความภาคภูมิใจนอกร้านทำเล็บแห่งหนึ่งในเมืองอลาเมดา (Alameda) ที่เพิ่งได้รับการรับรองว่าเป็นหนึ่งใน 143 ร้าน ที่ผ่านมาตรฐานในพื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโกและซานตาโมนิกา
"ฉันอาจโชคร้าย แต่ฉันก็ทำดีที่สุดแล้ว ฉันไม่อยากให้ใครต้องทนทุกข์เหมือนฉัน" เธอกล่าวให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว CBS San Francisco ท่ามกลางความสะเทือนใจ
การเติบโตของเศรษฐกิจแพลตฟอร์มและผลกระทบต่อแรงงาน
ดังที่กล่าวไปว่าคนที่ทำงานอิสระ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านความงามกว่าครึ่งล้านคน ที่ต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงในอาชีพ แม้จะเป็นอุตสาหกรรมที่มีความต้องการสูงและสร้างรายได้มหาศาล แต่แรงงานส่วนใหญ่กลับไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
ก่อนหน้านี้ แพลตฟอร์มที่ให้บริการด้านความงามส่วนใหญ่ควบคุมการปฏิสัมพันธ์ระหว่างช่างและลูกค้าอย่างเข้มงวด ทั้งการกำหนดราคา การจองคิว และการชำระเงิน ลูกค้าไม่สามารถเห็นผลงานหรือติดต่อช่างได้โดยตรงจนกว่าจะทำการจองและให้ข้อมูลบัตรเครดิต การปรับเปลี่ยนนัดหมายหรือสอบถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต้องผ่านฝ่ายบริการลูกค้า ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและลดทอนความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างช่างกับลูกค้า
ท่ามกลางวิกฤต เกิดความพยายามในการปฏิรูประบบจากหลายภาคส่วน StyleBee ภายใต้การนำของ เชนเทล ฮาร์ทชอร์น (Chantelle Hartshorne) กำลังดำเนินการปฏิรูปครั้งใหญ่ หลังจากเข้าซื้อกิจการในปี 2021 บริษัทวางแผนแยกเป็นสองส่วน ระหว่าง StyleBee Inc. ที่จะให้บริการด้านเทคโนโลยี และสหกรณ์แรงงานที่จะดูแลด้านบริการ
โมเดลใหม่นี้จะใช้เทคโนโลยี "smart matching" ในการจับคู่ลูกค้ากว่า 45,000 รายกับผู้ให้บริการ และเปิดโอกาสให้ช่างความงาม 5,000 คนเข้าร่วมและบริหารธุรกิจของตนเอง โดยมีโครงสร้างพื้นฐานและความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่พร้อมอยู่แล้ว ที่สำคัญคือการเก็บค่าธรรมเนียมเพียง 5% เพื่อนำไปสนับสนุนสวัสดิการและการพัฒนาวิชาชีพ
ขณะที่ Handsome ซึ่งก่อตั้งโดย เอพริล โดมิงเกซ (April Dominguez) ในปี 2018 เลือกแนวทางการสร้างชุมชนและการศึกษา หลังจากเห็นช่องว่างในอุตสาหกรรมที่ยังคงพึ่งพาการบอกต่อแบบปากต่อปาก ต่างจากอุตสาหกรรมอื่นที่มีแพลตฟอร์มหางานมาตรฐานอย่าง LinkedIn หรือ Upwork
จากผลการศึกษาของ Bobit Beauty Health and Wellness ในเดือน พ.ค. 2021 ที่สำรวจผู้ประกอบการ 4,500 ราย พบว่าอุตสาหกรรมความงามมีการปรับตัวสู่เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดย 39% ของร้านได้นำระบบชำระเงินแบบไร้สัมผัสมาใช้ ขณะที่ 28% ปรับรูปแบบการให้บริการเป็นการรับลูกค้าที่จอดรถรอ นอกจากนี้ 18% ของร้านได้เพิ่มช่องทางอีคอมเมิร์ซเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ 16% เริ่มให้คำปรึกษาผ่านช่องทางออนไลน์ และอีก 15% ได้ปรับเปลี่ยนเอกสารต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล รวมถึงแบบฟอร์มยินยอมรับความเสี่ยง การปรับตัวครั้งสำคัญนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตซอฟต์แวร์บริหารจัดการร้านที่เร่งพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการในช่วงวิกฤต
StyleBee ยังปรับเปลี่ยนจากระบบส่ง SMS แจ้งงานแบบเดิม สู่ระบบธุรกิจครบวงจรผ่าน Strobe App Creator Interface ที่ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์สามารถปรับแต่งการทำงานได้ตามต้องการ พร้อมกับการสนับสนุนด้านการบริหาร การตลาด และการสร้างรายได้จากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Coty, NFL, Google Pixel, Chanel, AXE, Gucci, Equinox และ Sephora
ความสำเร็จ ความท้าทาย และอนาคตของอุตสาหกรรมความงาม

ที่มาภาพ: RDNE Stock project/Pexels
จากการสำรวจผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมความงาม 4,500 คน ที่จัดทำโดย Bobit Beauty Health and Wellness ในเดือน พ.ค. 2021 พบสัญญาณการฟื้นตัวที่น่าสนใจ โดย 36% ของผู้ประกอบอาชีพรายงานว่ามีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาด โดย 65% เชื่อว่าเป็นผลจากการแนะนำปากต่อปากของลูกค้าเดิม และ 64% มองว่าเป็นเพราะความเชื่อมั่นในมาตรการรักษาความสะอาดที่เข้มงวด นอกจากนี้ 27% รายงานว่าพนักงานมีความสุขมากขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2021 เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2020
อย่างไรก็ตาม การศึกษาเดียวกันนี้ยังชี้ให้เห็นความท้าทายสำคัญด้านการรักษาพนักงาน โดยพบว่าในบรรดาร้านที่ยังเปิดดำเนินการ มีเพียง 43% เท่านั้นที่สามารถรักษาพนักงานเดิมไว้ได้ทั้งหมด ขณะที่ 15% มีพนักงานเดิมเหลือน้อยกว่าครึ่ง ส่งผลให้ 36% ของร้านต้องเร่งรับสมัครพนักงานใหม่เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างระบบที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับผู้ประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมนี้
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานในอุตสาหกรรมความงาม แต่ยังสร้างโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย โดยมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างความยืดหยุ่นในการทำงานกับความมั่นคงทางการเงิน
การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและชุมชน ผ่านโมเดลสหกรณ์และแพลตฟอร์มดิจิทัล กำลังสร้างทางเลือกใหม่ให้กับอุตสาหกรรมที่มีผู้หญิงเป็นแรงงานหลักถึง 90% และชนกลุ่มน้อยอีก 66% ความสำเร็จของโมเดลนี้อาจเป็นแบบอย่างให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกันในการสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนมากขึ้น
ฮาร์ทชอร์น ผู้ซึ่งเข้าซื้อกิจการ StyleBee ในปี 2021 และเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการแยกธุรกิจเป็นบริษัทเทคโนโลยีและสหกรณ์แรงงาน ได้ให้สัมภาษณ์กับ Platform Cooperativism Consortium ในเดือน ส.ค. 2024 โดยกล่าวว่า "เราต้องการสร้างบางสิ่งที่ดีเกินกว่าจะทิ้งไป สิ่งที่ผู้คนต้องการจริงๆ" สะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ของการปฏิรูปที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มดิจิทัลทั่วไปที่มักใช้งบประมาณมหาศาลไปกับการรักษาฐานลูกค้าและป้องกันการติดต่อนอกระบบ
ฮาร์ทชอร์นมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมความงามกว่า 23 ปี เริ่มต้นจากการทำงานในร้านค้าปลีก 5 ปี ก่อนผันตัวมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัวจนถึงปี 2014 ที่เธอเข้าร่วมงานกับ StyleBee ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนในซิลิคอนแวลลีย์ ประสบการณ์ตรงในทุกบทบาทของอุตสาหกรรมทำให้เธอเข้าใจถึงความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างช่างและลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจความงามและการดูแลส่วนบุคคล
"อุตสาหกรรมของเรากำลังก้าวสู่โครงสร้างที่ครอบคลุมมากขึ้น และเรากำลังอยู่ที่แนวหน้าของการเปลี่ยนแปลงนี้ แผนของเราจะสร้างโมเดลที่ไร้อุปสรรคและขยายผลได้ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและเท่าเทียม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ไม่เพียงแค่กับผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม 5,000 คนของ StyleBee แต่รวมถึงแรงงานในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์มทั่วโลก" ฮาร์ทชอร์น กล่าว สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายมากกว่าผลกำไรทางธุรกิจ.
ที่มา:
Bay Area Grass-Roots Campaign to Improve Health of Nail-Salon Workers Gains Support (CBS San Francisco, 5 March 2017)
A Ground-Breaking Study Shows the Resilient Beauty Industry is Recovering (GlobeNewswire, 9 July 2021)
The beauty industry isn't fair to workers. We're trying to fix that (April Dominguez, Acumen America, 3 May 2022)
Building a Fairer Beauty Industry for 5,000 Bay Area Workers (Chantelle Hartshorne, 13 August 2024)
